เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 ความลับของอัญมณีและภัยพิบัติระลอกแรก

บทที่ 26 ความลับของอัญมณีและภัยพิบัติระลอกแรก

บทที่ 26 ความลับของอัญมณีและภัยพิบัติระลอกแรก


บทที่ 26 ความลับของอัญมณีและภัยพิบัติระลอกแรก

"หนีเร็ว!"

เย่หลิงกำลังอารมณ์ดีสุดๆ ดีถึงขนาดที่ว่าหลังจากปล่อยให้ 'อาเป่า' กลืนรากบัวและดอกบัวลงท้องไปพร้อมกันแล้ว เขาก็รีบขุดรูหนีลงใต้ดินอย่างรวดเร็ว

คราวนี้เขากำไรมหาศาลจริงๆ ต่อให้ไม่ได้กลืนกินค่าโชคชะตาเข้าไป แต่สิ่งที่ได้มาก็ถือเป็นลาภก้อนโต!

อัญมณีสามสีอะไรกัน? เจ้าสิ่งนี้แท้จริงแล้วคือพื้นที่มิติของระบบที่ชำรุดชัดๆ เป็นประเภทที่ต่อให้กลืนลงไปก็ไม่เกิดปัญหาใดๆ กับร่างกาย

มิน่าล่ะในพล็อตเรื่องเดิมถึงไม่ได้อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับมันมากนัก บอกแค่ว่าเป็นหนึ่งในภารกิจของท่านเทพหลินสวีเท่านั้น

หลังจากได้รับมา ระบบก็มอบรางวัลเป็นมิติที่สามารถเพาะปลูกได้ จากนั้นหลินสวีก็ใช้คะแนนแลกเมล็ดพันธุ์ต่างๆ มาปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตในมิตินี้

ในช่วงหลังของเนื้อเรื่อง หลินสวีได้เพาะปลูกสมุนไพรเสริมพลังจำนวนมาก

แต่ผลผลิตจากสมุนไพรพวกนั้น เมื่อเทียบกับพลังงานที่ใช้หล่อเลี้ยงมิติแห่งนี้ระหว่างที่พืชเติบโตแล้ว นับว่าเล็กน้อยจนแทบไม่มีค่าเลย

'อาเป่า' ขุดอุโมงค์มุดลงไปใต้ดินอย่างรวดเร็วเพื่อหลบหนี แต่ถึงจะออกจากภูเขาลูกนี้มาได้แล้ว เย่หลิงก็ยังไม่หยุด เขายังคงรักษาสภาพการมุดดินและมุ่งหน้าลงไปทางทิศใต้อีกกว่าหนึ่งชั่วโมง

จนกระทั่งแน่ใจว่าปลอดภัย เขาถึงได้โผล่ขึ้นมาจากใต้ดิน กลับเข้ามาในเขตที่พักอาศัยแห่งหนึ่งในตัวเมืองและหาที่ลงหลักปักฐานชั่วคราว

[ไอเทมสำคัญของพล็อตเรื่อง 'อัญมณีสามสี' หายสาบสูญ ค่าโชคชะตาของตัวเอกลดลง 20%]

ลดลงอีกยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้เย่หลิงแย่งชิงค่าโชคชะตามาได้ถึง 42% แล้ว อีกนิดเดียวก็จะเกินครึ่ง

แต่ตอนนี้เย่หลิงยังไม่อยากทำอะไรเพิ่มเติมในระยะสั้น

นี่เพิ่งจะเป็นช่วงต้นของวันสิ้นโลก และตัวเอกก็เพิ่งจะสูญเสียภารกิจไปถึงสองอย่างติดต่อกัน ส่วนภารกิจหลักสุดท้ายคงต้องรออีกถึงสองปี

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังต้องการเวลาเพื่อกลืนกินมิติระบบแห่งนี้ให้สมบูรณ์ด้วย

แม้เขาจะเคยกลืนกินระบบมาก่อน แต่ระดับของระบบพวกนั้นก็ไม่ได้สูงส่งอะไร

แถมต่อมาในขณะที่ถูกไล่ล่า มิติส่วนตัวอันเดิมของเขาก็ถูกเผาผลาญไปจนหมดสิ้นจากการระเบิดตัวเอง

ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดว่าจะเปิดมิติเล็กๆ สักแห่งก่อนที่โลกใบนี้จะถึงกาลอวสาน โดยใช้พลังงานที่รวบรวมมา สร้างพื้นที่ให้พอเก็บของทั่วไปเพื่อนำไปใช้ในโลกอื่นได้

แต่ตอนนี้เขาไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้อีกแล้ว

'เจ้านาย ท่านไม่สงสัยสถานการณ์ของหลินสวีบ้างเลยหรือ?'

อาเป่ากลิ้งไปมาอยู่บนฝ่ามือของเย่หลิง มันอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจคอยจับตาดูอีกฝ่ายแท้ๆ ทำไมเจ้านายถึงไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลยล่ะ? อย่างน้อยก็ชมเชยสักนิดว่าความพยายามของมันมีประโยชน์ก็ยังดี!

'ไม่ใช่ว่าฉันไม่รู้เสียหน่อย...'

เย่หลิงใช้นิ้วจิ้มหัวอาเป่า นึกอยากจะหยิบถุงบัวลอยงาดำออกมาต้มสักหม้อจริงๆ จะได้ให้อาเป่าดูว่าสภาพของไส้งาดำที่ทะลักออกมามันเป็นอย่างไร

เรื่องที่หลินสวีโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ และเรื่องที่เขาเจรจาต่อรองกับระบบเพื่อขอให้ตรวจสอบเรื่องราว...

ตราบใดที่อาเป่าสืบหาข้อมูลมาได้ เขาก็รับรู้ได้ชัดเจนเช่นกัน

อาเป่าเป็นเพียงระบบจำลอง ส่วนตัวระบบที่แท้จริงก็คือตัวเขาเอง

'จริงด้วย... หลังจากเจ้านายได้ความทรงจำคืนมา ข้าก็ไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง...'

อาเป่าเงยหน้ามองตาแป๋วอย่างเหม่อลอย มันคงเป็นส่วนเกินจริงๆ สินะ

แต่มันไม่อยากจากเจ้านายไปไหน มันยังอยากอยู่กับเจ้านายต่อไป

"ฉันขี้เกียจแบ่งสมาธิไปสนใจ แกคอยจับตาดูพวกเขาต่อไปเถอะ ทำงานให้ดีล่ะ!"

เย่หลิงมองดูอาเป่าที่ทำท่าหงอยเหงา จึงสั่งให้มันทำงานต่อ

'เจ้านายดีที่สุดเลย~'

อาเป่ารู้สึกพอใจขึ้นมาทันที มันเอาตัวถูไถกับนิ้วของเย่หลิงอย่างออดอ้อน

เย่หลิงปล่อยให้อาเป่าทำตัวออเซาะไปตามเรื่องตามราว

เขาหลับตาลงและนอนเอนหลังบนเตียง ตอนนี้เขาไม่อยากวอกแวกจริงๆ เพราะกระบวนการกลืนกินมิติยังต้องใช้เวลาอีกสักพัก

เวลาล่วงเลยไปทีละน้อย กว่าเย่หลิงจะลืมตาตื่นและลุกขึ้นนั่งอีกครั้ง ก็เป็นช่วงเย็นของวันถัดมาแล้ว

เย่หลิงยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูท้องฟ้าสีแดงฉานด้านนอก เขารู้ดีว่าเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

ภัยพิบัติทางธรรมชาติระลอกแรก... ฝนกรด

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเขามากนัก จิตใจของเขายังคงจดจ่ออยู่กับมิติส่วนตัวของตนเอง

มิติที่กลืนกินเข้ามานั้นไม่เล็กเลย เพียงแต่...

มันแห้งแล้งเกินไป!

มิน่าล่ะในพล็อตเดิมหลินสวีถึงใช้พื้นที่ได้แค่สิบตารางเมตรในตอนแรก และต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะขยายพื้นที่ได้กว่าพันตารางเมตร

สาเหตุหลักก็เพราะค่าพลังงานภายในมิตินั้นว่างเปล่า

หากไม่บีบอัดพื้นที่ให้เหลือสถานะต่ำสุดเพียงสิบตารางเมตร พืชพรรณต่างๆ ก็ไม่อาจอยู่รอดได้เลย แม้แต่วัชพืชที่ทรหดที่สุดก็ตายเรียบ

'หลังฝนตกคราวนี้ ก็ถึงเวลาที่ซอมบี้จะวิวัฒนาการ พืชกลายพันธุ์จะเริ่มอาละวาด และสัตว์กลายพันธุ์ก็จะเริ่มปรากฏตัว...'

ขณะมองดูเม็ดฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมานอกหน้าต่าง เขาก็ขบคิดหาวิธีที่จะเปลี่ยนสภาพความแห้งแล้งภายในมิติของตน

เขาต้องลงมือทำเองทุกอย่าง เขาไม่สนใจที่จะมานั่งปลูกผักซ้ำๆ ในพื้นที่แคบๆ ที่ถูกบีบอัด เพราะการจะขยายพื้นที่ในภายหลังนั้นยุ่งยากวุ่นวาย

ดังนั้นเขาจึงเตรียมใช้วิธีปลูกถ่ายจากภายนอก

หลังจากที่พืชเริ่มกลายพันธุ์ เขาจะออกค้นหาพืชกลายพันธุ์จากทุกสารทิศ เจอต้นไหนก็จะจับโยนเข้าไปในมิติให้หมด ต่อให้มันมีชีวิตอยู่ได้แค่ไม่กี่นาที ก็ยังถือว่าเป็นประโยชน์ต่อมิติอยู่ดี

และหากมีพืชกลายพันธุ์ต้นไหนรอดชีวิต เขาค่อยกระตุ้นการเจริญเติบโตของผู้รอดชีวิตต้นนั้น

แม้วิธีนี้จะมีความไม่แน่นอนสูง แต่ก็ยังดีกว่าวิธีในพล็อตเรื่องเดิม และที่สำคัญที่สุดคือมันยุ่งยากน้อยกว่ามาก

ในขณะที่เย่หลิงกำลังใช้ความคิด กลุ่มคนกว่าสิบชีวิตก็วิ่งหนีตายเข้ามาในเขตที่พักอาศัย ตะโกนโวยวายและมุ่งหน้ามายังตึกที่เขาอาศัยอยู่

จบบทที่ บทที่ 26 ความลับของอัญมณีและภัยพิบัติระลอกแรก

คัดลอกลิงก์แล้ว