- หน้าแรก
- โคนัน ภารกิจทวงคืนเชอร์รี่ ของตาแก่ในร่างหนุ่ม
- บทที่ 4 สองคนที่เหม็นขี้หน้ากัน และความอยากรู้อยากเห็นของจิน
บทที่ 4 สองคนที่เหม็นขี้หน้ากัน และความอยากรู้อยากเห็นของจิน
บทที่ 4 สองคนที่เหม็นขี้หน้ากัน และความอยากรู้อยากเห็นของจิน
เรื่องที่มีสายลับแฝงตัวอยู่ในองค์กรนั้น ไป๋เหอชิงรู้อยู่แล้วตั้งแต่แรก
และอย่างน้อยที่สุด เขาก็ยืนยันตัวตนของสองคนในนั้นได้แล้ว
คนแรกคือเจ้าของโค้ดเนม 'สก็อตช์' หรือ โมโรฟุชิ ฮิโรมิตสึ ชายผู้นี้ใช้ชื่อปลอมว่ามิโดริคาวะ ฮิคารุ เข้ามาแฝงตัวในองค์กรเมื่อห้าปีก่อน ตัวตนที่แท้จริงคือตำรวจสันติบาลจากกรมตำรวจนครบาล
ด้วยอานิสงส์จากเส้นสายเล็กๆ น้อยๆ ที่ไป๋เหอชิงมีอยู่ในสำนักงานตำรวจสันติบาล เขาจึงรู้สถานะสายลับของโมโรฟุชิ ฮิโรมิตสึมาตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน
แน่นอนว่าตอนนั้นไป๋เหอชิงไม่ได้ลงมือจัดการ แถมยังช่วยปิดข่าวนี้เอาไว้ด้วย
ก็แค่สายลับ จะแฝงตัวก็แฝงไปสิ สำหรับไป๋เหอชิงแล้ว ตราบใดที่ไม่ล้ำเส้นเข้ามาแตะต้องข้อมูลแกนกลางขององค์กร ที่เหลืออยากจะทำอะไรก็เชิญตามสบาย
แม้ว่าไป๋เหอชิงจะตัดสินใจไม่จัดการโมโรฟุชิ ฮิโรมิตสึในตอนนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่สืบข้อมูล
และจากการสืบครั้งนั้น ก็ทำให้ไป๋เหอชิงได้เจอกับข้อมูลที่น่าสนใจบางอย่าง
อาศัยเส้นสายเล็กๆ ในวงการตำรวจ ไป๋เหอชิงสามารถหาข้อมูลประวัติทั้งหมดของโมโรฟุชิ ฮิโรมิตสึตั้งแต่เกิดมาได้สำเร็จ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ข้อมูลเพื่อนสนิททั้งสี่คนสมัยที่เขาเรียนอยู่โรงเรียนตำรวจ
หนึ่งในสี่คนนั้น มีคนหนึ่งชื่อ ฟุรุยะ เรย์ หรือจะเรียกว่า อามุโร่ โทรุ หรือ เบอร์เบิน ก็ได้
นี่มันน่าสนใจสุดๆ ไปเลย
ไม่นึกเลยว่าจะจับปลาตัวเล็กๆ ได้โดยบังเอิญแบบนี้ สัญชาตญาณของรัมนี่เฉียบคมเหมือนเดิมจริงๆ
ภายในรถปอร์เช่สีดำที่จอดอยู่ริมถนน ไป๋เหอชิงนั่งอยู่เบาะหลัง ก้มมองรูปถ่ายใบเก่าซีดเหลืองในมือ
เขารู้ตัวจริงของสก็อตช์และเบอร์เบินตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร
ไม่ใช่เพราะเขาใจดีมีเมตตา แต่เป็นเพราะตอนนั้นสองคนนี้ยังมีสถานะต่ำต้อยในองค์กร เปรียบเหมือนมดปลวกสองตัว เขาขี้เกียจแม้แต่จะฆ่าทิ้ง ดีไม่ดีอาจจะตายไปเองในภารกิจไหนสักภารกิจก็ได้
แต่เวลาผ่านไปสามปี สองคนนี้ไม่เพียงแต่ไม่ตาย แต่ยังไต่เต้าขึ้นมาเป็นสมาชิกระดับกลางขององค์กรด้วยความสามารถที่โดดเด่น
จากการตรวจสอบประวัติการทำงานในองค์กรของทั้งคู่คร่าวๆ ทำให้ไป๋เหอชิงรู้สึกทึ่งเล็กน้อย
ดูเหมือนตำรวจญี่ปุ่นคราวนี้จะส่งคนมีฝีมือเข้ามา ไม่เหมือนช่วงสิบกว่าปีก่อนที่ส่งมาแต่พวกไร้น้ำยา ฆ่าทิ้งก็ไม่รู้สึกสะใจอะไรเลย
แต่เพราะแบบนั้น ไป๋เหอชิงจึงต้องคิดให้รอบคอบว่าจะจัดการกับสองคนนี้อย่างไร
ในจุดนี้เขาต่างจากจิน ถ้าเป็นจิน พอเจอสายลับเมื่อไหร่ หมอนั่นจะไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินเข้าไปยิงโป้งป้าง จบงานแล้วเดินจากไปทันที
แต่ไป๋เหอชิงเป็นประเภทละมุนละม่อมกว่านั้น เขาชอบรีดเค้นประโยชน์จากพวกสายลับให้คุ้มค่าที่สุดก่อน แล้วค่อยจัดการทีหลัง
ก็ใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุดนั่นแหละ...
แน่นอนว่า ตอนนี้ไป๋เหอชิงต้องช่วยจินจัดการวิกฤตรายชื่อสายลับในองค์กรรั่วไหลก่อน
เฮ้อ นี่คงเป็นกิจวัตรของคนแก่หรือพ่อคน ล่ะมั้ง...
แกร๊ก ทันใดนั้น ประตูรถปอร์เช่ก็ถูกเปิดออก ชายวัยกลางคนคนหนึ่งก้าวเข้ามานั่ง
ชายคนนี้มีหน้าตาธรรมดาๆ ชนิดที่โยนเข้าไปในฝูงชนก็หาตัวจับยาก แต่ไป๋เหอชิงจำตัวตนของเขาได้ในทันที
ไม่เจอกันนานนะ เบลม็อท
ทั้งสองนั่งอยู่เบาะหลังด้วยกัน ไป๋เหอชิงยิ้มทักทายเบลม็อทที่ปลอมตัวมา
วันนี้เขาก็ปลอมตัวมาเหมือนกัน
แถมยังปลอมเป็นใบหน้าจริงๆ ของเบลม็อทเสียด้วย
ช่างเป็นรสนิยมที่แย่จริงๆ
เบลม็อทมองไป๋เหอชิง มุมปากกระตุกอย่างเห็นได้ชัด เธอหันไปถามจินที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับด้วยน้ำเสียงตำหนิ
ทำไมไม่บอกฉันว่าหมอนี่จะมาด้วย?
เธอเคยถามฉันด้วยเหรอ? จินตอบกลับเสียงเรียบโดยไม่หันมามอง
ชิ
เบลม็อทไม่พูดอะไรอีก เธอดึงประตูปิดแล้วขยับไปนั่งชิดริมประตู พยายามรักษาระยะห่างจากไป๋เหอชิงให้มากที่สุด ใครดูก็รู้ว่าเธอรังเกียจไป๋เหอชิงขนาดไหน
เช่นเดียวกัน ไป๋เหอชิงก็นั่งพิงประตูอีกฝั่ง รักษาระยะห่างจากเธอให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้บนเบาะหลัง
ออกรถ วอดก้า
ครับ ลูกพี่
ที่เบาะหน้า จินมองภาพเหตุการณ์ผ่านกระจกมองหลังแล้วหรี่ตาลงเล็กน้อย
ความสัมพันธ์ของเลเกอร์กับเบลม็อทไม่ได้เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ต้น อย่างน้อยเมื่อสิบกว่าปีก่อน ตอนที่เขาเพิ่งเข้าองค์กรใหม่ๆ สองคนนี้แทบจะตัวติดกันไปทำภารกิจด้วยกันตลอด
ตอนนั้นทั้งคู่ดูสนิทกันดี ขนาดวิชาปลอมตัวกับดัดเสียง เลเกอร์ยังเรียนมาจากเบลม็อทเลย
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ดิ่งลงเหว กลายเป็นเหม็นขี้หน้ากันแบบนี้
ถึงจะสงสัย แต่จินไม่อยากเอาตัวเองไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน เขาเลยไม่เคยถาม
ตำรวจมีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับคดีนี้บ้าง? ไป๋เหอชิงที่นั่งอยู่เบาะหลังเอ่ยถาม
เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องครั้งนี้ ตำรวจได้เรียกประชุมตำรวจสืบสวนจากพื้นที่เกิดเหตุต่างๆ เมื่อเช้านี้ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเบื้องต้นที่แต่ละพื้นที่รวบรวมได้
ดังนั้น นอกจากไอริชที่ปลอมตัวแฝงเข้าไปแล้ว เบลม็อทเองก็ปลอมตัวเข้าร่วมการประชุมด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าจะได้รับข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำที่สุด และชิงตัดหน้าตำรวจนำการ์ด SD ที่คนร้ายเอาไปกลับคืนมา
ดูเอาเอง
เบลม็อทโยนสมุดจดบันทึกจากการประชุมตำรวจเมื่อครู่ให้ไป๋เหอชิง
ลายมือของเบลม็อทถือว่าอ่านง่าย ในสมุดจดมีหัวข้อสำคัญๆ หลายอย่าง ไป๋เหอชิงกวาดตามองคร่าวๆ
ไพ่นกกระจอกที่มีสัญลักษณ์พิเศษ, สถานที่พบศพของผู้เสียชีวิตแต่ละราย, คนร้ายถนัดขวา, ทรัพย์สินที่หายไปจากตัวผู้ตาย, หรือแม้แต่ข้อสันนิษฐานสุดเพี้ยนของโมริ โคโกโร่เกี่ยวกับไพ่นกกระจอกในที่ประชุม... เบลม็อทจดไว้ละเอียดยิบทุกเม็ด
ชัดเจนว่านี่เป็นเกมไขปริศนาคลาสสิกที่น่าเบื่ออีกแล้ว
นักสืบโมริคนนั้นก็เข้าร่วมประชุมด้วยเหรอ?
ไป๋เหอชิงถามพลางหยิบแผนที่ออกมาจากเบาะหลัง แล้วทำเครื่องหมายจุดที่พบศพแต่ละรายลงบนแผนที่
เขารู้จักโมริ โคโกโร่ หรือจะพูดให้ถูกคือเคยรู้จัก สมัยที่ไป๋เหอชิงยังทำงานอยู่ที่กรมตำรวจนครบาล
โมริ โคโกโร่มีฝีมือยิงปืนที่ยอดเยี่ยม แต่สมองไม่ค่อยดีนัก ยกเว้นบางครั้งที่จู่ๆ ก็ฉลาดขึ้นมา แต่ส่วนใหญ่จะมึนๆ งงๆ
ได้ข่าวว่าช่วงหลังมานี้เขาช่วยตำรวจไขคดีได้ต่อเนื่องหลายคดี เพราะเวลาไขคดีชอบทำท่าเหมือนหลับ สื่อเลยตั้งฉายาให้ว่า โคโกโร่นิทรา จนโด่งดังไปทั่ว
ถูกเชิญมาเป็นกรณีพิเศษน่ะ เบลม็อทตอบสั้นๆ
งั้นเหรอ...
หลังจากทำเครื่องหมายจุดเกิดเหตุครบแล้ว ไป๋เหอชิงก็พยักหน้าและเลิกสนใจเรื่องโมริ โคโกโร่
มีเบาะแสอื่นอีกไหม?
เบาะแส? 'ทานาบาตะ เคียว' นับไหม?
ทานาบาตะ เคียว? ไป๋เหอชิงมองเบลม็อทด้วยความสงสัย
เหยื่อรายล่าสุดพูดคำนี้ซ้ำไปซ้ำมาก่อนตาย พวกตำรวจคิดว่าน่าจะเป็นเบาะแสสำคัญ
เบลม็อทจุดบุหรี่สูบ เธอพ่นควันออกมาเบาๆ กลิ่นควันบุหรี่คละคลุ้งไปทั่วรถทันที
ทานาบาตะ... เคียว...
ไป๋เหอชิงขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วลดกระจกรถลงนิดหน่อยเพื่อระบายอากาศ
เคียว... หมายถึงเกียวโตหรือเปล่า? ทานาบาตะหมายถึงวันทานาบาตะปีนี้ หรือปีผ่านๆ มา? คดีฆาตกรรมต่อเนื่องสินะ... ตัดความเป็นไปได้ที่คนร้ายจะมีปัญหาทางจิตออกไปก่อน วันทานาบาตะในปีก่อนๆ มีคดีอะไรพิเศษเกิดขึ้นบ้างไหม? อย่างคดีฆาตกรรม? ปล้นจี้? หรือคดีที่มีคนตาย? เอาแบบที่เป็นข่าวดังๆ หน่อย...
สองปีก่อน วันทานาบาตะ คดีไฟไหม้โรงแรมที่เกียวโต
ในขณะที่ไป๋เหอชิงกำลังใช้ความคิด จู่ๆ เบลม็อทก็พูดแทรกขึ้นมา