- หน้าแรก
- คัมภีร์งามล้ำฟ้า ขอข้าครองยุทภพ
- บทที่ 77-79
บทที่ 77-79
บทที่ 77-79
บทที่ 77 แรกเห็นก็หลงรัก
หน้ากองทัพสิบหมื่นนาย ที่แนวหน้าสุดก็คือกระโจมขององค์รัชทายาทซือหม่าเจิ้น
ซือหม่าเจิ้นในชุดขาวเรียบง่าย นั่งอยู่หน้าตั่ง เขาใช้มือข้างหนึ่งยันศีรษะ หลับตาพริ้มไปโดยไม่รู้ตัว
นอกกระโจม เสียงนกป่าร้องจ๊อกแจ๊กเจื้อยแจ้ว ยามรุ่งสางในป่าเขา
ใบหน้าเขาผ่อนคลาย ริมฝีปากคลี่ยิ้มบางๆ ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝันแสนสบาย
เบื้องหน้าคือกระโจมอันคุ้นเคย ทว่าชั่วขณะนั้น ซือหม่าเจิ้นกลับรู้สึกประหนึ่งภาพตรงหน้าเป็นเพียงความฝันที่ห่างไกลเสียเหลือเกิน
เขาค่อยๆ นั่งตัวตรง สายตามองไปยังชามชาโสมที่ยังเหลืออยู่ครึ่งชามตรงหน้า จู่ๆ ดวงตาก็หรี่ลงทันที
“อาเซี่ย!” เขาร้องเรียกเสียงดัง
ชายหนุ่มร่างผอมในชุดดำเปิดม่านกระโจมเข้ามาอย่างเงียบงัน ก้าวเร็วๆ เข้ามาคุกเข่าเบื้องหน้า
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
ซือหม่าเจิ้นยังคงมองไปที่ชามชาโสมนั้น “...เมื่อคืน หลังจากนั้นเกิดเรื่องอันใดขึ้นอีกหรือไม่?”
“เรียนฝ่าบาท...หาได้มีเรื่องอันใดใหญ่โตไม่...อ้อ แต่ก็มีอยู่เรื่องหนึ่ง... เมื่อคืนหลังจากที่ฮองเฮาเสด็จมาโวยวายแล้ว ก็เสด็จกลับกระโจมของพระองค์ด้วยความขุ่นเคือง คงเพราะรีบร้อนนัก จึงลืมแมวน้อยตัวโปรดที่ชื่อว่า ‘กวนกวน’ ไว้ใกล้ๆ กระโจมของพระองค์พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยกลัวจะรบกวนความสงบของพระองค์ จึงจับมันไว้ รอให้ทางฮองเฮาเสด็จตื่นจากการบรรทมเสียก่อน แล้วค่อยนำกลับไปส่งพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อคืน ซือหม่าเจิ้นให้ชายาของตน "หลิวเหว่ยหลัน" สั่งลดเบี้ยหวัดของบรรดาสนมวังหลังลงอีก
ใครจะคิดว่าคำสั่งยังมิทันออก ฮองเฮากลับรู้เรื่องเสียก่อน
ยามดึกสงัด ฮองเฮาก็พรวดพราดบุกเข้ามาในกระโจมขององค์รัชทายาทซือหม่าเจิ้นด้วยความโมโหเต็มพิกัด
เมื่อเห็นหน้าเขา ฮองเฮาก็ชี้หน้าด่าทันที
“เจ้าไม่เคารพฟ้าดิน! ไม่รู้จักบุญคุณ! ฮ่องเต้เพิ่งเสด็จสวรรคต ยังไม่ทันศพเย็น เจ้าก็ใจดำกับบรรดาสตรีในวังของอดีตฮ่องเต้เสียแล้ว! ข้าผู้เป็นฮองเฮาแห่งตำหนักกลาง เจ้าคิดจะลดเบี้ยหวัดลงโดยไม่ปรึกษาข้าสักคำเดียว ยังจะให้สตรีผู้เยาว์วัยอย่างพระชายามาจัดการวังหลัง เจ้าคิดว่าฐานะข้าคือกระไร? เจ้าไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาเลยสักนิด! ไร้ซึ่งความกตัญญู!”
หลายปีมานี้ ซือหม่าเจิ้นไม่เคยอยากพูดคุยกับนางเลยแม้แต่น้อย แม้เคยอยู่ในวัง เขาก็เพียงแค่แสดงท่าทีตามมารยาท
แต่ตอนนี้ฮ่องเต้สิ้นแล้ว แผ่นดินต้าโจวกำลังตกอยู่ในอันตราย เขามีเรื่องต้องแบกบนบ่ามากมายจนไม่อยากเสียเวลาเล่นละครกับนางอีกต่อไป
ดังนั้นเมื่อคืน เขาจึงแทบไม่ใส่ใจต่อความโกรธของนาง เอ่ยโต้กลับอย่างเยือกเย็น
เมื่อถูกเขาโต้ตอบอย่างไม่ไยดี ฮองเฮาก็ยิ่งโกรธ หันหลังสะบัดชายแขนเสื้อแล้วจากไป
ส่วนตัวเขาแม้จะดูสงบนิ่ง แต่ในใจก็รู้สึกปวดหัวกับความโวยวายของพระนาง คิดแค่ว่าอยากปิดตาหลับสักครู่
แล้วเมื่อเขาลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็กลายเป็นยามเช้าแล้ว
เขาย่อมรู้ดี ว่าฮองเฮามักชอบเลี้ยงหมาแมว บรรดาข้ารับใช้ก็จะคอยนำสัตว์ตัวน้อยๆ มาให้เลือก
หากตัวไหนถูกใจ ก็จะได้รับการเลี้ยงดูอย่างหรูหรา หากเบื่อแล้วก็ปล่อยทิ้ง เสร็จแล้วก็คัดตัวใหม่มาแทน
หลายปีมานี้ ซือหม่าเจิ้นเห็นสัตว์น้อยรูปร่างหน้าตาต่างกันมากมายในตำหนักของพระนาง แต่เพราะเขาไม่คุ้นชินนัก จึงจำไม่ได้ว่านางเลี้ยงตัวไหนไว้บ้าง
ได้ยินคำว่า “กวนกวน” สีหน้าเขาก็พลันแปลกใจ เอ่ยเสียงสูงขึ้นเล็กน้อย
“กวน...กวน?”
“พ่ะย่ะค่ะ” อาเซี่ยก้มหน้า “เป็นสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ของฮองเฮาก่อนออกเดินทางจากนครหลวง ตัวก่อนหน้านี้ถูกทิ้งไว้ที่พระราชวังแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงซือหม่าเจิ้นเร่งเร้า “พามันมาให้ข้าดูที”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ไม่นาน อาเซี่ยก็กลับเข้ามาพร้อมถือกรงทองใบหนึ่ง
ภายในกรง เป็นลูกแมวสีขาวโพลนกลมกลิ้ง ตัวแค่พอดีฝ่ามือ ดวงตาสีฟ้าราวกับไพลินสดใส
ซือหม่าเจิ้นมองดูเจ้าแมวตัวจิ๋วอยู่นานจนพูดไม่ออก สุดท้ายชี้ไปยังกรง “เจ้าไปบอกฮองเฮา ว่าเปิ่นกงหลงรักแมวตัวนี้ตั้งแต่แรกเห็น ชอบมันเหลือเกิน ตัดสินใจจะเลี้ยงไว้ในกระโจมด้วยตนเอง”
อาเซี่ยเงยหน้าขึ้นมาด้วยสีหน้าอึ้งไม่หาย ไม่เข้าใจว่าฝ่าบาทจู่ๆ จะ “แย่ง” แมวของฮองเฮาไปทำไม? แค่จะเอาคืน?
แต่นิสัยฝ่าบาทแต่ไหนแต่ไรมา ก็ไม่เคยเล่นเล่ห์แบบนี้กับสตรีในวังนี่นา...
ซือหม่าเจิ้นเอามือปิดหน้า “เปิ่นกงย่อมมีเหตุผลของเปิ่นกง ไปเถอะ!”
แม้ไม่เข้าใจนัก แต่เขาก็พยักหน้า “...พ่ะย่ะค่ะ”
อาเซี่ยออกจากกระโจม มุ่งหน้าไปยังฝ่ายกระโจมสนม
ซือหม่าเจิ้นถอนหายใจเสียงต่ำ ริมฝีปากเย็นชา “จงเลี้ยงแมวตัวนี้ให้ดี! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป มันจะอยู่ในกระโจมของเปิ่นกง ห้ามมีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด! หากแมวตัวนี้เป็นอะไรไป เจ้าทั้งหมด...จงตายตามมัน!”
“พ่ะย่ะค่ะ!!” พวกขันทีน้อยและสาวใช้หลายคนในกระโจมคุกเข่าลงทันที พากันตกตะลึงสุดขีด…ก็ปกติแล้วฝ่าบาทไม่เคยพูดจารุนแรงกับพวกเขาเลยแม้แต่น้อย แล้วนี่...แค่แมวตัวเดียว ถึงกับขู่จะฆ่าให้ตายตาม?
ยามนี้ยังคงอยู่ในช่วงเช้าตรู่ แสงอาทิตย์ยังไม่แจ่มชัดนัก
“เติมเทียนไฟ บดหมึก” ซือหม่าเจิ้นหลับตาสั่ง
“พ่ะย่ะค่ะ”
อุปกรณ์เครื่องเขียนถูกจัดเตรียมเรียบร้อยในพริบตา
เขาหยิบพู่กัน คิดครู่หนึ่ง ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงบนกระดาษอย่างลื่นไหล
ผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม เขาจึงวางพู่กันลง
สายตาจับจ้องไปยังเนื้อความบนกระดาษ เขาแก้ไขถ้อยคำอยู่พักหนึ่งแล้วสั่งว่า
“ไปเชิญองค์ชายรอง เสนาบดีกระทรวงโยธา และขุนนางโยธาอีกสองคนมาพบข้าทันที”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีน้อยรับคำแล้ววิ่งออกไปอย่างเงียบกริบ
เพียงชั่วเวลาเดียวยามลมผ่าน ทั้งสี่ก็เดินทางมาถึงหน้ากระโจม และถูกเรียกเข้าไปภายใน
ทั้งสี่คุกเข่าพร้อมกัน “ถวายบังคมองค์รัชทายาท!”
ซือหม่าเจิ้นเงยหน้าจากแผ่นกระดาษสามแผ่นที่เขียนอัดแน่นเต็มไปหมด “ลุกขึ้น”
องค์ชายรองซือหม่าเสียเอ่ยขึ้น “ท่านพี่เรียกมาด่วนเช่นนี้ มิใช่เพราะเรื่องพิธีราชาภิเษกหรอกหรือ?”
ข้างๆ เขา เสนาบดีกรมโยธาชราผู้หนึ่งเคราขาวโพลนเอ่ยว่า “วันนี้เป็นวันขึ้นครองราชย์ หากมีส่วนใดที่ไม่เหมาะสม ประสงค์ให้กระทรวงโยธาแก้ไข พวกข้ายินดีจัดการโดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ”
แม้พิธีราชาภิเษกจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายเนื่องด้วยภาวะสงคราม แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีแบบแผนชัดเจน
ซือหม่าเจิ้นส่ายหน้าเบาๆ “น้องรอง ขึ้นมานี่”
ซือหม่าเสียเดินเข้ามาใกล้
ซือหม่าเจิ้นยื่นกระดาษสามแผ่นให้ “ลองอ่านดู แล้วส่งให้คนอื่นๆ อ่านด้วย”
ซือหม่าเสียรับไปด้วยใบหน้าสงสัย พออ่านเสร็จก็ขมวดคิ้ว ส่งต่อให้เสนาบดีกรมโยธา
รัฐมนตรีโยธาอ่านอย่างละเอียดแล้วส่งต่อให้ขุนนางอีกสองคน
ซือหม่าเจิ้นหันไปถามเสนาบดีกรมโยธาวัยชรา “เข้าใจหรือไม่?”
เสนาบดีกรมโยธาลูบเคราสีขาว ส่ายหัว “กระหม่อมไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ ‘การถลุงเหล็กเสริมแรงด้วยวิธีโบราณ’ คือสิ่งใด? ‘ปูนซีเมนต์โบราณ’ เล่า? คำว่า ‘เหล็กเสริมแรง’ กับ ‘ปูนซีเมนต์’ กระหม่อมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยพ่ะย่ะค่ะ ที่พอเข้าใจคือ ‘โครงสร้างพื้นฐาน’ ซึ่งดูจะคล้ายการก่อสร้างพระราชวังและอาคารที่กรมของเราดำเนินการ แต่ทว่า...ก็ยังไม่อาจเข้าใจถ่องแท้ได้”
ซือหม่าเสียยกมือทั้งสอง “กระหม่อมก็ไม่เข้าใจพ่ะย่ะค่ะ”
“ข้าย่อมรู้ว่าเจ้าทั้งหมดไม่เข้าใจ” ซือหม่าเจิ้นกล่าวต่อ “แต่หากสามารถถอดรหัสสิ่งเหล่านี้ได้ เราจะสามารถสร้างตึกสูงหลายสิบจั้งในเมืองจินหลินได้ เมื่อนั้น เมืองนี้เพียงเมืองเดียว...ก็เพียงพอจะรองรับราษฎรต้าโจวทั้งแผ่นดิน”
ดวงตาซือหม่าเสียเปล่งประกาย “จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?” แล้วก็ส่ายหน้า “ท่านพี่ทรงล้อข้าหรือ? บนโลกนี้จะมีวังสูงได้ถึงขนาดนั้นเชียวหรือ?”
ซือหม่าเจิ้นหัวเราะเบาๆ “พวกเราก็แค่กบในกะลาน้ำ จะรู้เรื่องในโลกได้สักกี่มากน้อยกัน?”
ถ้อยคำของเขานั้นแฝงความรู้สึกบางอย่าง ซือหม่าเสียก็พลันสงสัย “ท่านพี่หมายความว่า...”
เขาก้มหน้าลง พลางส่ายหัวเบาๆ เอ่ยคลุมเครือ “อาจเป็นเพราะเจ้าพูดเรื่องเมืองจินหลินคับแคบจนไม่อาจรับผู้คนทั้งแผ่นดินได้ ข้าจึงครุ่นคิดในใจจนเก็บไปฝัน เมื่อคืนนี้ข้าฝันประหลาดนัก เหมือนหลุดเข้าไปยังสถานที่วิเศษ และได้รับสิ่งเหล่านี้มา”
“เทพประทานในฝันหรือ?” ซือหม่าเสียเบิกตาโพลง “ท่านพี่กำลังจะขึ้นครองราชย์วันนี้...ไม่ใช่ว่า...สวรรค์จะมอบพรให้ต้าโจวของเราหรือ? ให้ท่านพี่เสวยสุขในแดนสวรรค์ ได้รับคำชี้แนะจากเทพเจ้า จึงเกิดเป็นสิ่งประดิษฐ์แสนวิเศษเช่นนี้ขึ้น!”
“คือเหล็กเสริมแรง กับ ปูนซีเมนต์” ซือหม่าเจิ้นกล่าวยิ้มๆ “…จะว่าอย่างนั้นก็ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้น เสนาบดีกรมโยธาและขุนนางอีกสองคนก็พากันคุกเข่าด้วยความปลาบปลื้ม
“สวรรค์ไม่ทอดทิ้งต้าโจว! องค์รัชทายาทคือโอรสสวรรค์โดยแท้! ถึงได้มีเทพประทานสิ่งวิเศษแด่พวกเรา!”
ซือหม่าเจิ้นสูดหายใจลึก “หากเราสามารถสร้างเหล็กเสริมแรงได้จริง วันหน้ากองทัพต้าโจวจะไม่ขาดแคลนอาวุธศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไป!”
ดวงตาของเสนาบดีกรมโยธาฉ่ำไปด้วยน้ำตา “พรสวรรค์จากสวรรค์! พรสวรรค์แท้จริง! ฝ่าบาทคือโอรสสวรรค์โดยแท้! หากเป็นเช่นนี้ ต้าโจวของเราย่อมผ่านพ้นวิกฤต กลับคืนสู่ความรุ่งเรือง! ฮ่องเต้องค์ก่อนคงหลับตาอย่างสงบแล้วแน่นอน”
ซือหม่าเจิ้นหันไปมองมุมหนึ่งของกระโจม ที่ซึ่งลูกแมวตัวจิ๋วหลับพริ้มในกรง
“…ใช่แล้ว ต้าโจวของเราจะผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่นอน”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 78 เจ้ากล้าหลอกเรา?
ซือหม่าเจิ้นอธิบายความคิดเห็นของตนอย่างละเอียดเกี่ยวกับ “เหล็กเสริมแรง” “ปูนซีเมนต์” และวิธีสร้างตึกสูงให้คนทั้งสี่ในกระโจมฟัง
ช่วงแรก ทั้งสี่คนยังฟังงงๆ ไม่ค่อยเข้าใจนัก พากันร้องว่า “ของเทพเจ้าแน่แท้” แต่พอฟังไปเรื่อยๆ ก็เริ่มเข้าใจ และเริ่มมีความหวังว่า หากเดินทางไปถึงเมืองจินหลินเมื่อใด จะสามารถสร้างตึกสูงและรองรับประชาชนแห่งต้าโจวได้จริงๆ
จนเมื่อเสนาบดีกรมโยธาตัวสั่นเทา รีบเก็บกระดาษสามแผ่นนั้นซ่อนไว้ในอกอย่างทะนุถนอม ท้องฟ้าก็เริ่มสว่าง
มีองครักษ์คนหนึ่งเข้ามาเตือนว่าพิธีราชาภิเษกกำลังจะเริ่ม คนทั้งสี่จึงรีบคำนับแล้วถอยออกไป
ซือหม่าเจิ้นชำระร่างกายเบาๆ ให้สาวใช้นำเครื่องทรงมาสวมให้ เป็นฉลองพระองค์มังกรสีเหลืองอร่าม พร้อมมงกุฎสูงส่งบนศีรษะ
ฮ่องเต้หนุ่มรูปงาม ใบหน้าเรียบเฉยแต่เปี่ยมด้วยอำนาจแฝง คล้ายคุณชายผู้ถือสุราท่องเที่ยวอยู่ในสวนบุปผา
ขณะถูกเหล่าขุนนางล้อมนำขึ้นแท่นสูง ท่ามกลางเสียงหมื่นเสียงโห่ร้องถวายพระพร ซือหม่าเจิ้นเพียงเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเหล่าขุนนางทหารข้างล่างด้วยสายตาอ่านไม่ออกว่าโกรธหรือยินดี
ตั้งแต่เด็ก ซือหม่าเจิ้นก็เป็นองค์รัชทายาทของต้าโจว หลายปีที่ผ่านมา เขาเฝ้าจินตนาการนับครั้งไม่ถ้วนว่า วันใดวันหนึ่งเขาจะขึ้นครองบัลลังก์อย่างสง่างาม
และวันนี้...วันที่เขาฝันถึงก็มาถึงจริง ทว่ากลับไม่ใช่ภายในตำหนักไท่จี๋ที่ยิ่งใหญ่ของนครหลวงตามที่เคยจินตนาการไว้ แต่เป็นกลางป่าเขาที่ไร้ผู้คน
และแผ่นดินที่เขาได้รับต่อจากพระบิดา ก็หาใช่ดินแดนมั่นคงเช่นเคยไม่
แผ่นดินนี้กำลังเผชิญคลื่นลม แผ่นผืนน้ำนี้กำลังรานร้าว
บัลลังก์นี้...หนักอึ้งประหนึ่งภูผาทั้งลูก
แล้วเขาอยากได้มันหรือไม่?
อยาก!
แน่นอนว่าเขา...ต้องเป็นฮ่องเต้!
ความคิดนี้ ถูกสลักลงในกระดูกตั้งแต่แรกเกิด
อยู่เหนือทุกผู้ หัตถ์ถือฟ้าดิน ปกครองใต้หล้า ชายชาติใดเล่าที่ไม่มีความใฝ่ฝันนี้ในใจ?
เขามี! แถมยังมีมากกว่าผู้อื่นนัก!
แม้วันนี้ทุกอย่างจะเรียบง่าย พิธีราชาภิเษกจะผ่านไปอย่างลวกๆ เขาก็ไม่สนใจนัก
แต่ถ้าหากวันนี้ผู้ที่ขึ้นครองบัลลังก์หาใช่เขา…ซือหม่าเจิ้นต้องสติแตกแน่นอน และจะลากคนผู้นั้นลงจากบัลลังก์ให้ได้!
เขาเป็นองค์รัชทายาทที่เคารพรักและเชื่อฟังพระบิดา แต่เขาก็รอคอยวันที่ได้ถืออำนาจสูงสุดเช่นกัน!
เสียงขันทีข้างกายกำลังประกาศราชโองการที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
แต่งตั้งพระชายาเป็น “ฮองเฮา” และพระสนมเป็น “เจินเฟย”
ซือหม่าเจิ้นนั่งนิ่ง ไม่กล่าวอันใด ภายในใจกลับกล่าวกับพระบิดาอย่างแน่วแน่
“เสด็จพ่อ...ท่านได้มอบแผ่นดินนี้ให้กับบุตรชายผู้นี้ ข้าจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อต้าโจวนับจากนี้ไป...ไม่ว่าโมงยามใด ทุกลมหายใจของข้าจะเป็นของแผ่นดิน หากวันใดใต้หล้าสงบสุข ต้าโจวกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ข้าถึงจะกล้าไปพบหน้าท่านอีกครั้งหนึ่ง”
แม้พิธีจะถูกตัดทอนมาก แต่เมื่อพิธีเสร็จสิ้นและซือหม่าเจิ้นกลับมาถึงกระโจม กาลเวลาก็ล่วงเข้าช่วงเย็นแล้ว
เขาให้สาวใช้ช่วยถอดเครื่องทรงหนักอึ้งเปลี่ยนเป็นชุดมังกรที่เบาสบาย แล้วสั่งให้เชิญฮองเฮาหลิวเหว่ยหลันมาร่วมรับประทานอาหารค่ำ
หลิวเหว่ยหลันมาในชุดสีฟ้าน้ำใส เส้นผมดำสนิทเกล้าอย่างประณีต ประดับปิ่นทองรูปนกเฟิ่งหวงฝังหยก พร้อมปิ่นระย้า ทำให้นางดูงดงามน่าเลื่อมใส ใบหน้าประดับเครื่องสำอางอย่างพอเหมาะ ดวงพักตร์งามละมุน ดุจเทพธิดาในภาพวาด
วันนี้นางเพิ่งได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮา อีกทั้งยังได้รับเรียกเข้าเฝ้าโดยฮ่องเต้องค์ใหม่ ใบหน้าเต็มไปด้วยประกายปีติ แม้จะเก็บอารมณ์เก่งนัก ก็ยังมีรอยยิ้มระเรื่อที่มุมปาก
“หม่อมฉันขอถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ”
ซือหม่าเจิ้นหันมามอง แล้วชี้ไปยังที่นั่งข้างตน
“ฮองเฮาไม่ต้องมากพิธี นั่งลงเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ”
นางค่อยๆ นั่งลงข้างพระองค์
ซือหม่าเจิ้นหัวเราะเบาๆ
“เจิ้นไม่ค่อยได้เห็นเจ้าประดับเครื่องประดับงามอย่างนี้เท่าใดนัก”
“วันนี้เป็นวันราชาภิเษกของฝ่าบาท...หม่อมฉันย่อมต้องแต่งกายให้เหมาะสม เพื่อแสดงความเคารพและความสำรวม ส่วนวันปกติ...หม่อมฉันหาได้โปรดปรานการแต่งหน้าเข้มจัดเพคะ”
“เหตุใดเล่า?”
“หม่อมฉันกลัวว่าฝ่าบาทจะต้องเหน็ดเหนื่อยสายตาเพคะ”
สาวงามสูงศักดิ์ เผยท่าทีออดอ้อนเล็กน้อยทันใด พลันงามน่าหลงใหลยิ่งนัก
ทว่าซือหม่าเจิ้นเพียงแค่ยิ้ม “กินข้าวเถิด”
ในระหว่างมื้ออาหาร ไม่มีผู้ใดพูดจา
หลังอิ่มแล้ว สาวใช้เข้ามาเก็บถ้วยชาม ซือหม่าเจิ้นจึงเริ่มพูดกับหลิวเหว่ยหลัน
มีเพียงสองเรื่อง
หนึ่ง…จัดการวังหลังให้ดี ประหยัดเงินและเสบียงเข้าไว้ เจ้าเป็นแม่ของแผ่นดิน อย่าไปใส่ใจเสียงของไทเฮาหรือบรรดาพระสนมอื่นๆ ให้เจ้าทำตามที่ข้าบอก ข้าจะหนุนหลังให้เอง
สอง…ช่วงนี้ลำบากมาก พิธีแต่งตั้งเจ้าเป็นฮองเฮาจึงจำต้องยกเลิก ข้ารู้ว่าเจ้าต้องน้อยใจ แต่วันหลังข้าจะชดเชยให้แน่นอน
หลิวเหว่ยหลันฟังแล้ว แม้ใจจะหดหู่ แต่ก็ยังยิ้มรับอย่างสง่างาม
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ บัดนี้ยังมิใช่เวลาเหมาะสม ทุกสิ่งต้องยึดประโยชน์ของราษฎร ยึดความมั่นคงของแผ่นดินเป็นหลัก หม่อมฉันขอปฏิบัติตามพระราชประสงค์ทุกสิ่งเพคะ”
ซือหม่าเจิ้นวางมือลงบนหลังมือนางอย่างอ่อนโยน “พรุ่งนี้จะออกเดินทัพอีกแล้ว เจ้าไปพักก่อนเถิด”
ใบหน้าหลิวเหว่ยหลันยังคงยิ้ม แต่ใจนางกลับว่างเปล่า เหมือนดิ่งลงหุบเหว
วันนี้ฮ่องเต้ขึ้นครองบัลลังก์ และเรียกนางมาร่วมเสวยพระกระยาหาร นางจึงอดไม่ได้ที่จะหวังลึกๆ ว่า…บางที พระองค์อาจจะทรงเรียกให้นางพักในกระโจมด้วย
แม้คิดเช่นนั้นจะดูไม่เหมาะนักในช่วงหลังการสิ้นพระชนม์ของฮ่องเต้องค์ก่อน แต่นางก็ยังเผลอหวัง
ทว่ายิ่งหวังมาก ยิ่งผิดหวังมาก
ในใจนางว่างเปล่า ราวกับไร้คุณค่า
หญิงสูงศักดิ์ผู้มีมารยาทเสมอมาต้องมานั่งหดหู่ นางเคยได้รับคำชมจากผู้คนมากมายว่าเป็นแบบอย่างกุลสตรี แม้กระทั่งฮ่องเต้องค์ก่อนก็เคยกล่าวชื่นชม
แต่...ทุกอย่างกลับดูไร้ความหมาย
ถึงกระนั้น สติของนางก็เตือนว่า ตอนนี้ควรห่วงสุขภาพของฮ่องเต้มากกว่า
จะว่าไป ฮ่องเต้ไม่ได้ทรงมีความสัมพันธ์กับเจินเฟยมาสี่เดือนแล้ว!
แม้งานราชการจะยุ่ง แต่ไม่ใกล้ชิดสตรีถึงสี่เดือน นี่มันผิดวิสัยนัก
นางเคยได้ยินมาว่าในกระโจมของฮ่องเต้ ไม่มีสาวใช้รับใช้บนเตียงเลย หากฮ่องเต้ต้องการสตรีสักคน จะมีใครกล้าห้าม? แต่พระองค์กลับไม่ไยดีมาตลอดสี่เดือน
แต่ถ้าจะให้ไทเฮาเป็นคนทัก ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไทเฮากับฮ่องเต้องค์ใหม่ไม่สนิทกันเลย
ดูท่าต่อจากนี้ เรื่องนี้คงต้องตกเป็นหน้าที่ของฮองเฮา
แต่พอนึกถึงว่าอดีฮ่องเต้เพิ่งสิ้นพระชนม์มาไม่นาน หลิวเหว่ยหลันก็ไม่กล้าเอ่ยเรื่องนี้ตรงๆ
“ฝ่าบาททรงตรากตรำงานราชการมิได้หยุด...หม่อมฉันเกรงว่าพระวรกายจะมิแข็งแรงนัก หรือ...ควรให้หมอมาตรวจดูบ้างเถิดเพคะ หากมีอันใด จะได้รักษาแต่เนิ่นๆ หากมิเป็นอะไรก็ยังบำรุงร่างกายได้เพคะ”
“เจิ้นรู้จักร่างกายของตนเองดี”
เมื่อเห็นว่าพระองค์ไม่ฟัง นางก็เงียบ แล้วขอตัวกลับไปอย่างนุ่มนวล
หลิวเหว่ยหลันไปแล้ว ซือหม่าเจิ้นก็ยังไม่ง่วง
แสงตะเกียงถูกจุดขึ้นอีกครา เขานั่งลงเขียนราชโองการด้วยความรวดเร็ว
“อาเซี่ย!”
อาเซี่ยรีบเข้ามาคุกเข่า
“พ่ะย่ะค่ะ”
ซือหม่าเจิ้นชูราชโองการขึ้น
“นำสารนี้ไปส่งให้แม่ทัพใหญ่ ‘เสิ่นล่าง’ ด่วน!”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
ยังไม่ทันที่อาเซี่ยจะหันไป ซือหม่าเจิ้นก็ขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงต่ำ
“เจ้าไปสืบให้เจิ้นที…บ้านสกุลหลี่นั่น แล้วก็ ‘หลี่จิ้งซู’ กับ ‘หลี่จิ้งจิ้ง’ มีอันใดผิดปกติหรือไม่?”
แม้สองเรื่องนี้จะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่ก็ไม่กล้าสงสัย
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่ออาเซี่ยออกไป ซือหม่าเจิ้นถอนหายใจเบาๆ
“ทั้งหมด...ออกไปให้หมด”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าขันทีและสาวใช้เงียบงัน ถอยออกจากกระโจม
ซือหม่าเจิ้นลุกขึ้น เดินไปยังมุมกระโจมที่วางกรงทองเอาไว้
เขามองแมวตัวน้อยในกรงด้วยสายตาลึกซึ้ง ก่อนจะยกกรงขึ้น มองเจ้าแมวขาวจิ๋วด้วยความสับสน
“เหตุใดกัน? เหตุใดข้าต้องกลายเป็นเจ้า? คนอื่นพากายตนท่องไปต่างโลก ทำไมข้า...ถึงต้องกลายเป็นแมว?”
เขาวางกรงลงบนโต๊ะ มองแมวอยู่นาน แล้วควักถุงหอมที่พกติดตัวออกมา หยิบกระดิ่งทองที่ได้จากฮ่องเต้องค์ก่อนออกมา
เขาลองวางกระดิ่งเทียบคอของแมวน้อย แล้วพึมพำเบาๆ
“กระดิ่งของข้า...ดาบของเสิ่นล่าง...แล้วก็...กำไลของหลี่จิ้งจิ้ง?”
“สามสิ่งนี้...มาจากที่ใด? และเกี่ยวข้องกันอย่างไร?”
ซือหม่าเจิ้นแค่นหัวเราะเย็น
“เทพรึ?”
นึกถึงตอนที่กลายร่างเป็นแมวครั้งแรกในโลกประหลาดนั้น มือหนึ่งเขย่ากระดิ่ง มือหนึ่งเท้าคางถอนใจ
“เป็นช่วงเวลาวุ่นวายโดยแท้…”
โชคดีที่เขาได้สูตรสร้างตึกมา ไม่อย่างนั้นจะรู้สึกเสียแรงเปล่าที่ต้องอยู่ในร่างแมวตั้งหลายวัน
เสิ่นล่างนั่น...น่าจะโดนลงโทษหนักกว่านี้ด้วยซ้ำ!
เสียงกระดิ่ง “กรุ๊งกริ๊ง” ดังขึ้น เจ้าแมวก็ลุกขึ้นมาสะบัดหัว
เขารีบเก็บกระดิ่ง แล้วเอานิ้วจิ้มหัวมันเบาๆ
“กวนกวน”
ไม่รู้ว่าเพราะได้ยินเรียกชื่อหรือแค่บังเอิญ เจ้าแมวน้อยลืมตากลมโต
“เมี้ยว~”
เสียงนั้นทำเอาเขาสะดุ้ง
เขานึกถึงตอนที่เพิ่งทะลุไปต่างโลกใหม่ๆ ที่ร่างเขากลายเป็นแมว
และในตอนนั้น...เขาตกลงบน...จุดที่อธิบายไม่ได้ของร่างเปลือยเปล่าของเสิ่นล่าง!
หน้าซือหม่าเจิ้นซีดเล็กน้อย ก่อนจะตะโกนลั่น
“ใครก็ได้! เจิ้นจะอาบน้ำเปลี่ยนชุด!”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
“เอาแมวนั่นไปอาบให้สะอาดด้วย!”
“รับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
…………………………………………………………………………………………………………………………………
บทที่ 79 จะส่งรายงานปัญหาหรือไม่?
“โครม!”
ทั้งร่างของหลี่หลิงล้มกลิ้งลงไปในดินโคลน ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บ
นางลูบขาแล้วพยายามจะลุกขึ้น ทว่ามุมหางตาเหลือบเห็นชายผ้าชุดหนึ่งอยู่ใกล้ๆ จึงชะงักไป หันหน้ามองไปทางนั้น
และเพียงไม่กี่เมตรข้างหน้า…คือร่างไร้วิญญาณของเฉียนอี้เหนียง
หัวใจหลี่หลิงพลันเย็นเฉียบ แล้วก็อ่อนยวบลงทันที
นางเม้มริมฝีปากแน่น ลุกขึ้นยืน เดินไปคุกเข่าข้างศพของเฉียนอี้เหนียง เสียงนางอ่อนนุ่ม แฝงด้วยความอาลัยอาวรณ์
“... ข้ากลับมาแล้วนะเจ้าค่ะ”
นางมองศพตรงหน้า มือเอื้อมไปลูบสร้อยที่คออย่างเงียบ ๆ
นิ้วแตะเข้าที่ของแข็งเล็กๆ ตรงหน้าอก มันยังอยู่…จี้รูปพระสนมองค์น้อยบนสร้อยเส้นนั้น
นั่นคือของที่เฉียนอี้เหนียงฝากไว้ให้หลี่หลิงก่อนตาย เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่เหลืออยู่ นางใส่มันไว้ใต้เสื้อทุกวัน จนชินไปเสียแล้ว บางทีก็ลืมว่าตัวเองใส่มันอยู่ด้วยซ้ำ ถ้าไม่ถอดเปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำก็คงไม่ทันสังเกต
พอได้เห็นศพของเฉียนอี้เหนียง และได้สัมผัสจี้นี้อีกครั้ง ใจของหลี่หลิงจึงค่อยสงบลง
“ท่านแม่...ข้าไม่อยากให้ท่านต้องนอนตากแดดตากฝนอยู่ตรงนี้ หรือถูกซอมบี้ลากร่างไปกัดกิน...แต่มันเพิ่งจะฝนตก การจะก่อไฟเผาร่างก็ทำไม่ได้...ข้า...ข้าทำได้แค่หาที่ฝังศพให้ท่านก่อน หากวันใด...ข้ายังมีโอกาสกลับมา...ข้าจะมาขุดร่างท่านขึ้น แล้วนำไปฝังอย่างเหมาะสมกว่านี้เจ้าค่ะ...”
หลี่หลิงถอยหลังไปหนึ่งก้าว ดวงตาแดงก่ำ แล้วนางก็โขกศีรษะกราบศพเฉียนอี้เหนียงสามครั้ง
หลังจากนั้น นางก็เดินลึกเข้าไปในป่า เลือกพื้นที่ว่างพอเหมาะ
หักกิ่งไม้ทำเป็นเครื่องมือขุด แล้วนำกิ่งใหญ่ๆ ผูกมัดรวมกันเป็นไม้แท่งเดียว ใช้ขุดดินอย่างยากลำบาก
โชคดีที่ร่างกายของหลี่หลิงในตอนนี้ได้รับการปรับสภาพจาก "สารอาหารพิเศษ" มาแล้ว สุขภาพแข็งแรงกว่าคนทั่วไป แม้จะเหนื่อยแทบแย่ ก็ยังสามารถขุดหลุมได้จนสำเร็จ
“ขอโทษเจ้าค่ะ…” หลี่หลิงลากร่างเฉียนอี้เหนียงไปวางในหลุม แล้วค่อย ๆ กลบดินทีละน้อย
เสร็จแล้วก็หาหินก้อนเล็กๆ กับกิ่งไม้มาทำเป็นสัญลักษณ์ไว้เหนือหลุมศพ
“ท่านแม่…ขอบพระคุณสำหรับทุกสิ่งที่ท่านทำเพื่อข้า ข้าจะไม่มีวันลืมเจ้าค่ะ... ข้ากำลังจะไปแล้ว ข้าจะมีชีวิตอย่างมีความสุข ท่านไม่ต้องห่วงข้า”
หลี่หลิงยืนขึ้น หันหลังกลับไปยังถนนใหญ่ ตั้งใจจะย้อนกลับไปทางที่นางมาก่อนหน้า
จากการประเมินศพของเฉียนอี้เหนียง หลี่หลิงสันนิษฐานว่าระยะเวลาที่นางไปต่างโลกและกลับมาโลกนี้นั้นยังไม่ผ่านไปนานนัก…ฝนเมื่อคืนยังไม่แห้งดีเลย
ถ้าเช่นนั้น หากนางรีบไล่ตามกองทัพใหญ่ที่มุ่งหน้าไปยังเมืองจินหลิน แล้วแอบซ่อนตัวปะปนกับชาวบ้านคนธรรมดา ก็อาจเดินทางไปถึงจินหลินได้เช่นกัน
และที่ดีที่สุดคือ...ระหว่างทางหากวิทยายุทธ์ของนางพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ นางอาจจะลอบฆ่าหลี่จิ้งซูได้ก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าสู่วังหลังด้วยซ้ำ!
หลี่หลิงเพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าว ท้องของนางก็ร้องเสียงดัง
“โครกกกก~”
ท้องหิวจัด นางไม่ได้กินอะไรมาครึ่งวันแล้ว!
“เห้อออ…” หลี่หลิงถอนหายใจทันที นางเริ่มคิดถึง "สารอาหารเทคโนโลยีสูง" ของโลกอนาคต ทั้งฟรี กินอิ่ม รสชาติดี แถมสะดวกสุด ๆ
แต่นี่คือโลกที่มีซอมบี้ และการจะหาของกินให้ท้องอิ่ม เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ
คิดถึงโลกอนาคต นางก็อดคิดถึงอีกคนไม่ได้
“ไม่รู้ว่าซางเสี่ยวจวินตอนนี้เป็นยังไงบ้าง…ข้าหายตัวไปแบบกะทันหันขนาดนี้ เขาจะเป็นห่วงข้ารึเปล่านะ…”
ความรู้สึกผิดถาโถมมาที่ใจนาง
การทะลุมิติครั้งนี้มันเร็วเกินไป นางไม่มีโอกาสแม้แต่จะบอกลาเขา
ยิ่งไปกว่านั้น... นางยัง “ติดหนี้” เขาอยู่!
พูดถึงหนี้...นางยังติดเงินโรงพยาบาล
ยังติดเวลาไลฟ์สดของบริษัทอีก!
นางเงยหน้าขึ้น มองข้อมือตนเอง
ข้อมือซ้ายของนางยังคงมี “กำไลสีแดงเข้ม” อันนั้นอยู่ ส่วนกำไรข้อมือสมาร์ทแบนด์ของโลกนั้นที่เคยใส่กลับหายไปแล้ว
นางลูบกำไล…แล้วตาเบิกกว้าง!
“โดมไลฟ์!!”
“โดมไลฟ์นี่ยังอยู่ได้ไงเนี่ย?!”
เจ้าก้อนกลมจิ๋วขนาดเม็ดถั่วแดง ที่นางเคยติดตั้งไว้บนสมาร์ทแบนด์ กลับยังแนบอยู่ตรงกำไลอย่างแน่นหนา!
เพราะมันเล็กมาก และสีใกล้เคียงกับกำไล ทำให้นางมองข้ามมันมาตลอด!
“ทำไม?! ทำไมกัน?! สมาร์ทแบนด์กับหูฟังของข้าหายไปหมดแล้วนี่นา?! อุปกรณ์ไฮเทคของเสิ่นล่างก็หายหมด ทำไม...เจ้านี่ถึงยังอยู่?”
“หรือว่า...เพราะมันติดอยู่กับกำไล? หรือว่า...เทพนั่น คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของกำไล เลยเผลอพามันกลับมาด้วย?”
“เทพ… ก็พลาดได้งั้นหรือ? หรือว่า…จงใจ?!”
นางอึ้งค้างอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ
“…เปิดใช้งานโดมไลฟ์”
ลูกบอลโลหะสีแดงจิ๋วปล่อยแสงวูบวาบขึ้น
จอภาพกึ่งโปร่งใสก็สว่างขึ้นตรงหน้านาง
นางสูดหายใจลึก มองไปยังข้อความบนหน้าจอนั้น
“ผู้ใช้ ‘หลี่เถียวเถียวเถียวเถียวเถียวเถียวเถียว เจ็ดเถียว’ ขาดการเชื่อมต่อ…ผู้ใช้อยู่นอกพื้นที่บริการ…ผู้ใช้เชื่อมต่อใหม่เรียบร้อยแล้ว”
หลี่หลิงอ้าปากค้าง
นางจำได้ดี ตอนที่เพิ่งเข้าร่วมบริษัทไลฟ์สดพันธมิตรจักรวาล นางเคยเห็นโฆษณาโอ้อวดว่า
“เรามีเครือข่ายภายในที่สามารถเชื่อมต่อจากทุกจุดในจักรวาล!”
ซึ่งแน่นอน ทุกคนคิดว่าโม้ชัดๆ ไม่มีใครเชื่อ ไม่มีใครพิสูจน์ได้
เพราะใครจะมีโอกาสไปอยู่ในจุดที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตได้ล่ะ?
แต่วันนี้…หลี่หลิง คือคนแรกที่พิสูจน์ได้จริง!
“เชี่ยยยยย! นี่ไม่ใช่แค่โม้?!” นางอ้าปาก “มัน...มันเชื่อมได้จริงๆ!!”
“โว้ยยยยยย!!! พระเจ้าาาา!!!”
นางรู้สึกเหมือนคนบ้านนอกที่อยู่ในหมู่บ้านไร้ไฟฟ้า แล้วจู่ๆ ก็ได้มือถือที่ต่อเน็ตได้!
นางรีบจิ้มจอ หวังจะเชื่อมต่อกับภายนอก แล้วลองติดต่อซางเสี่ยวจวินดู
หน้าจอวูบๆ ไปพักใหญ่ ก่อนจะมีข้อความใหม่โผล่ขึ้นมา
“เรียนท่านผู้ไลฟ์สด ระบบตรวจพบว่าสัญญาณในพื้นที่ของท่านอ่อนมาก และขาดๆ หายๆ สิ่งที่ท่านพยายามส่งไม่สามารถสำเร็จได้ในขณะนี้”
“เราขออภัย และจะพยายามเชื่อมต่อให้เร็วที่สุด ตอนนี้ระบบจะเปิดให้ใช้เฉพาะบางฟังก์ชันที่ใช้สัญญาณต่ำเท่านั้น”
“โปรดระบุ…ท่านต้องการให้เราระบุตำแหน่งของท่านหรือไม่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เทคนิคในพื้นที่เดินทางไปตรวจสอบและขออภัยท่านด้วยตนเอง”
“ท่านต้องการส่งรายงานปัญหาหรือไม่?”
หลี่หลิงหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ถ้าหากเทคโนโลยีจากโลกนั้นรู้ว่ามีดาวดวงนี้อยู่…จะเกิดอะไรขึ้น?
นางจำได้ว่าซางเสี่ยวจวินเคยบอกไว้ว่า ถ้าดาวดวงใดล้าหลังมากพอ ก็อาจได้รับสถานะพิเศษ และสิทธิประโยชน์เหมือนโลกมนุษย์ปกติได้ หากผ่านกระบวนการตรวจสอบ
นางกัดปากแน่น มือสั่นอยู่ครู่หนึ่ง
…แล้วก็กด “ยืนยัน”
“รายงานปัญหาได้ถูกส่งแล้ว…ส่งสำเร็จ!”
ไม่นาน หน้าจอมีข้อความใหม่อีก
“ไม่สามารถระบุตำแหน่งของผู้ใช้ได้ สัญญาณถูกบล็อก กรุณาตรวจสอบบริเวณรอบๆ ว่ามีอุปกรณ์รบกวนสัญญาณหรือไม่”
“แถวนี้มันจะไปมีอะไรบล็อกสัญญาณได้ยังไงล่ะ?” หลี่หลิงถอนหายใจ ดูเหมือนว่าวิธีนี้จะไม่ได้ผล
นางคิดอีกทางหนึ่ง ลองโอนเงิน 500 สกุลเงินดวงดาวในบัญชีของนาง ไปให้ซางเสี่ยวจวิน
พักใหญ่…หน้าจอแสดงผล
“โอนสำเร็จ กรุณาทราบว่า พื้นที่ของท่านมีสัญญาณอ่อนมาก การดำเนินการอาจล่าช้า ระบบประเมินว่าหน่วงเวลาอยู่ในช่วง 20 นาทีถึง 2 วัน”
“สำ…สำเร็จ?” หลี่หลิงแทบไม่เชื่อสายตา
ถึงแม้ระบบจะติดขัดมาก แต่การที่ยังสามารถใช้งานบางฟังก์ชันอย่าง “โอนเงิน” ได้ มันก็เหลือเชื่อมากแล้ว!
บนดาวเคราะห์ที่ไร้สัญญาณเน็ต นางยังพอ “เชื่อมต่อ” ได้บ้าง แค่นี้ก็ว้าวเกินพอแล้ว
การดีเลย์ระดับนี้…พอเข้าใจได้ เมื่อคิดถึงระยะทางระดับ “จักรวาล”
“อย่างน้อย พอซางเสี่ยวจวินได้รับเงินที่โอนไป เขาก็จะรู้ว่าข้ายังปลอดภัย ไม่ต้องห่วงแล้ว…”
นางคลี่ยิ้มบาง ๆ ใบหน้ายังเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง
“โครกกกกก…”
ท้องนางดังขึ้นอีกครั้ง
“ถึงแม้จะมีโดมไลฟ์เทพเจ้าเชื่อมต่อจักรวาลได้… แต่ก็ไม่ได้ทำให้ข้าอิ่มท้องนี่นา!”
“อยากได้สารอาหารเทคโนโลยีสูงสุดๆ…”
นางส่ายหน้า ปิดจอลง
ความหิวกำลังเล่นงานอย่างหนัก
หลี่หลิงจึงตัดสินใจ ออกหาอาหารก่อนจะตามกองทัพหมื่นนายไปยังเมืองจินหลิน
ม้าตัวที่นางขี่วิ่งทั้งคืน จนตอนนี้สลัดนางทิ้งไว้ที่นี่แล้ว จะให้ตามทันในวันเดียวก็เป็นไปไม่ได้
ก่อนอื่น ต้องหาอะไรกินก่อน!
นางเบี่ยงเส้นทางจากถนนใหญ่ มุ่งหน้าเข้าสู่ป่าลึก หวังจะหาผลไม้ป่ากินแก้หิว
(จบบท)
อ่านต่อได้ที่ เอินเอิน ขอแปล ปัจจุบันจบแล้วถึงตอนที่ 587 นะคะ