เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 - วายร้ายนอกตำรา

บทที่ 17 - วายร้ายนอกตำรา

บทที่ 17 - วายร้ายนอกตำรา


บทที่ 17 - วายร้ายนอกตำรา

คนในร้านยาเริ่มตระหนักถึงปัญหาที่ถูกมองข้ามไปแต่ร้ายแรงมากข้อหนึ่ง

เจ้าหน้าที่คนนี้จัดการพวกแก๊งฟานคังได้ราบคาบก็จริง แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเขาเป็นพวกเดียวกับเรานี่หว่า

ถ้าลักลอบขนปืนกลไม่กี่กระบอกต้องโดนปรับหนึ่งแสนดอลลาร์หรือโดนยิงเป้า งั้นตามมาตรฐานนี้ ทุกคนที่นี่ก็คงมีโทษประหารชีวิตเป็นอย่างต่ำ

เขาฆ่านักฆ่าแก๊งฟานคังได้อย่างง่ายดาย ก็ฆ่าทุกคนที่นี่ได้ง่ายๆ เหมือนกัน

แบรนดอนกลืนน้ำลายลงคอ คิดหาทางใช้ความเป็นตำรวจมาผ่อนคลายสถานการณ์

แต่ "บอส" กลับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "คุณสามารถฆ่าพวกเราทุกคน แล้วกวาดทุกอย่างที่คุณอยากได้ไป... แต่คุณไม่ทำ ดังนั้นคุณต้องการอะไร? หรืออยากให้พวกเราทำอะไร?"

มิลตันทำหน้าแปลกใจ "ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจการ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย อย่ามาพูดจาไร้สาระกับฉัน ฉันจะให้ใบแจ้งภาษีกับพวกนายใบหนึ่ง กรอกเอาเอง เห็นว่าเป็นความผิดครั้งแรกและไม่ได้มีเจตนาร้าย ครั้งนี้จะละเว้นค่าปรับให้ แต่ภาษีต้องจ่ายให้ครบ"

พูดจบ มิลตันก็โยนใบแจ้งภาษีลงบนโต๊ะ

ต่อให้เป็น "บอส" ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเยอะ ตอนนี้ก็ยังงงเป็นไก่ตาแตก เขากวาดตามองใบแจ้งภาษีขึ้นๆ ลงๆ ไม่พบความผิดปกติใดๆ

นี่มันใบแจ้งภาษีธรรมดาๆ เลยนี่หว่า

ความคิดบ้าบอผุดขึ้นในหัว "บอส" หรือว่าเจ้าหน้าที่ที่ใส่เกราะกันกระสุน ถือปืน ยิงระเบิดตูมตาม จะมาแค่เพื่อตรวจภาษีจริงๆ?

ด่านตรวจมันจนจนเป็นบ้าไปแล้วเหรอ?

หลังจากชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง "บอส" ก็เตือนว่า "แต่ว่า ยาพวกนี้ไม่ได้อยู่ในรายการนำเข้า พูดง่ายๆ คือมันเป็นรายได้ที่ผิดกฎหมายนะครับ"

มิลตันแสดงความอดทนต่อผู้เสียภาษีที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี เขาเน้นย้ำสถานะของตัวเองเป็นครั้งที่สาม "ฉันเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจการ ไม่ใช่ตำรวจ ฉันไม่รับผิดชอบตรวจสอบว่ารายได้ของนายถูกกฎหมายไหม ฉันมีหน้าที่แค่เก็บภาษีกลับไปให้ได้"

เฉพาะตอนสินค้าผ่านด่านเท่านั้นแหละที่เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบที่มาของสินค้า

พอนำเข้าเสร็จแล้ว ตามหลักการก็ควรเป็นหน้าที่ของตำรวจ

การที่เจ้าหน้าที่ตามมาถึงนี่ ก็เพื่อทวงภาษีและค่าปรับ ส่วนจะยึดของหรือไม่ยึด ก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าหน้าที่จะเล่นบทโจรในเครื่องแบบหรือเปล่า ต้องเข้าใจว่าที่นี่คือกัวเตมาลาที่ไฟสงครามยังคุกรุ่นและระเบียบสังคมพังพินาศ ไม่ใช่ประเทศที่เจริญแล้ว

ขนาดตำรวจยังทำตัวเป็นมาเฟียเก็บค่าคุ้มครอง การแบ่งแยกอำนาจหน้าที่อะไรนั่นมันเป็นแค่เรื่องเพ้อฝันไปนานแล้ว

เจ้าของร้านยาเข้าใจแจ่มแจ้ง เขาเสนอราคาทันที "สองหมื่นดอลลาร์ พอไหมครับ?"

มิลตันไม่อยากจะรังแกชาวบ้านตาดำๆ ที่ป่วยไข้ต้องกินยา ไม่อยากหากินกับคนจน จึงพยักหน้า "เป็นตัวเลขที่สมเหตุสมผล"

เห็นอีกฝ่ายตอบตกลงง่ายดาย "บอส" ตาเป็นประกาย ถามเสียงแหบพร่า "งั้น หมื่นห้าได้ไหม?"

"...นายเห็นที่นี่เป็นตลาดสดหรือไง มาต่อรองราคา?"

"หมื่นแปด?"

"ไสหัวไป! สองหมื่น ขาดไปแดงเดียวฉันจะสั่งปิดร้านเถื่อนของแกซะ! ฉันว่าต่อให้นายลงนรกไป นายก็คงกล้าต่อราคากับซาตานแน่ๆ!"

"..."

หลังจากเก็บธนบัตรกองโตที่คละกันทั้งดอลลาร์ เปโซ เกตซัล หรือแม้แต่ดอลลาร์ฮ่องกง มิลตันก็กวาดตามองรอบๆ พลางประเมินผลกำไรในใจ

อย่างแรกคือเงินสด 20,000 ดอลลาร์จาก "บอส" และแต้มสินค้าต้องห้ามสีแดงอีก 80,000 แต้ม เพราะยาพวกนี้ระบบจัดให้เป็นสินค้าต้องห้ามระดับหนึ่งทั้งหมด

จากนี้เขาคงเข้าออกร้านยาใต้ดินที่แข็งแกร่งดั่งป้อมปราการแห่งนี้ได้ตามใจชอบ ที่นี่ถือเป็นเซฟเฮาส์ชั้นดี โครงสร้างแข็งแรง ไม่ต้องกังวลว่าจะโดนบุกมาเชือดตอนหลับ แถมยังเป็นจุดเติมเสบียงยาและรักษาพยาบาลย่อมๆ

ไม่อย่างนั้นโดนศัตรูจ้องเล่นงานเยอะขนาดนี้ มิลตันคงไม่รู้จะไปซุกหัวนอนที่ไหน!

ยังมีคนป่วยที่มาซื้อยา จ่าแบรนดอน และ "บอส"... บางทีคนพวกนี้อาจจะกลายเป็นพรรคพวก หรืออย่างน้อยก็เป็นสายข่าว

ปืนกลมือ TEC-9 หกกระบอกที่ดรอปจากนักฆ่า กับกระสุนอีกเพียบ เอาไปติดอาวุธให้คนที่ไว้ใจได้

พอมีกองกำลังของตัวเอง ร้านค้าในระบบก็จะปลดล็อกของให้แลกมากขึ้น ยานพาหนะเบาไร้เกราะ ปืนไรเฟิลจู่โจมเกือบทุกรุ่น หรือแม้แต่ปืนครกขนาดเล็กก็ใช้แต้มแลกได้แล้ว

เสียดายที่กระสุนเจาะเกราะยังแลกไม่ได้... ตอนนี้แลกได้แต่กระสุนธรรมดา

ยังมีกล่องสุ่มจากนักฆ่าอีกหนึ่งกล่อง เห็นมันบอกว่าซ่อนเงินไว้อย่างน้อย 2,000 ดอลลาร์

สรุปคือ ได้ฐานที่มั่นใต้ดินพร้อมเสบียงยา ได้เพื่อนร่วมทีม ได้เงินสดก้อนโตกับแต้มแดง ได้ของแลกเพิ่ม ได้ปืนกลและกระสุน

กำไรเน้นๆ ที่สำคัญที่สุดคือในที่สุดเขาก็มีฐานที่มั่นที่ปลอดภัยพอสักที!

ความเสี่ยงสูง ผลตอบแทนก็สูงตาม

พอมีฐานเล็กๆ นี่แล้ว ก็เริ่มหาทางยืนหยัดในด่านตรวจได้... อาศัยบารมีของจ่าแบรนดอน เผลอๆ อาจสร้างอิทธิพลในโรงพักได้ด้วย

พูดง่ายๆ คือ อีกสักพักคงเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว เลี้ยงกองกำลัง และเก็บภาษีได้มากขึ้น

ชีวิตในอนาคตดูสดใสขึ้นมาทันตาเห็น

พอความรู้สึกปลอดภัยเริ่มกลับมา มิลตันที่วาดฝันถึงชีวิตสุขสบายก็รู้สึกถึงความเหนื่อยล้าและความง่วงที่ถาโถมเข้ามาทันที

"ขอนอนก่อน ตื่นมาค่อยจัดการเรื่องอื่น ยัยหนูลิอานี่ก็ต้องหาทางจัดการให้เรียบร้อย"

แม่ของเธอเป็นนักรบที่เสียสละ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรลูกของเธอก็ควรได้รับการดูแล

มิลตันเดินออกจากห้อง ตั้งใจจะถอดอุปกรณ์ออกเพื่อพักผ่อนสักงีบ

ทันทีที่มือเอื้อมไปข้างหลังเตรียมปลดเป้แทคติคอล หน้าต่างระบบก็เด้งข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

เหมือนป๊อปอัปโฆษณาที่เด้งกระแทกตา เป็นการเตือนภัยแบบบังคับ!

ระบบไม่เคยเด้งข้อความแบบนี้มาก่อน!

มิลตันชะงัก

เกิดอะไรขึ้น?

[สายข่าวของท่านในด่านตรวจ ฮอร์น ได้รับข้อมูลที่ระบุสถานะ "วิกฤต" ตรวจสอบแล้วยืนยันว่าเป็น "วิกฤต" ตรวจจับได้ว่าโฮสต์ไม่ได้อยู่ในสภาวะเตรียมพร้อม จึงทำการแจ้งเตือนแบบบังคับ]

[ฮอร์นตรวจพบรถ SUV ที่คาดว่าเป็นของแก๊งฟานคัง (เชฟโรเลต ซับเบอร์แบน สีดำ) ผ่านด่านตรวจ บรรทุกผู้โดยสาร 5 คน มุ่งหน้าสู่เมืองมาราแคน ตรวจพบปืนยาวหลายกระบอก และพบว่าหนึ่งในนั้นสวมเสื้อเกราะกันกระสุน]

[คาดว่าจะถึงย่านถนนสายเก่าในอีก 30 นาที]

"..."

เห็นข้อความนี้ เลือดในกายมิลตันเย็นเฉียบ ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง

ความงุนงงเข้ามาแทนที่... มันไม่สมเหตุสมผลเลย

ทำไมแก๊งฟานคังถึงส่งคนมาอีก? ไม่จบไม่สิ้นสักที?

แถมยังส่งทีมสังหารที่ดูโหดกว่าเดิมมาชัดๆ

ปืนยาว เสื้อเกราะ...

ความได้เปรียบเรื่องอาวุธของฝ่ายเราหายวับไปกับตา

จะมาช่วยทีมสังหารชุดแรกเหรอ... เป็นไปไม่ได้ นี่มันการปะทะแบบฉุกละหุก ฝั่งแก๊งฟานคังไม่มีทางรู้ว่าฐานที่มั่นโดนถล่ม ยิ่งไม่มีทางรู้ว่าทีมสังหารหกคนโดนเก็บเรียบ

ตอนนี้แก๊งฟานคังรู้แค่ว่าการลอบสังหารล้มเหลว ดังนั้นไม่มีทางส่งคนมาเพราะรู้ว่าทีมแรกโดนเก็บแน่ๆ

หรือว่า...

มิลตันนึกถึงความเป็นไปได้ข้อหนึ่ง แก๊งฟานคังตระหนักว่าพอการลอบสังหารพลาด มิลตันจะระวังตัวแจในช่วงต่อจากนี้ การใช้นักฆ่า 6 คนถือปืนกลมือเบาๆ ไปไล่ยิงคนคนเดียวอาจจะทำได้ แต่ถ้าต้องบุกทะลวงบ้านที่มีศัตรูถือปืนไรเฟิลและระวังตัวอยู่ คงต้องเสียเลือดเนื้อเยอะ

พรู้ข่าวว่าพลาด แก๊งฟานคังเลยส่งอาวุธหนักมาสมทบทันที เพื่อเตรียมบุกถล่มในรอบต่อไป?

พูดอีกอย่างคือ ทีมเสริมทีมนี้ไม่รู้ว่าฐานแตกแล้ว พวกมันกะจะมาสมทบกับเพื่อนที่ร้านยา!

พอนึกถึงจุดนี้ มิลตันก็ใจเย็นลง

"นี่คือช่องว่างของข้อมูลที่ใหญ่ที่สุด ต้องใช้ให้เป็นประโยชน์! พวกมันเดินเข้าร้านยา สิ่งที่รออยู่ไม่ใช่เพื่อน แต่เป็นความตาย!"

ถ้ารบกลางแจ้ง มิลตันคงตายแน่... แต่ในอาคารมันไม่แน่!

ยังมีโอกาส!

ช่วงนี้มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นเยอะเกินไป... เรื่องราวไม่เป็นไปตามแผน ศัตรูไม่ทำตามที่คิด แต่มันกลับฝึกให้มิลตันตั้งสติรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินได้เร็วขึ้น

"หัวหน้าแก๊งฟานคังนี่มันเป็นใครกันวะ? จะฆ่าฉันคนเดียว ถึงกับส่งคนมา 11 คน พร้อมปืนยาวและเสื้อเกราะ? นี่มันจะระวังตัวเกินไปไหม? ดูท่าสินค้าล็อตนั้นที่ฉันยึดไป คงทำพวกมันเจ็บหนักจริงๆ"

แก๊งนี้เรื่องอื่นไม่รู้ แต่เรื่องทำงานไวนี่ยอมใจเลย!

ถ้ามิลตันไม่ได้ฮอร์นมาเป็นสายข่าวชั่วคราว ถ้าไม่มีระบบช่วยแจ้งเตือน แล้วเผลอหลับไป คืนนี้คงได้ไปนอนคุยกับรากมะม่วง!

หลบไม่ได้... ถ้าหนีไปแล้วเสียฐานที่มั่นร้านยา เสียสถานะเจ้าหน้าที่ ไม่มีระบบช่วย ก็ยิ่งตายเร็วขึ้น

ต้องรักษาฐาน ต้องรักษาตำแหน่ง!

มีแต่ต้องสู้ ต้องแลก!

เวลาพักต้องแลกมาด้วยเลือด ไม่ใช่ได้มาด้วยการหนี!

ไม่มีความได้เปรียบเรื่องอาวุธก็ช่างหัวมัน... เดี๋ยวจะทำให้ไอ้พวกมาเฟียบ้านนอกได้เห็นว่า สงครามในอาคารของจริงมันโหดสัสขนาดไหน!

ภายใน 30 นาที มิลตันจะเปลี่ยนร้านยาใต้ดินแห่งนี้ให้กลายเป็นเครื่องบดเนื้อ ใครโผล่หัวมาต้องตาย!

มิลตันสูดหายใจลึก คว้าหมวกกันกระสุน เดินกลับลงไปชั้นใต้ดินสอง ผลักประตูห้องยาเข้าไป

ตอนนั้น แบรนดอนกำลังพยายามปลอบใจลิอาที่กำลังร้องไห้เสียใจอย่างหนัก

"บอส" สังเกตเห็นสีหน้ามิลตันทันที รีบลุกขึ้นยืน "เกิดอะไรขึ้น?"

หน้าตาเจ้าหน้าที่ดูไม่ดีเลย!

มีเรื่องอะไร?

มิลตันมองคนอื่นๆ ในร้านยา มองลิอา แล้วพูดเสียงดัง "คนที่ไม่เกี่ยวข้องให้รีบอพยพออกไปเดี๋ยวนี้ ฉันเพิ่งได้รับสายด่วน แก๊งฟานคังส่งคนมาเพิ่ม อีก 30 นาทีถึง"

"อ้อ เมื่อกี้ตอนเข้ามาฉันมัดตาแก่คนหนึ่งไว้หน้าประตู ลืมไปเลย พวกนายตอนออกไปก็หิ้วแกไปด้วยนะ"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 17 - วายร้ายนอกตำรา

คัดลอกลิงก์แล้ว