- หน้าแรก
- ย้อนเวลาสู่ปี 2000: ผมคือผู้กำกับอัจฉริยะแห่งยุค
- บทที่ 4 - หากพี่ไม่ตบ ผมก็กล้าจับ
บทที่ 4 - หากพี่ไม่ตบ ผมก็กล้าจับ
บทที่ 4 - หากพี่ไม่ตบ ผมก็กล้าจับ
บทที่ 4 - หากพี่ไม่ตบ ผมก็กล้าจับ
แต่ตอนนี้สิงไป๋โจวยังไม่รู้จักหลี่โย่วปิน
เขาไม่อยากบุ่มบ่ามบุกไปเชิญถึงบ้าน
เพราะอีกฝ่ายคงไม่มีทางรับเล่นสุ่มสี่สุ่มห้า... หากเซ็นสัญญากับผู้กำกับโนเนมไปแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ แล้วพบว่าเป็นหนังห่วยแตก จะได้ไม่คุ้มเสีย
......
มณฑลอานฮุย แถบหว่านหนาน
《กระบี่เย้ยยุทธจักร》 เวอร์ชั่นปี 2001 ผ่านการถ่ายทำมานานกว่า 4 เดือน จนกระทั่งต้นเดือนกรกฎาคมก็ปิดกล้องอย่างเป็นทางการ ข่าวคราวเริ่มปรากฏบนโลกออนไลน์
สวี่ฉิงทานเลี้ยงปิดกล้องเสร็จ ก็อดใจรอไม่ไหว นั่งเครื่องบินจากลู่โจวกลับปักกิ่งทันที
ทันทีที่ล้อแตะพื้นรันเวย์
เธอก็โทรหาสิงไป๋โจว
"ฮัลโหล น้องชาย รถสองล้อของเธอจอดอยู่ไหนจ๊ะ?" เธอรู้ว่าหนุ่มน้อยที่จะมารับไม่มีรถยนต์ เลยแกล้งแซวเล่น
พี่สาวประเภทนี้ ชอบที่สุดคือการได้หยอกเอินเด็กหนุ่ม โดยเฉพาะสิงไป๋โจวที่เป็นฟีโรโมนเดินดิน ยิ่งดึงดูดใจเป็นพิเศษ
พอนึกว่าจะได้เจอน้องชายที่ไม่ได้เจอกันนาน สวี่ฉิงก็อดเร่งฝีเท้าไม่ได้ ไม่นานก็มาถึงทางออกผู้โดยสารขาเข้า
แต่ไกล...
เธอก็เห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ สวมแว่นกันแดดทรงเฟี้ยว เสื้อยืดกางเกงยีนส์ ยืนแผ่ออร่าความสดใสอยู่
ดวงตาภายใต้แว่นกันแดดสั่นไหวน้อยๆ สิงไป๋โจวฉีกยิ้มกว้าง พี่สาววัย 32 ปีที่กำลังเดินตรงมา ช่างเซ็กซี่เหลือเกิน
เสื้อยืดสีขาวตัวโคร่งของเธอ ถูกยัดชายเสื้อเข้าไปในกระโปรงยีนส์สั้นรัดรูป เผยให้เห็นเอวคอดกิ่วและเรียวขาขาวผ่องที่รับกันอย่างลงตัว
รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นสนามบินดังตึกตัก เพียงพริบตา เธอก็มายืนอยู่ตรงหน้าสิงไป๋โจว
สวี่ฉิงเงยหน้าน้อยๆ จ้องมองใบหน้าสิงไป๋โจวอย่างพิจารณาครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือเรียวสวยไปดึงแว่นกันแดดออกจากหน้าเขา มาสวมที่หน้าตัวเอง แล้วเดินเชิดหน้าออกไปดื้อๆ
ทิ้งให้สิงไป๋โจวยืนงงอยู่ที่เดิม
เขายักไหล่ แล้ววิ่งตามไปพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อมาถึงรถมอเตอร์ไซค์
สวี่ฉิงเดินวนรอบรถรอบหนึ่ง กอดอกทำให้หน้าอกหน้าใจดูอวบอิ่มยิ่งขึ้น "อุ๊ย รถคันนี้อายุน่าจะมากกว่าเธออีกมั้งเนี่ย?!"
สิงไป๋โจวขี่ "เจียหลิง 70C" รุ่นผลิตยุค 80 ซึ่งเป็นที่นิยมมากในปี 2000
รถอาจจะเก่าไปหน่อย แต่ขี่ดีนะบอกเลย!
สิงไป๋โจวยื่นหมวกกันน็อคที่มีอยู่ใบเดียวให้สวี่ฉิง ตัวเองขึ้นไปนั่งคร่อมก่อน แล้วตบเบาะหลัง "ไปกันเถอะ เดี๋ยวพาไปกินข้าว"
"แต่พี่ใส่กระโปรงนะ?"
สวี่ฉิงไหนเลยจะเคยนั่งยานพาหนะแบบนี้ ปกติไปไหนมาไหนก็นั่งแต่รถเก๋งหรู ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะขึ้นรถยังไง
สิงไป๋โจวหันกลับมามอง "นั่นสิ พี่ไม่เคยนั่งแบบนี้นี่นา งั้นเดี๋ยวผมเรียกรถแท็กซี่ให้ไหมครับ???"
"หา... แท็กซี่เหรอ?"
ในเมื่อเธอบอกไม่อยากนั่งมอเตอร์ไซค์ ก็คงต้องนั่งแท็กซี่แล้วล่ะ
แต่สีหน้าของสวี่ฉิง แสดงออกชัดเจนว่าไม่อยากนั่งรถเก๋งคนเดียว
"พี่นั่งรถเก๋ง เธอขี่มอเตอร์ไซค์ แบบนี้มันจะดูไม่ดีหรือเปล่า..." สวี่ฉิงพูดเสียงอ่อย "เหมือนพี่รังแกเธอเลย"
พูดจบ เธอก็ประสานมือไว้ที่หน้าท้อง นิ้วมือเกาไปมาอย่างไร้จุดหมาย สายตาก็ลอกแลกมองไปเรื่อย
ในฐานะเสือสนามรัก สิงไป๋โจวมองความคิดเธอออกทะลุปรุโปร่ง ตบเบาะหลังปุๆ "ขึ้นมา นั่งหันข้าง แล้วกอดผมให้แน่นๆ"
ดวงตาของสวี่ฉิงเป็นประกาย "แบบนี้มันจะดีเหรอ?"
สตาร์ทรถ แล้วหันมาบอกว่า "ดีสิครับ... ถ้าพี่ไม่กอดแน่นๆ แล้วตกลงไป ผมไม่รับผิดชอบนะเออ!"
"งั้นไม่ได้การล่ะ!" สวมหมวกกันน็อคเสร็จ สาวงามสวี่ก็ขยับก้นขึ้นไปนั่งเบาะหลัง กอดเอวชายหนุ่มตรงหน้าแน่น
"พี่ครับ กอดเอว ไม่ใช่ลูบกล้ามหน้าอก"
"อ้าว... อุ๊ย..."
"บรื้น!" ท่อไอเสียเล็กๆ ของเจียงหลิง 70C พ่นควันดำออกมา พาทั้งคู่พุ่งทะยานสู่ถนนใหญ่
สวี่ฉิงที่ตอนแรกทำท่าไม่อยากนั่งมอเตอร์ไซค์ ตอนนี้กลับกอดสิงไป๋โจวแน่น ในใจเกิดความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกก่อตัวขึ้น
สายลมยามค่ำคืนเดือนเจ็ดที่ค่อนข้างอบอ้าว พัดพาหัวใจของหญิงคนนี้ให้ไหวหวั่น บางทีเธออาจจะอยากลิ้มรสชาติของสายลม จึงเปิดกระจกหน้าหมวกกันน็อคขึ้น
ทันใดนั้น
สายลมพัดผ่านใบหน้า พาเอากลิ่นกายของเด็กหนุ่มในอ้อมกอดมาแตะจมูก บอกได้สามคำเลยว่า 'เมากลิ่นชาย'
ร่างกายที่เปี่ยมด้วยพลังความหนุ่มแน่นนี้ ช่างดึงดูดใจเธอเหลือเกิน จนเธอเผลอหลับตาลง เอาจมูกไปแนบชิดแผ่นหลังของสิงไป๋โจว
เสื้อยืดฤดูร้อนนั้นไม่หนานัก
สิงไป๋โจวรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีอะไรนุ่มๆ มาแนบชิดแผ่นหลัง แถมยังพ่นลมหายใจร้อนผ่าวรดรินอยู่อีก
เขาชะลอความเร็วรถลง แล้วตะโกนถาม "พี่สวี่ ถ้าพี่อยากจะอ้วกบอกผมนะ อย่าอ้วกใส่ตัวผมล่ะ..."
สวี่ฉิงที่กำลังจมอยู่ในภวังค์สาวน้อย ถูกปลุกให้ตื่นด้วยประโยคนี้ รีบคลายมือออกจะจัดเสื้อผ้า แต่จู่ๆ รถก็เบรกกะทันหัน ทำให้ตัวเธอถลาไปกระแทกเขาเต็มๆ
"ว้าย กระแทกนม"
"อะไรนะ... เจ็บมั้ย? ให้ผมดูหน่อย"
"ดู? เธอยังจะกล้าดูอีกเหรอ?"
"ให้ผมพูดตรงๆ มั้ยล่ะพี่สวี่?"
"ไหนลองพูดมาซิ..."
"อ๋อ ถ้าพี่ไม่ตบผม ผมก็ขอดู"
"เธอ! ......"
ประโยคเดียว ทำเอาสวี่ฉิงหน้าแดงแปร๊ด
หลังจากนั่งทรงตัวดีๆ เธอก็ได้แต่กอดสิงไป๋โจวแน่นเงียบกริบ
แต่ดูจากท่าทางแล้วน่าจะไม่ได้โกรธ ไม่อย่างนั้นคงโบกแท็กซี่หนีไปนานแล้ว
เรื่องอะไรจะยังนั่งซ้อนท้ายอยู่แบบนี้?
......
ยี่สิบนาทีต่อมา
ทั้งคู่มาถึงร้านอาหารข้างทางในตลาดโต้รุ่ง
เวลานี้ คนนั่งกันเต็มร้าน
พอทั้งคู่มาถึง ยืนรออยู่ครู่หนึ่ง ก็ดึงดูดสายตาผู้คนได้ทันที คู่หนุ่มหล่อสาวสวยย่อมเป็นจุดสนใจเสมอ
"ผู้หญิงคนนั้นป่วยรึเปล่าวะ? มืดค่ำป่านนี้ยังใส่หมวกกันน็อคทำไม?"
"ผู้ชายโคตรหล่อเลย"
"ผู้หญิงถึงจะมองไม่เห็นหน้า แต่หุ่นโคตรเด็ด... เชี่ยเอ๊ย คืนนี้กูมีวัตถุดิบไปฝันเปียกแล้ว"
สิบนาทีผ่านไป
ห้องส่วนตัวเล็กๆ ด้านในว่างลงหนึ่งห้อง สิงไป๋โจวกับสวี่ฉิงเดินเคียงคู่กันเข้าไป
ห้องส่วนตัวจัดวางอยู่รอบๆ ห้องโถง แต่มีม่านครึ่งตัวกั้นไว้ คนข้างนอกถ้าไม่ก้มลงดู ก็จะไม่รู้ว่าใครอยู่ข้างใน
พอนั่งลงก็สั่งกุ้งมังกรเล็ก (เครย์ฟิช) รสเผ็ดมาทานคู่กับปลาเผา เบียร์หนึ่งเหยือก และยำผักเย็น ทานไปคุยไป
สวี่ฉิงคีบถั่วลิสงเข้าปาก มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์ "เมื่อกี้เธอพูดอะไรไว้ พี่จำได้หมดนะ!"
สิงไป๋โจววางกุ้งที่แกะแล้วลงในชามเธอ เช็ดมือ แล้วรินเบียร์เติมให้ "ชนแก้วก่อนครับ"
"เชอะ เปลี่ยนเรื่อง"
"ชนแก้ว"
"บอกมา เธอตอนอยู่โรงเรียนคงจะมีแฟนเพียบเลยล่ะสิ?"
"แฟนที่โรงเรียน?" สิงไป๋โจวถือแก้วค้างไว้ นึกอยู่ครู่หนึ่ง "ตอนมัธยมผมไม่เคยมีแฟนจริงๆ นะ..."
"คิกคิกคิก หมายความว่า เธอยังบริสุทธิ์?" สวี่ฉิงราวกับค้นพบความลับสะท้านฟ้า "ฮ่าๆ ดีมาก พี่ชอบผู้ชายสะอาดๆ"
บ้าจริง ทำไมเหมือนโดนแทะโลมเลยฟะ?
สิงไป๋โจวขี้เกียจจะแถต่อ ยกแก้วขึ้นชนกับเธอจนเหล้าหกเลอะมือเธอ น้ำสีอำพันไหลผ่านง่ามนิ้วลงสู่ข้อมือ...
สิงไป๋โจวเห็นเธอนิ่งไป จึงวางแก้ว ดึงมือเธอมา เอาผ้าขนหนูเช็ดให้อย่างบรรจง
สวี่ฉิงไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่มองน้องชายตรงหน้าจับมือเธอเล่นด้วยรอยยิ้มพราวระยับ "ชนแก้ว"
ไม่นานนัก
สาวงามสวี่ที่ซัดเบียร์ไปหนึ่งขวด แก้มเริ่มขึ้นสีระเรื่อ รวบรวมความกล้าถามขึ้นว่า "ที่เธอพูดเมื่อกี้ จริงหรือเปล่า?"
(จบแล้ว)