- หน้าแรก
- โคนัน ภารกิจทวงคืนเชอร์รี่ ของตาแก่ในร่างหนุ่ม
- บทที่ 7 ฉันเป็นแม่เธอหรือไง?
บทที่ 7 ฉันเป็นแม่เธอหรือไง?
บทที่ 7 ฉันเป็นแม่เธอหรือไง?
“คุโด้ ชินอิจิงั้นเหรอ?” ชิราคาวะชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินชื่อนั้น
เขารู้จักชื่อนี้ จำได้ว่าลูกชายของคุโด้ ยูซากุก็ชื่อนี้เหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นนักสืบอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่นา...
จะว่าไป ยูซากุก็เป็นเพื่อนกับเขามาหลายปีแล้ว เขาควรจะหาโอกาสจัดการเจ้าเด็กนั่นซะ แล้วค่อยส่งไปเป็นบิ๊กเซอร์ไพรส์ให้ยูซากุตอนเจอกันครั้งหน้าดีไหมนะ?
ช่างเถอะ ยูซากุกับยูกิโกะก็มีลูกโทนอยู่คนเดียว ฆ่าทิ้งไปก็น่าเสียดายแย่...
และที่สำคัญกว่านั้น เป้าหมายของเจ้าเด็กนั่นกับเป้าหมายของชิราคาวะไม่ได้ขัดแย้งกันโดยตรง เขาจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร
อย่างน้อยก็ในตอนนี้
“คนคนนี้มีปัญหาอะไรงั้นเหรอ?” ถึงแม้ในหัวจะเริ่มคิดเตลิดไปไกลแล้ว แต่ปากของชิราคาวะก็ยังถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ในบันทึกขององค์กร คุโด้ ชินอิจิถูกยินฆ่าตายไปเมื่อก่อนหน้านี้แล้วครับ แต่จากการตรวจสอบของผมในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขายังไม่ตาย”
“ว่าต่อสิ”
“ไม่เพียงแต่ยังไม่ตาย ดูเหมือนร่างกายของเขาจะเกิดความเปลี่ยนแปลงที่เหลือเชื่อมากๆ ครับ”
“อืมๆ”
“ร่างกายของเขาหดเล็กลง กลายเป็นเด็กอายุประมาณหกถึงเจ็ดขวบ ใช้ชื่อว่า เอโดงาวะ โคนัน”
“โอ้~ ตัวหดเล็กลงงั้นเหรอ~ แล้วไอริช นายสืบเจอสาเหตุไหมว่าเป็นเพราะอะไร?” ชิราคาวะหรี่ตาลง
“เรื่องนี้... ผมเองก็ยังไม่ทราบแน่ชัด... แต่โดยส่วนตัวแล้วผมสันนิษฐานว่า น่าจะเกี่ยวข้องกับยาพิษชนิดหนึ่งที่ยินจับกรอกปากคุโด้ ชินอิจิครับ”
“โห? ยาพิษ? ยาพิษอะไรกันน้า?” น้ำเสียงของชิราคาวะยังคงนุ่มนวล แต่ในดวงตาที่หรี่ลงนั้น จิตสังหารค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
“เรื่องนี้... ผมเองก็ไม่ค่อยทราบรายละเอียด...” ปลายสายอย่างไอริชไม่ได้รับรู้ถึงความผิดปกติใดๆ เขายังคงรายงานข้อสันนิษฐานของตนให้ชิราคาวะฟังต่อไป
“ท่านเรกัลไม่ได้อยู่ญี่ปุ่นมาหลายปี อาจจะยังไม่ทราบ ช่วงหลายปีมานี้รัมกับยินกำลังลักลอบวิจัยยาประหลาดชนิดหนึ่งอยู่ครับ...”
“อืมๆ ยาประหลาดสินะ”
“ว่ากันว่ามันเป็นยาพิษที่แปลกประหลาดมาก หลังจากฆ่าคนให้ตายแล้ว จะไม่ทิ้งสารตกค้างใดๆ ไว้ในร่างกายเลย
ตอนนั้นยินจัดการกับคุโด้ ชินอิจิด้วยการกรอกยานี้ลงไป หลังจากนั้นคุโด้ ชินอิจิก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ต่อมายินก็สั่งให้เชอร์รี่ไปตรวจสอบยืนยันการตายของคุโด้ ชินอิจิ แต่ไม่นานเชอร์รี่ก็เริ่มต่อต้านองค์กรและทรยศหนีไป
ท่านเรกัลครับ ถึงแม้จะมีหลายจุดที่ผมยังคิดไม่ตก แต่ผมคิดว่ายินเองก็น่าจะเป็นสายลับที่แฝงตัวเข้ามาในองค์กรเหมือนกัน!”
“อืม... อย่างนี้นี่เอง ฉันเข้าใจแล้ว”
บนม้านั่งตัวยาว ชิราคาวะยิ้มออกมา เขาแบมือรับใบไม้ที่ร่วงหล่นลงมาพอดี ก่อนจะใช้นิ้วชี้และนิ้วโป้งค่อยๆ ขยี้มันจนแหลกละเอียด
“ไอริช สำหรับ... ยาพิษที่นายพูดถึงนั่น นายมีความคิดเห็นยังไงบ้าง?” ชิราคาวะเอ่ยถาม
“แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่ารัมกับยินกำลังทำอะไรกันอยู่ แต่ผมคิดว่ามันไม่น่าจะเป็นแค่ยาพิษธรรมดา ชื่อเรียกว่ายาพิษนั้น อาจจะเป็นแค่ฉากบังหน้าก็ได้ครับ”
ไอริชบอกเล่าข้อสันนิษฐานของตนออกไปตามตรง
“อืม แล้วที่นายบอกว่า... เอโดงาวะ โคนัน ที่สงสัยว่าเป็นคุโด้ ชินอิจิที่ตัวหดเล็กลง ตอนนี้เขาพักอยู่ที่ไหน นายรู้ไหม?”
“ทราบครับ เจ้าหนูนั่นตอนนี้อาศัยอยู่กับโมริ โคโกโร่ ตอนที่มีการประชุมตำรวจก่อนหน้านี้ เขาก็ปรากฏตัวที่นั่นด้วย”
“โคโกโร่นิทรางั้นเหรอ? เข้าใจล่ะ... ขอบใจสำหรับข้อมูลนะ ไอริช”
ชิราคาวะหลุบตาลง มุมปากยกยิ้ม เขาพลิกฝ่ามือ ปล่อยให้เศษใบไม้ที่ถูกขยี้ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน
“ขอบใจจริงๆ”
ปลายสาย ไอริชที่ได้ยินคำขอบคุณถึงกับยืดตัวตรงโดยอัตโนมัติ
“ไม่ครับ! นี่เป็นหน้าที่ที่ผมต้องทำอยู่แล้ว!”
ชิราคาวะไม่พูดอะไรยืดเยื้อ เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะออกคำสั่ง
“ไอริช เรื่องที่นายพูดมาฉันจะไปตรวจสอบเอง ตอนนี้นายอย่าเพิ่งวอกแวก เป้าหมายสำคัญขององค์กรในตอนนี้คือการนำ SD การ์ดใบนั้นกลับมา นายจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ เอาไว้นายจบภารกิจแฝงตัวกลับมาแล้ว เราค่อยมาหารือกัน”
“รับทราบครับ คุณเรกัล”
พูดจบ ชิราคาวะก็วางสายโทรศัพท์
สภาพอากาศในตอนนี้เริ่มจะดีขึ้นแล้ว ชิราคาวะเงยหน้ามองท้องฟ้าแล้วถอนหายใจออกมาเบาๆ
“พวกเราเป็นทั้งพระเจ้าและปีศาจ เพราะพวกเราจะหมุนทวนกระแสแห่งกาลเวลา เพื่อชุบชีวิตผู้ตายให้ฟื้นคืน
จะโทษฉันไม่ได้นะ เป็นเพราะนายดันรู้มากเกินไปเอง... มากเกินไปจริงๆ”
ทางฝั่งญี่ปุ่น องค์กรกำลังวิจัยยาชนิดหนึ่ง ยาที่สามารถย้อนเวลาและชุบชีวิตคนตายได้
เรื่องนี้เป็นความลับระดับสุดยอดขององค์กร นอกจากท่านผู้นั้นแล้ว ผู้ที่รู้เรื่องนี้และยังมีชีวิตอยู่มีไม่เกินสิบคน รัมกับยินเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น ยินก็รู้แค่ว่าองค์กรกำลังวิจัยยาบางอย่าง ส่วนผลลัพธ์ที่แท้จริงของยานั้น เขาเองก็ไม่ได้รู้ชัดเจน
แต่ไอริชกลับบังเอิญเฉียดเข้าไปใกล้ความลับสุดยอดนี้โดยไม่รู้ตัว นี่ไม่ใช่เรื่องที่นายควรรู้เลยนะ...
“คุโด้ ชินอิจิ, เอโดงาวะ โคนัน, เชอร์รี่... ชิโฮะ เธอทำสำเร็จแล้วงั้นเหรอ?”
หนึ่งวันก่อน ณ ลานจอดรถใต้ดินของห้างสรรพสินค้า
“จะไปทั้งอย่างนี้จริงๆ เหรอครับ?”
โคนันยืนล้วงกระเป๋ากางเกง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มเปี่ยมความมั่นใจ
“คุณยังมีธุระต้องคุยกับผู้ชายคนนั้นไม่ใช่เหรอ? เบลม็อท?”
เบื้องหน้าของเขา คือหญิงวัยกลางคนผมสั้นสวมสูทสีเขียวและสวมแว่นตา
ถูกต้อง หญิงวัยกลางคนคนนี้ก็คือเบลม็อทที่ปลอมตัวมา
“ช่วยไม่ได้นี่นา ก็เธอเล่นบีบให้ฉันต้องไปไม่ใช่หรือไง?”
แม้จะถูกมองออก เบลม็อทก็ไม่ได้ตื่นตระหนก เธอหันหลังกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อีกอย่าง ผู้ชายคนนั้นไม่มีทางเป็นฆาตกรได้หรอก”
ในคดีฆาตกรรมต่อเนื่องก่อนหน้านี้ คนร้ายใช้มือขวาถือมีดสังหารเหยื่อ แต่ผู้ต้องสงสัยที่ตำรวจเพิ่งจับกุมตัวไปเมื่อครู่นี้ แขนขวาของเขามีอาการบาดเจ็บ แค่จะยกขึ้นยังลำบาก
แขนขวาแบบนั้น จะเอาไปฆ่าคนได้ยังไง?
“นั่นสินะครับ ยกเว้นเสียแต่ว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บหลังจากก่อเหตุ” โคนันแสดงความเห็นด้วยในจุดนี้
“จะว่าไป เก่งเหมือนกันนะที่ดูฉันออก...” เบลม็อทมองโคนันด้วยความสนใจ
“เพราะเท้าต่างหาก”
โคนันยิ้มมุมปาก
“ข้อเท้าขวาของคุณมันนูนออกมา ตรงนั้นน่าจะซ่อนปืนพกเอาไว้ใช่ไหมล่ะ?
แถมก่อนหน้านี้ตอนที่ผู้ชายคนนั้นจับคุณเป็นตัวประกัน มีดในมือเขาบาดโดนแก้มซ้ายของคุณชัดๆ แต่คุณกลับไม่มีเลือดไหลออกมาสักหยด”
เบลม็อทชะงักไปเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นแตะบริเวณที่โคนันพูดถึง และก็พบรอยกรีดเล็กๆ บนหน้ากากปลอมตัวจริงๆ
“ให้ตายสิ...”
เธอยิ้มออกมาอย่างจนใจ แม้จะถูกเปิดโปงตัวตนจนหมดเปลือก แต่เบลม็อทก็ไม่ได้ดึงหน้ากากออกเพื่อเผยโฉมหน้าที่แท้จริงเหมือนทุกครั้ง
“ดูท่าคราวหน้าฉันคงต้องเปลี่ยนไปใช้หน้ากากแบบที่มีเลือดไหลได้ซะแล้ว...”
“ทำไมองค์กรของพวกคุณถึงเข้ามาแทรกแซงคดีนี้?” เมื่อจบช่วงพูดคุยทักทาย โคนันก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมจ้องมองเบลม็อททันที
“ถามตรงจังนะ ฉันเป็นแม่เธอหรือไง?”
เบลม็อทเหน็บแนมกลับไปเล็กน้อย เธอไม่ได้ตอบคำถามของโคนัน แต่หยิบบุหรี่ออกมาจากกระเป๋าแล้วจุดสูบ
“บอกผมมา” โคนันไม่ได้สะทกสะท้านกับการหยอกล้อของเบลม็อท เขายังคงจ้องหน้าเธอเขม็ง
“เพราะ NOC”
“NOC? สายลับที่แฝงตัวเข้าไปงั้นเหรอ?” โคนันเข้าใจความหมายของเบลม็อทในทันที
“หรือว่าในกลุ่มผู้เคราะห์ร้ายก่อนหน้านี้ มีสายลับขององค์กรปะปนอยู่?”
“ถูกต้อง” เบลม็อทพ่นควันบุหรี่ออกมา ก่อนจะพูดต่อ “หมอนั่นคงทำเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง ถึงได้พก SD การ์ดที่มีรายชื่อสายลับในองค์กรติดตัวไว้ตลอดเวลา เดิมทีหมอนั่นกำหนดจะถูกองค์กรเก็บเร็วๆ นี้อยู่แล้ว ไม่นึกเลยว่า...”
“ไม่นึกว่าจะมาถูกคนอื่นฆ่าตัดหน้าไปก่อนสินะ” โคนันต่อประโยคให้
“ใช่ แถมฆาตคนคนนั้นยังหยิบ SD การ์ดใบนั้นติดมือไปด้วย คงจะหยิบไปโดยไม่รู้เรื่องอะไรนั่นแหละ...”
“อย่างนี้นี่เอง”
โคนันยิ้มออกมา
“ถ้าตำรวจจับคนร้ายได้ก่อนพวกคุณ SD การ์ดใบนั้นก็จะตกไปอยู่ในมือตำรวจ ถึงตอนนั้นถ้าข้อมูลพวกนี้รั่วไหลออกไปล่ะก็... เดี๋ยวนะ!”
ทันใดนั้น ประกายความคิดหนึ่งก็แล่นเข้ามาในหัว โคนันตระหนักถึงบางสิ่งได้ในทันที เขารีบถามคาดคั้นว่า
“การที่คุณมาปรากฏตัวที่นี่ในวันนี้ ก็หมายความว่าในกลุ่มตำรวจมีสายลับของพวกคุณแฝงตัวอยู่งั้นสินะ?!
ไม่สิ น่าจะเป็นคุณที่ช่วยให้พรรคพวกของคุณปลอมตัวเป็นตำรวจฝ่ายสืบสวน ในวันที่มีการประชุมตำรวจ สมาชิกองค์กรที่ผมสัมผัสได้จริงๆ แล้วก็คือคุณ!
จุดประสงค์ของคุณก็เพื่อมาเช็กดูว่าการปลอมตัวของพรรคพวกคนนั้นแนบเนียนดีหรือไม่ ถ้าพลาด คุณก็จะรับช่วงแทรกซึมต่อ... ใครกัน?!
นายตำรวจที่พวกคุณปลอมตัวรอยมาคือใคร? แล้วตัวจริงตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?”
“We can be both of God and the Devil, since we're trying to raise the dead against the stream of time.” (พวกเราเป็นทั้งพระเจ้าและปีศาจ เพราะพวกเราจะหมุนทวนกระแสแห่งกาลเวลา เพื่อชุบชีวิตผู้ตายให้ฟื้นคืน)
ประโยคนี้เบลม็อทเคยพูดไว้ในต้นฉบับ ผมรู้สึกมาตลอดเลยว่า นี่น่าจะเป็นประโยคที่เข้าใกล้หัวใจหลักขององค์กรมากที่สุดแล้ว
(จบบท)