- หน้าแรก
- ฟรีเรน : ปรมาจารย์ตัวน้อยผู้ไม่เข้าใจความรัก
- บทที่ 3 คำเชิญสู่การเป็นคู่หู
บทที่ 3 คำเชิญสู่การเป็นคู่หู
บทที่ 3 คำเชิญสู่การเป็นคู่หู
บทที่ 3 คำเชิญสู่การเป็นคู่หู
ถ้ามีคนถามร็อดว่า หากมีสาวน้อยเอลฟ์แสนสวยนอนสลบอยู่ตรงหน้า คุณจะทำอย่างไร?
ร็อดคงตอบด้วยความเที่ยงธรรมว่า เขาจะปกป้องเธอเป็นอย่างดี และรออย่างเงียบๆ จนกว่าเธอจะตื่น
และตอนนี้ สถานการณ์นั้นก็กำลังเกิดขึ้นตรงหน้าเขา
ร็อดเห็นเซเรียที่ถูกเขาซัดกระเด็นจนสลบไป เขาก็อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติได้แล้วรีบเดินเข้าไปหา
“คุณเซเรีย คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”
แน่นอนว่าท่านบรรพจารย์ตัวน้อยของเราย่อมไม่สามารถตอบเขาได้ ใบหน้าที่น่ารักยังคงหลงเหลือความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
“งานเข้าแล้วสิ”
เขาควรจะนึกได้ตั้งนานแล้วว่า ท่านบรรพจารย์ในตอนนี้ไม่ได้น่าหวาดหวั่นเหมือนในยุคหลัง เธอยังเป็นวัยรุ่นและอ่อนต่อโลก ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางถูกเวทมนตร์ของเขาซัดจนสลบได้แน่
เมื่อมองดูเซเรียที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม ร็อดก็อดใจไม่ไหว
เขายื่นมือออกไปบีบแก้มกลมๆ ของเธอ มันทั้งนุ่มและเรียบเนียน ราวกับกำลังบีบก้อนโมจินุ่มนิ่มไซส์ยักษ์
สัมผัสดีเกินคาด เขาอดไม่ได้ที่จะจิ้มแก้มเธออีกที พลางคิดในใจว่า “ฉันน่าจะเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่กล้าจิ้มแก้มเซเรียแบบนี้”
แต่ในขณะนั้นเอง ขนตาของเซเรียก็สั่นไหวเบาๆ ก่อนจะลืมตาโพลงขึ้นมา
ร็อดตัวแข็งทื่อทันที เพราะตอนนี้มือของเขายังแปะอยู่บนแก้มของเธอ
“อะแฮ่ม” เขาแกล้งทำเนียนชักมือกลับมา แล้วถามด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณเซเรีย คุณโอเคไหมครับ?”
ดวงตาสีทองของเซเรียว่างเปล่าไปชั่วขณะ ก่อนจะโฟกัสภาพตรงหน้า แล้วจ้องเขม็งมาที่ร็อด
เธอได้สติแล้ว ผู้ชายเฮงซวยคนนี้กล้าดียังไงมาจับหน้าเธอ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่สุด
เวทมนตร์ของผู้ชายคนนี้มันวิปริตเกินไป เธอไม่ทันระวังตัวเลยถูกซัดจนสลบเหมือด
ความเขินอายและความเจ็บใจผสมปนเปกัน แต่เธอไม่ได้แสดงออกมา ถึงอย่างนั้นก็ต้องถามให้รู้เรื่อง
“เมื่อกี้ทำอะไรน่ะ?”
ร็อดยกมือขึ้นยอมแพ้ทันทีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ “ผมไม่ได้ทำอะไรเลยครับ แค่เช็คดูว่าคุณบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“แค่เวทมนตร์โจมตีพื้นฐาน...” เซเรียมองเขาอย่างจับผิด โชคดีที่เธอร่ายเวทป้องกันไว้ก่อนหน้านี้ เลยไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร เพียงแค่ถูกแรงกระแทกจากเวทมนตร์ของหมอนี่จนสลบไปเท่านั้น
หลักๆ คือเธอไม่ได้ระวังตัว ไม่อย่างนั้นเธอคงร่ายเวทกันกระแทกเพิ่มอีกชั้นแล้ว
“เวทมนตร์การสร้างสรรค์ของนายแข็งแกร่งมาก”
เซเรียเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วพูดช้าๆ
เธอปัดฝุ่นที่เกาะตามชุดคลุมสีขาว ปลายนิ้วรวบรวมพลังเวทเพื่อตรวจสอบสภาพร่างกายตัวเอง
เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ “กินพลังเวทมากกว่าที่คิดแฮะ”
ผู้ชายคนนี้ไม่เพียงแค่ลอกเลียนแบบเวทมนตร์ของเธอได้อย่างสมบูรณ์ แต่ยังทำให้มันรุนแรงยิ่งกว่าเดิม
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นออกมา “น่าสนุกชะมัด! ความสามารถทางเวทมนตร์ของนาย อาจจะพลิกโฉมยุคสมัยนี้ได้เลย!”
ในยุคสมัยแห่งเทพนิยายนี้ เวทมนตร์ทั้งหมดได้ถูกกำหนดรูปแบบไว้ตายตัวแล้ว
เซเรียมีลางสังหรณ์ว่า การปรากฏตัวของผู้ชายคนนี้จะก่อให้เกิดพายุเวทมนตร์ลูกใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ทวยเทพก็ไม่อาจยอมรับได้
เธอเอ่ยถามด้วยความกระตือรือร้น “ถ้าฉันสอนเวทมนตร์ที่ซับซ้อนกว่านี้ นายจะสามารถ ‘สร้าง’ รูปแบบใหม่ๆ ต่อยอดจากพื้นฐานพวกนั้นได้ไหม?”
ร็อดชะงัก วิธีการแบบนี้เขาเองก็ไม่เคยลอง ไม่กล้ารับประกัน แต่ก็ตอบไปอย่างใจสู้ว่า “ลองดูก็ได้ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น นายก็พักอยู่แถวรอบนอกป่าเอลฟ์นี่แหละ ฉันจะมาสอนเวทมนตร์ให้นายทุกวัน”
เทียบกับโลกภายนอกที่อันตราย รอบนอกของป่าเอลฟ์ถือว่าค่อนข้างปลอดภัย
ขอแค่ไม่วิ่งเพ่นพ่านไปทั่ว ไม่เข้าไปในถิ่นของสัตว์อสูรที่อันตราย ก็ไม่มีอะไรต้องห่วงเรื่องชีวิต
แถมคงไม่มีเอลฟ์ตนไหนว่างงานเหมือนเซเรีย ที่ชอบวิ่งวุ่นไปทั่วแต่ก็ไม่กล้าออกจากเขตอิทธิพลของป่าเอลฟ์อย่างเด็ดขาด
“คล้ายๆ กับอาจารย์และลูกศิษย์เหรอครับ?”
“ถ้านายจะคิดแบบนั้นก็ได้”
เซเรียไม่เคยรับศิษย์มาก่อน เธอเลยไม่รังเกียจที่จะรับมนุษย์ตรงหน้าเป็นลูกศิษย์คนแรก
เพียงแต่ความทะเยอทะยานของชายคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น
“งั้นคงต้องขอผ่านครับคุณเซเรีย ผมอยากออกเดินทางผจญภัยในโลกใบนี้ เทียบกับสถานะศิษย์อาจารย์แล้ว ผมอยากเชิญคุณมาเป็นคู่หูของผมมากกว่า”
การได้เป็นศิษย์ของท่านบรรพจารย์ตัวน้อย แล้วเล่นบทศิษย์คิดล้างครูก็ฟังดูไม่เลว แต่ร็อดหวังที่จะสร้างความประทับใจให้เธอมากกว่านั้น
เขาไม่แอ๊บแล้ว เขาหงายการ์ดเลยแล้วกัน เขาจะเป็น ฮิมเมล*
เซเรียหัวเราะ
มนุษย์คนนี้ ดูเหมือนจะน่าสนใจกว่าที่เธอคิด
รอยยิ้มของเธอแฝงไปด้วยความขี้เล่น เธอเอียงคอเล็กน้อย ผมสีทองยาวสลวยทิ้งตัวลงมาราวกับพู่ประดับ
“คู่หู?” เธอทวนคำนั้นเบาๆ
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้รับคำเชิญแบบนี้จากคนอื่น
ความจริงแล้วเอลฟ์เป็นเผ่าพันธุ์ที่ค่อนข้างเย็นชา อย่าว่าแต่คนต่างเผ่าเลย แม้แต่กับพวกเดียวกันเองก็ไม่ได้มีความสนิทสนมอะไรกันมากนัก
ไม่ต้องพูดถึงการไปเป็นคู่หูกับคนอื่นเลย
เซเรียเองก็เป็นแบบนั้น
“นายรู้ตัวไหมว่ากำลังพูดอะไรอยู่ เจ้ามนุษย์?”
ร็อดสบตาเธอตรงๆ “รู้สิครับ”
“น่าสนใจ” เซเรียยกมือกอดอก “งั้นบอกฉันหน่อยสิ มนุษย์ที่อ่อนแอและมีอายุขัยแสนสั้นอย่างนาย เอาอะไรมาเป็น ‘คู่หู’ ของฉัน?”
“เอาไอ้นี่ไง” ร็อดยกมือขึ้น ปลายนิ้วควบแน่นลูกบอลแสงออกมา
แต่ต่างจากเวทมนตร์ที่เน้นพลังโจมตีก่อนหน้านี้ ลูกบอลแสงครั้งนี้มีไว้เพื่อส่องสว่างเท่านั้น
นี่คือเวทมนตร์ใหม่ที่เขาเพิ่งวิเคราะห์และสร้างขึ้นมาจากเวทมนตร์ของเซเรีย
“นี่คือเวทมนตร์ใหม่ที่ผมเพิ่งสร้างขึ้น มันช่วยส่องสว่างในความมืดได้ ผมตั้งชื่อให้มันว่า เวทส่องสว่าง (Illumination)”
“นาย...” รูม่านตาของเซเรียหดเล็กลง “นายวิเคราะห์โครงสร้างเวทมนตร์ของฉัน?”
นี่คือเวทมนตร์ธาตุแสงที่เป็นเอกลักษณ์ของเผ่าเอลฟ์ แต่กลับถูกผู้ชายคนนี้ถอดรหัสได้อย่างง่ายดาย แถมยังสร้างเวทมนตร์ใหม่ขึ้นมาจากพื้นฐานเดิมอีก
มันเป็นพรสวรรค์ส่วนตัวของเขา? หรือว่าเป็นพรสวรรค์ของเผ่ามนุษย์กันแน่?
“คัดลอกและถอดรหัสเวทมนตร์ของคุณ แล้วนำมาสร้างใหม่ในมือของผม เขียนทับผลลัพธ์บางส่วนลงไปใหม่ จนเกิดเป็นเวทมนตร์ชนิดใหม่ นี่แหละคือการสร้างสรรค์ของผม”
พูดจบ แสงสว่างในมือก็ค่อยๆ เปลี่ยนรูปร่าง จนกลายเป็นดอกไม้แห่งแสงที่ระยิบระยับ ลอยเด่นอยู่กลางฝ่ามือ
นี่คือรูปแบบเวทมนตร์ที่เซเรียไม่เคยเห็นมาก่อน
“การสร้างสรรค์งั้นเหรอ” เธอพึมพำเสียงเบา แววตาเปล่งประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “น่าสนุกสุดๆ ไปเลย”
ร็อดยิ้มบางๆ “เพราะงั้น มาเป็นคู่หูออกเดินทางไปด้วยกันไหมครับ? ผมสามารถสร้างเวทมนตร์ที่คุณไม่เคยเห็นได้อีกเยอะแยะเลย ส่วนคุณ—”
เขาเว้นจังหวะ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ช่วยสอนให้ผมรู้ว่า จะมีชีวิตรอดในโลกใบนี้ต่อไปได้อย่างไร”
เซเรียเงียบไปนาน สุดท้ายก็หัวเราะออกมาเบาๆ “ตกลง!”
โลกภายนอกนั้นอันตรายมาก แม้แต่เธอเองยังไม่กล้าออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ผู้ชายคนนี้น่าสนใจเกินไป เธอถึงขั้นเริ่มคาดหวังว่าจะได้เห็นเวทมนตร์อะไรจากเขาอีกบ้าง
มันคงจะเป็นการเดินทางผจญภัยที่แสนสั้น แต่น่าสนุก และเพียงพอให้เธอหวนระลึกถึงไปตลอดชีวิตอันยาวนานแน่นอน
(จบตอน)