เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 56-58

บทที่ 56-58

บทที่ 56-58


บทที่ 56 ข้ามมิติ? เจออีกแล้ว!

ในอากาศลอยคลุ้งด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ บอกไม่ถูกว่าเป็นกลิ่นอะไร แต่มันกลับทำให้หลี่หลิงรู้สึกสบายใจอย่างประหลาด

เธอลืมตาขึ้นช้าๆ

ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ทำให้หลี่หลิงถึงกับตะลึง

ที่นี่คือห้องสีขาวโพลนทั้งห้อง เธอนอนอยู่บนเตียงสีขาวสะอาด ด้านซ้ายของเตียงมีเครื่องจักรขนาดใหญ่และดูแปลกตาตั้งอยู่ ตัวเครื่องมีแขนกลยื่นออกมาเล็งตรงไปที่ศีรษะของเธอ ตรงกลางเครื่องมีหน้าจอที่กำลังแสดงตัวเลขกับข้อมูลอะไรเต็มไปหมด

สิ่งที่ทำให้หลี่หลิงอึ้งที่สุดคือผนังตรงหน้าของเธอ

มันเป็นผนังสีขาวล้วน ที่ดูเหมือนมีภาพวาดดอกท้อสีชมพูบานสะพรั่งอยู่ ตอนนี้กลีบดอกท้อเหล่านั้นกำลังร่วงหล่นจากต้นลงมาบนผนังอย่างเงียบงัน...เหมือนกำลังเคลื่อนไหวได้จริง

หลี่หลิงค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง ถึงได้สังเกตว่าเตียงที่เธอนอนอยู่ก็ไม่ใช่เตียงธรรมดา

มันเป็นเตียงที่ลอยอยู่เหนือพื้น?!

ภาพวาดบนผนังขยับได้?!

เตียงก็ลอยได้?!

ที่นี่มันที่ไหนกันเนี่ย!?

หลี่หลิงพยายามนึกถึงภาพสุดท้ายก่อนเธอจะหมดสติ...หรือว่าเธอถูก “เทพ” อะไรนั่นพามายังโลกอื่นอีกแล้ว?

เธอกลับมาข้ามมิติอีกครั้ง?

แล้วสิ่งที่เธอเห็นอยู่ตอนนี้ เป็นเวทมนตร์? หรือเป็นวิทยาศาสตร์?

หลี่หลิงนั่งเหม่ออยู่พักใหญ่ แล้วเธอก็ก้มลงมองดูตัวเอง

เสื้อผ้าชุดกระโปรงของหญิงสาวโบราณที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดกับดินโคลนหายไปหมดแล้ว ตอนนี้เธอใส่เสื้อกับกางเกงสีฟ้าอ่อนแบบเรียบๆ ไม่มีลวดลายเลย นอกจากกระดุมบนเสื้อที่สะท้อนแสงสีน้ำเงินเข้มเล็กน้อย

ตัวเธอก็ถูกจัดแต่งจนสะอาดเอี่ยม มวยผมแบบโบราณก็หายไปหมด เหลือเพียงผมดำยาวสลวยถูกมัดด้วยหนังยางเส้นเล็กไว้แค่ตรงต้นคอ ทำให้ผมปล่อยยาวลงถึงเอวแบบดูดีและไม่เกะกะเวลาเคลื่อนไหว

“นี่มัน...ชุดคนไข้เหรอ?” หลี่หลิงพึมพำ “งั้นที่นี่...ก็เป็นโรงพยาบาลของโลกต่างมิติน่ะสิ?”

พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าร่างกายไม่มีอาการเจ็บปวดอะไรเลย ตรงกันข้าม รู้สึกดีมากด้วยซ้ำ!

ตั้งแต่ข้ามมามาเป็นหลี่จิ้งจิ้ง เธอยังไม่เคยรู้สึกได้ถึงร่างกายที่เบาสบายแบบนี้มาก่อนเลย

หลี่หลิงดีใจขึ้นมา เธอหันตัวลงจากเตียง

แต่ตอนที่เท้าแตะถึงพื้น กลับไม่รู้สึกถึงพื้นเย็นๆ เพราะมีพรมขาวบางๆ ปูอยู่ มันนุ่มนิ่มและอบอุ่น

เธอเดินตรงไปยังหน้าต่าง

ตรงหน้าของเธอคือกระจกบานใหญ่มหึมาที่แทบจะกินพื้นที่ทั้งผนัง หลี่หลิงยืนอยู่ตรงนั้นแล้วถึงกับอึ้งกับสิ่งที่เห็น

ตึกหน้าตาประหลาดสารพัดรูปทรง สูงเสียดฟ้า มีรถรูปร่างแปลกๆ กำลังบินเรียงกันไปมาในอากาศ และเธอก็กำลังยืนอยู่บนชั้นใดชั้นหนึ่งของตึกสูงมากๆ ก้มลงไปยังมองไม่เห็นพื้นดินเลย...สูงเกินไปแล้ว!

หลี่หลิงยืนอึ้งอยู่ตรงกระจกบานใหญ่ มองโลกข้างนอกด้วยสายตาตื่นตาตื่นใจ “นี่มันต้องเป็นโลกอนาคตแล้วล่ะ ไม่ใช่โลกเวทมนตร์อะไรนั่นแน่ๆ...”

“แย่ล่ะสิ ข้ามมิติมาอีกแล้ว!” ในใจหลี่หลิงเริ่มรู้สึกเหมือนโลกมันเปลี่ยนเร็วเกินไปจนเธอตามไม่ทันแล้วจริงๆ

พอคิดได้ เธอก็รีบยกมือซ้ายขึ้น

กำไลสีเลือดที่ข้อมือซ้าย...ยังอยู่

หลี่หลิงโล่งใจ แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้อีกเรื่อง “...ภารกิจ?”

เธอนึกถึงคำพูดของ “เทพ” นั่น ที่บอกว่าจะให้เธอทำภารกิจให้เสร็จก่อน ถึงจะได้กลับไปยังโลกที่ล่มสลายนั่น

เธอพึมพำคำว่า “ภารกิจ” ออกมาแบบไม่คิดอะไรนัก แต่ไม่คาดคิดเลยว่ากำไลสีเลือดจะมีเสียง “แกร๊ก” แล้วปล่อยหน้าจอใสโปร่งแสงออกมา

บนหน้าจอใสนั้น เขียนไว้สองบรรทัด:

“ภารกิจหนึ่ง: ทำความปรารถนาอย่างหนึ่งให้กับคนแรกที่พบในโลกนี้”

“สถานะภารกิจ: ยังไม่สำเร็จ”

หลังจากที่หลี่หลิงอ่านข้อความนี้จบ หน้าจอโปร่งแสงก็หายไปเอง

เธอยืนนิ่งงัน

ทำไมกัน?

ทำไมภารกิจของ “เทพ” ถึงปรากฏอยู่บนกำไลวงนี้?

ไม่ใช่ว่ากำไลนี้มาจากเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวเหรอ?

หรือว่าเป็น “เทพ” ใช้กำไลนี้เป็นช่องทางส่งภารกิจมาให้? หรือจริงๆ แล้วพวกมนุษย์ต่างดาวนั่นแหละที่แกล้งทำตัวเป็นเทพ?

“แกรก” เสียงเบาๆ ดังขึ้นเมื่อประตูห้องพักผู้ป่วยถูกเปิดออก

หลี่หลิงสะดุ้ง หันขวับไปมอง เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตูห้อง

ซางเสี่ยวจวินเปิดประตูเข้ามา เห็นเด็กสาวที่เขาอุ้มมาส่งห้องฉุกเฉินเมื่อวาน ตอนนี้ตื่นแล้ว กำลังยืนอยู่ที่หน้าต่างเท้าเปล่าอยู่

พอได้ยินเสียงเปิดประตู แล้วเด็กสาวหันกลับมา

คิ้วเรียวเรียบ แววตาสีดำบริสุทธิ์ราวกับอัญมณี ดั้งจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อผุดผ่อง ผิวขาวใสจนเหมือนจะเปล่งประกาย ในแสงแดดยามเช้าอ่อนๆ ที่ลอดผ่านหน้าต่าง ใบหน้าของเธอดูเหมือนจะเรืองแสงสีขาวเบาๆ...งดงามราวกับเทพธิดา

เสื้อคนไข้สีฟ้าอ่อนที่ซางเสี่ยวจวินเห็นมานับไม่ถ้วน กลับกลายเป็นแฟชั่นระดับไฮเอนด์เมื่ออยู่บนตัวเธอ ราวกับเป็นชุดบนเวทีแฟชั่นโชว์ที่นักออกแบบชื่อดังกำลังนำเสนอ

ในจักรวรรดิใหญ่ต้าเสิน ผู้หญิงอายุสิบหกควรจะอยู่ในอ้อมกอดพ่อแม่ ได้ใส่กระโปรงเจ้าหญิงตามที่ใจปรารถนา แล้วก็...ไม่มีใครกล้าขัดใจเลยสักคน

แต่เด็กสาวตรงหน้า ใบหน้าเล็กๆ เท่าฝ่ามือกลับเต็มไปด้วยความตกใจ เหมือนลูกสัตว์น้อยที่พลัดหลงจากรัง มองไปรอบๆ อย่างตื่นกลัวไม่มีใครดูแล เด็กน่ารักขนาดนี้...กลับมีคนใจร้ายทำร้ายเธอได้ลงคอ

ซางเสี่ยวจวินนึกถึงผลตรวจเมื่อวาน…แล้วพบสารพิษสี่ชนิดในร่างกาย เขาถอนหายใจเบาๆ ไม่รู้ว่าเธอเจออะไรมาบ้าง เด็กอายุเท่านี้ กลับไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัว เป็นคนไร้ตัวตนในระบบ

เขาเดินเข้าไปใกล้เธออย่างช้าๆ กลัวว่าจะทำให้เธอตกใจ แล้วพูดด้วยเสียงอ่อนโยน

“เด็กน้อย ฉันคือเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำโรงพยาบาลนี้ เธอรู้สึกผิดปกติตรงไหนบ้างหรือเปล่า?”

หลี่หลิงมองชายหนุ่มตรงหน้าที่เดินเข้ามา สีหน้าเขาดูเป็นห่วงเธอ แต่สิ่งที่เขาพูดออกมานั้น...เธอฟังไม่รู้เรื่องเลย!

หลี่หลิงขมวดคิ้ว รู้สึกลำบากใจ

“ฉัน...ฟังไม่รู้เรื่อง ที่คุณพูดมานั้น ฉันไม่เข้าใจเลยสักนิด”

พอเห็นท่าทางสับสนและภาษาแปลกๆ ที่เด็กสาวพูดออกมา ซางเสี่ยวจวินก็พอจะเดาได้ทันที แน่ล่ะ ไม่ใช่คนจากดาวเคราะห์ของพวกเขาแน่ๆ

เขาทำงานในโรงพยาบาลมาก็นาน เคยได้ยินเจ้าหน้าที่เก่าๆ พูดว่าบางทีคนที่หลบหนีจากคดีอาจจะปลอมตัวเข้ามาที่ห้องฉุกเฉินแล้วถูกจับในที่สุด แต่เขาไม่เคยได้ยินว่าคนไข้ไม่มีตัวตนมาก่อน

ภาษาที่เด็กสาวพูดก็ไม่คุ้นเลย ไม่รู้ว่าเธอมาจากดาวไหนในมณฑลไห่หยูกันแน่

ซางเสี่ยวจวินหยิบหูฟังสำรองออกจากเสื้อ เป็นลูกปัดเล็กๆ ทรงหยดน้ำ

เขายิ้มให้หลี่หลิง แล้วแปะลูกปัดนั้นไว้ที่ติ่งหูของเธอ

หลี่หลิงไม่ทันตั้งตัวกับการกระทำของเขา จึงไม่ได้หลบ แต่ทันทีที่หูฟังติดกับหู เธอกลับฟังภาษาของเขาเข้าใจได้ทันที!

“เด็กน้อย ฉันเป็นพยาบาลประจำโรงพยาบาลนี้ เธอรู้สึกผิดปกติตรงไหนบ้างหรือเปล่า?”

หลี่หลิงตกใจเล็กน้อย เธอยกมือขึ้นแตะลูกปัดเล็กๆ ที่ติ่งหู

อะไรน่ะ? ของชิ้นเล็กแค่นี้แปลภาษาได้ด้วยเหรอ!?

หลี่หลิงลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดตอบ:

“ฉัน...รู้สึกดีมากค่ะ ร่างกายสบายมาก ที่นี่คือที่ไหนเหรอคะ?”

ซางเสี่ยวจวินยิ้ม

“ที่นี่คือโรงพยาบาลกลาง เขตสิบสอง ดาวกวนซาน เมืองฟางจู้ มณฑลไห่หยู แล้วเธอล่ะเด็กน้อย เธอชื่ออะไร แล้วมาจากที่ไหนกัน?”

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายฟังภาษาของเธอเข้าใจแล้ว หลี่หลิงก็มั่นใจว่าลูกปัดที่หูเธอคือเครื่องแปลภาษา และมั่นใจว่านี่คือโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี

ในโลกใบนี้ เธอไม่รู้ว่าเทพนั่นจัดเตรียมตัวตนอะไรให้เธอหรือเปล่า?

เธอไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีตัวตนในระบบของโลกนี้หรือไม่ ทุกอย่างยังใหม่หมด

ในสถานที่แปลกตาแบบนี้ หลี่หลิงระวังตัวเต็มที่ เธอตอบแบบอัตโนมัติทันทีโดยไม่อยากใช้ชื่อจริง “หลี่จิ้งจิ้งได้ตายไปแล้ว” หลี่หลิงคิด แล้วพูดออกไป

“ฉันชื่อว่าหลี่เถียวเถียว”

“หลี่เถียวเถียว?” ซางเสี่ยวจวินเลิกคิ้ว “ชื่อนี้...ค่อยข้างมีเอกลักษณ์นะ”

ชื่อที่ดูมีชีวิตชีวาแบบนี้ ตัดกับบุคลิกที่อ่อนหวานเรียบร้อยของเธอโดยสิ้นเชิง!

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 57 เด็กสาวกับคุณลุง

หลี่หลิงไม่ได้สนใจความเห็นของซางเสี่ยวจวินที่มีต่อชื่อ "หลี่เถียวเถียว" ของเธอเลย เธอนึกถึงเทพลึกลับคนนั้นขึ้นมา…ถ้าในอนาคตเธอต้องเดินทางข้ามไปยังโลกต่างๆ เพื่อทำภารกิจจริงๆ แล้วล่ะก็ ใช้นามแฝงแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

เอาจริงๆ สำหรับหลี่หลิง เธอไม่ใช่คนของโลกวันสิ้นโลกนั่นอยู่แล้ว ไม่ได้มีอะไรผูกพันที่นั่นเลย ถ้าเธอสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกไฮเทคแบบนี้ได้ ก็คงดีกว่าการต้องใช้ชีวิตหนีซอมบี้ทุกวันเป็นไหนๆ

แต่...ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังอยากกลับไปอยู่ดี เธอยังต้องล้างแค้นให้กับเฉียนอี้เหนียงและคนอื่นๆ

ความแค้นกับความเจ็บปวด มันไม่ใช่อะไรที่แค่พูดว่า "ให้อภัย" หรือ "เข้าใจ" แล้วจะจบได้ คนที่เคยเจ็บปวดเท่านั้นถึงจะเข้าใจ…แม้ในวันหนึ่งเธอจะมีชีวิตที่สุขสงบ แต่หนามที่เคยปักอยู่ในใจ มันจะกลายเป็นแผลเป็น ไม่เจ็บแล้วก็จริง แต่...มันจะอยู่กับเธอไปตลอดชีวิต

ความรู้สึกเย็นชืดจากศพของเฉียนอี้เหนียงยังคงเหมือนแผ่ซ่านอยู่บนปลายนิ้ว หลี่หลิงที่กำลังโกรธแค้นแทบจะคลั่ง ไม่มีทางมีความสุขอยู่ในโลกนี้ได้หรอก

เธอจะต้องกลับไปให้ได้! ต้องแก้แค้นให้ได้! ต้องเป็นคนลงมือแทงอันซื่อให้ตายกับมือ!

ดังนั้น ก่อนหน้านั้น เธอจะต้องทำภารกิจของ “เทพ” ให้สำเร็จเสียก่อน

สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือ นี่มันโลกแบบไหนกันแน่? แล้วเป้าหมายของภารกิจล่ะ?

หลี่หลิงถามขึ้นว่า

“คุณพอจะรู้ไหมคะ ว่าใครเป็นคนเจอฉันคนแรก?”

พอได้ยินคำถาม ซางเสี่ยวจวินยิ้มเล็กน้อย เขาชี้มาที่ตัวเอง

“เป็นฉันนี่แหละ ฉันเจอเธออยู่แถวๆ หน้าห้องฉุกเฉิน ตอนนั้นอาการของเธอโคม่า หากช้ากว่านี้อีกนิด...เกรงว่า...โชคดีที่ท่านอยู่ใกล้ห้องฉุกเฉินนั่นแหละ”

“เป็นคุณ...” คนตรงหน้าเธอเองนี่แหละคือเป้าหมายของภารกิจ

ชายหนุ่มตรงหน้า ตัวสูงโปร่ง ผิวขาวจัด มีผมสีดำ ดวงตาสีดำ จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาลึก ดูมีโครงหน้าแบบชัดเจน หล่อเหลาและสุภาพเรียบร้อย ดูไปดูมาก็เหมือนกับภาพ “ลูกครึ่ง” ในหัวของหลี่หลิงเลย

“ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้ค่ะ คุณพอจะบอกชื่อของคุณได้ไหมคะ?”

พอพูดจบ หลี่หลิงก็รู้สึกแอบขมในใจเบาๆ ตั้งแต่ข้ามมิติมา เธอเอาแต่ต้องให้คนอื่นช่วยตลอด ช่างน่าสมเพชชะมัด

พอเห็นแววตาหม่นๆ ของเด็กสาวตรงหน้า ซางเสี่ยวจวินก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ทั้งยังอดไม่ได้ที่จะสงสาร เขาเอามือล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบเอาบุหรี่ไฟฟ้าขึ้นมาหมุนเล่นตามนิสัย

“ได้สิ ฉันชื่อว่าซางเสี่ยวจวิน”

“ซางเสี่ยวจวิน...” หลี่หลิงก้มหน้านิดๆ แล้วพึมพำทวนชื่ออีกฝ่ายเบาๆ

ซางเสี่ยวจวินเดินเข้ามาใกล้อีกหน่อย

“เมื่อวานเธอเพิ่งเข้าห้องฉุกเฉินมา ควรพักผ่อนให้มากหน่อย” เขาชี้ไปที่เตียงขาวลอยได้

“นั่งลงพูดกันเถอะ”

หลี่หลิงพยักหน้าแล้วนั่งลงตรงขอบเตียง

ซางเสี่ยวจวินยื่นน้ำให้เธอหนึ่งแก้ว

“หลี่เถียวเถียว ฉันไม่ได้คิดจะละเมิดความเป็นส่วนตัวของเธอหรอกนะ เพียงแต่ในฐานะพยาบาล มีบางอย่างที่ฉันจำเป็นต้องถามเธอ”

“ค่ะ”

“เธอมีเงินหรือเปล่า?”

หลี่หลิงแทบพ่นน้ำออกมา เธอไออยู่หลายที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองเขาอย่างตกตะลึง

ซางเสี่ยวจวินยักไหล่

“เธอก็เข้าใจอยู่ใช่ไหม ตอนเธอถูกส่งมาที่โรงพยาบาล อาการของเธอเข้าขั้นวิกฤตแล้ว เราไม่มีทางเลือก เลยจำเป็นต้องส่งเธอเข้าห้องฉุกเฉินโดยด่วน ห้องฉุกเฉินน่ะ...ราคาไม่ได้ถูกๆ เลยนะ”

สีหน้าหลี่หลิงซีดลงในทันที

เข้าใจ? เข้าใจพ่องสิ!

จู่ๆ เธอก็รู้สึกไม่พอใจ "เทพ" นั่นขึ้นมาทันที ในเมื่อพาเธอข้ามมิติได้ ทำไมไม่จัดตัวตนให้พร้อมหน่อย อย่างน้อยก็ให้เงินติดตัวมาบ้างก็ยังดี!

นี่ขนาดรอดตายกลับมาได้แท้ๆ ยังจะต้องเป็นหนี้อีกเหรอ?

แล้วถ้าจ่ายไม่ได้ ต้องติดคุกไหม?

เมื่อวานก็แย่ วันนี้ก็แย่ พรุ่งนี้ก็คงแย่ไม่แพ้กัน ไหนว่านี่คือโชคของคนข้ามมิติ ไหนคือพลังพิเศษประจำตัวล่ะ!?

ซางเสี่ยวจวินเห็นเธอนิ่งเงียบ ใบหน้าซีดขาว ก็เดาออกได้ทันทีว่า…เธอไม่มีเงินแน่ๆ

“เธออย่าเพิ่งกังวลไป” เขาเผลอยิ้มออกมาอย่างใจดี

“ฉันจะช่วยเธอวิเคราะห์สถานการณ์ให้เอง”

หลี่หลิงพยักหน้า ชายหนุ่มคนนี้ดูน่าไว้ใจจริงๆ แล้วคำว่า "น่าไว้ใจ" นั่นเองที่ทำให้ภาพของเลี่ยลั่วในวินาทีสุดท้ายก่อนตายผุดขึ้นในหัว ภาพที่เขาทั้งร้องไห้ทั้งกระอักเลือด บอกให้เธอหนีไปซ้ำๆ

หลี่หลิงเม้มปากแน่น ดวงตาเริ่มแดง

“อ๊ะๆๆ อย่าร้องนะ!” ซางเสี่ยวจวินรีบพูดอย่างลนลาน

“ก็แค่เรื่องเงินเอง จะไปซีเรียสอะไรกัน! ฉันช่วยเธอเอง!”

แต่ทันทีที่พูดจบ เขาก็เริ่มอยากตบปากตัวเอง...เพราะเขาเองก็ไม่มีปัญญาจ่ายเหมือนกัน!

ห้องฉุกเฉินที่ว่ากันว่าสามารถรักษาคนไข้ขั้นโคม่าระดับจักรวาลได้นั้น ไม่ใช่แค่ฟังก์ชันที่เวอร์ ราคาก็เวอร์ด้วย!

เขาเองก็แค่หนุ่มโสดเพิ่งทำงานได้ปีกว่า ไม่มีครอบครัว ไม่มีหนี้สิน แต่ก็ไม่มีเงินเก็บสักเท่าไหร่ จะมีก็แค่เงินพอประทังชีวิต กับน้ำเกลือฟรีๆ เท่านั้นแหละ!

หลี่หลิงมองเขาอย่างพูดไม่ออก ในโลกไฮเทคแบบนี้ ถ้าเป็นหนี้จะเป็นยังไงนะ? เธอว่าเธอพูดให้น้อยไว้จะดีกว่า พูดมากก็ผิดมาก

ดวงตากลมโตใสแจ๋วคู่นั้นมองเขาอย่างบริสุทธิ์จนซางเสี่ยวจวินพูดอะไรกลับไม่ได้เลย สีหน้าที่เครียดเมื่อครู่ค่อยๆ คลายลง เขาถอนหายใจเบาๆ ก่อนพูดเสียงนุ่ม

“ฉันจะช่วยเธออย่างสุดความสามารถเลย”

หลี่หลิงคิดอยู่พักนึงก่อนถาม

“แล้ว...ต้องใช้เงินเท่าไหร่คะ?”

ซางเสี่ยวจวินนั่งลงข้างๆ เธอ

“เมื่อคืนตอนเธอเข้ามา เราใช้เครื่องตรวจภายใน ห้องปลูกเซลล์ใหม่ แล้วก็ยาผสมแก้พิษสี่ขวด เพราะร่างกายของเธออ่อนแอเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันก็แย่ พอใช้เครื่องฟื้นฟูแล้วร่างกายรับไม่ไหว เราเลยต้องใช้สารอาหารระดับสูงช่วยพยุงไว้ ราคาส่วนอื่นไม่เท่าไร แต่ค่ายาหมอฉุกเฉินกับสารอาหารพิเศษนั่น...แพงมาก”

เขาหยุดไปแป๊บนึงก่อนพูดต่อ

“เพราะเธอไม่มีตัวตนในระบบ ไม่มีส่วนลดหรือสิทธิพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น ยอดรวมประมาณ...ห้าหมื่นสองพันเหรียญดวงดาว”

ถึงจะไม่รู้ว่า "เหรียญดวงดาว" คืออะไร แต่ฟังจากน้ำเสียงจริงจังแบบนี้ มันก็คงเป็นเงินมหาศาลแน่ๆ

ซางเสี่ยวจวินเห็นเธอนิ่ง เลยถามต่อ

“หลี่เถียวเถียว เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ เธอมีผู้ปกครองทางพันธุกรรม หรือผู้ดูแลคนอื่นอยู่บ้างหรือเปล่า?”

หลี่หลิงส่ายหัว ในเมื่อเขาบอกว่าเธอเป็นคน "ไร้ตัวตน" ก็แสดงว่า "เทพ" นั่นไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้เธอเลย เธอแค่ข้ามมิติมาเฉยๆ

ซางเสี่ยวจวินเผลออุทาน

“แล้วตลอดมาเธออยู่คนเดียวได้ยังไงเนี่ย! เธอยังเป็นผู้เยาว์อยู่เลยนะ!”

ก็อก ก็อก ก็อก!

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น

ซางเสี่ยวจวินหันหลังลุกขึ้น หลี่หลิงก็หันตามไปดู เห็นหญิงสาวสองคนในชุดสูทแดงยืนอยู่หน้าประตู

พวกเธอเดินเข้ามาในห้อง แล้วพยักหน้าให้ซางเสี่ยวจวินคนละที จากนั้น หนึ่งในนั้นก็เดินตรงมาหาหลี่หลิงแล้วยิ้มอ่อน

“เด็กน้อย ยินดีที่ได้รู้จักนะ พวกเรามาจากหน่วยงานคุ้มครองเยาวชน เรามาดูว่าพอจะช่วยเหลืออะไรเธอได้บ้าง”

หลี่หลิงหันไปมองซางเสี่ยวจวินด้วยสีหน้ามึนงง

เห็นสายตาไว้ใจแบบนั้น ซางเสี่ยวจวินก็ยิ้มตอบ

“หลี่เถียวเถียว ไม่ต้องกังวลไปนะ พวกเขาแค่จะถามคำถามเล็กน้อย ตอบตามจริงก็พอแล้วล่ะ”

“เธอชื่อหลี่เถียวเถียวเหรอจ๊ะ? ชื่อที่น่ารักจังเลย” หญิงสาวคนนั้นพูดอย่างอ่อนโยน

“คืออย่างนี้นะ เมื่อวานเธอเข้ามารักษาที่โรงพยาบาล ทางเราพบว่าเธอไม่มีเอกสารยืนยันตัวตน จึงอยากจะขอถามว่า...ในวันข้างหน้า เธอมีแผนจะทำอะไรหรือเปล่า?”

ในโลกนี้...เธอจะมีแผนอะไร?

หลี่หลิงคิดแค่เพียงวินาทีเดียว ก่อนชี้ไปที่ซางเสี่ยวจวิน

“ฉันจะอยู่กับเขาค่ะ!”

เด็กสาววัยเพียงสิบหก บอกว่าจะอยู่กับชายวัยสามสิบกลางๆ เนี่ยนะ?!

หญิงสาวในชุดแดงทั้งสองคนยืดตัวตรงแล้วหันขวับมามองซางเสี่ยวจวินพร้อมกัน สีหน้าเย็นเฉ๊ยบลงในทันที...

…………………………………………………………………………………………………………………………………

บทที่ 58 ภารกิจเริ่มต้น

อยู่ๆ ก็โดนสองสายตาเย็นเฉียบจ้องใส่แบบนี้ ซางเสี่ยวจวินก็เกือบจะเชื่อแล้วว่าตัวเองเป็นลุงหื่นโรคจิตที่หลอกเด็กสาวผู้เยาว์จริงๆ!

เขาหัวเราะแห้งๆ อย่างจนใจ รีบอธิบายให้สองสาวฟังว่าเพิ่งเจอเด็กสาวคนนี้เป็นครั้งแรกเมื่อคืนนี้เอง

สองสาวสบตากันแวบหนึ่ง ก่อนคนหนึ่งจะพูดขึ้นว่า

“อาจจะเป็นอาการ ‘ติดผู้ช่วยชีวิต’ ก็เป็นได้...”

อีกคนพยักหน้า

“หรือไม่ก็ ‘ความไว้ใจจากการช่วยชีวิต’ น่ะ”

หนึ่งในสองสาวโน้มตัวลง ยิ้มบางๆ อย่างอ่อนโยน

“หลี่เถียวเถียว เธอแน่ใจใช่ไหมที่ตัดสินใจแบบนี้ ว่าจะให้บุรุษพยาบาลคนนี้เป็นผู้ปกครองของเธอ? ถึงเขาจะมีการงานมั่นคงแล้วก็เป็นพลเมืองที่ดี แต่เขาก็ยังเป็นชายโสด ทางเราขอเสนอให้เธอลองเลือกคู่สามีภรรยาที่มีฐานะดีก็ได้ หรือไม่ก็ไปอยู่กับเราก็ได้ เราจะส่งเธอเข้าเรียนทันที”

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันจะอยู่กับเขาเท่านั้น”

คำตอบที่เด็ดขาดของหลี่หลิงทำให้ซางเสี่ยวจวินรู้สึกทั้งตื้นตันทั้งสับสน การที่ถูกเด็กสาวคนหนึ่งเชื่อใจแบบไม่มีเงื่อนไขแบบนี้ ทำให้เขารู้สึกอึ้งไปพักใหญ่

แต่พอคิดถึงการที่ต้องมีอีกคนเข้ามาในชีวิตกะทันหัน เขาก็ยังไม่แน่ใจว่าจะรับมือไหวไหม

หญิงสาวหันมาถามซางเสี่ยวจวิน

“แน่นอน เราเคารพการตัดสินใจของทุกคน หากหลี่เถียวเถียวเลือกคุณเป็นผู้ปกครอง ถ้าอย่างนั้น...คุณยินดีจะรับเธอไว้หรือเปล่า?”

“ผม...”

ซางเสี่ยวจวินมีสีหน้าลำบากใจ…เขารู้สึกทั้งสงสารทั้งอยากช่วยเหลือเด็กสาวคนนี้ก็จริง แต่ให้รับเลี้ยงดูจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องเบาเลย

เด็กสาวอายุแค่สิบหก แม้จะปล่อยให้อยู่แบบอิสระก็ยังต้องมีภาระทางกฎหมายและความรับผิดชอบมากมาย

ช่วยเงินกับเอากลับบ้านดูแล มันต่างกันมากนะ!

เขามองแววตาเว้าวอนของหลี่หลิง แล้วหันหน้าหนีไป

“ผมยังไม่พร้อมจะรับผิดชอบดูแลใคร ผมขอปฏิเสธครับ”

คำตอบของซางเสี่ยวจวินทำให้หลี่หลิงรู้สึกผิดหวังจนแอบคิดว่า อยากจะลองใช้วิธีงอแง อ้อนวอนหรือกลิ้งพื้นดูหน่อยเผื่อเขาจะใจอ่อน

หญิงสาวยิ้มอ่อน หันกลับมามองหลี่หลิง

“เห็นหรือเปล่า เขาเองก็ไม่สามารถเลี้ยงดูเธอได้ ถ้าอย่างนั้น...เธอจะเลือกผู้ปกครองอื่น หรือจะไปอยู่กับเราดี?”

หลี่หลิงนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะตอบ

“ฉันอยู่คนเดียวได้”

หญิงสาวยิ้ม เอื้อมมือมาลูบหัวเธอเบาๆ

“ฉันชอบเด็กสาวที่กล้าหาญแบบเธอนะ เราเคารพการตัดสินใจของเธอ แต่หากเธอเลือกอยู่ตัวคนเดียว ที่อยู่ของเธอจะอยู่ภายใต้การตรวจเยี่ยมลับของเจ้าหน้าที่ชุมชน หากพบความผิดปกติอะไร เราจะต้องนำตัวเธอส่งเข้าศูนย์ดูแล”

หลี่หลิงเงยหน้าขึ้น

“ฉันขออยู่ใกล้กับเขาได้ไหม?”

แน่นอนว่า “เขา” ก็คือซางเสี่ยวจวินนั่นแหละ

ซางเสี่ยวจวินรู้สึกหนักอึ้งกว่าเดิม…หลี่หลิงยังคงยืนยันอยากอยู่ใกล้เขา ทั้งที่เขาเพิ่งพูดปฏิเสธไปหมาดๆ มันยิ่งทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองใจร้ายเข้าไปใหญ่

หญิงสาวเลิกคิ้วยิ้มๆ

“เธอชอบเขาขนาดนั้นเลยเหรอ? เรื่องที่อยู่...มันไม่ใช่หน้าที่ของฉันโดยตรงหรอกนะ แต่ขอบอกเป็นการส่วนตัว หากในชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ยังมีห้องว่าง และเธอมีเงิน เธอก็สามารถย้ายเข้าไปได้เลย”

“ค่ะ” หลี่หลิงพยักหน้าเบาๆ

ไปแน่นอน เงินไม่มีแต่ใจพร้อมเต็มร้อย

“เอาล่ะ” หญิงสาวหยิบปากกาสีดำออกมา

“หลี่เถียวเถียว ในเมื่อเธอตัดสินใจแล้ว งันพวกเราขอเก็บข้อมูลสำหรับขึ้นทะเบียนประชากรบนดาวกวนซานหน่อยนะ ยื่นมือมาสิ เราจะทำการสแกนพันธุกรรมให้”

หลี่หลิงยื่นมือขวาออกไป

หญิงสาวใช้ปลายปากกาแตะเบาๆ ที่ปลายนิ้วนางของเธอ หยดเลือดเล็กๆ หยดหนึ่งก็เพียงพอ

“เรียบร้อยแล้ว หากเธอเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ ก็สามารถแจ้งขอผู้ปกครองหรือเข้าเรียนกับเราได้ทุกเมื่อ และหากมีเจ้าหน้าที่มาเยี่ยมบ้าน ก็อย่าได้ขัดขืนหรือปฏิเสธนะจ๊ะ”

หลี่หลิงพยักหน้า

หญิงสาวทั้งสองหันไปทักทายซางเสี่ยวจวินเบาๆ ก่อนจะเดินจากไป

หลี่หลิงหันไปถามซางเสี่ยวจวิน

“เป็นคนไร้ตัวตนแต่ได้สถานะพลเมืองง่ายขนาดนี้เลยเหรอคะ?”

ซางเสี่ยวจวินส่ายหน้า

“ธรรมดาน่ะไม่ง่ายหรอก พวกนั้นต้องใช้เวลาสังเกตการณ์อย่างน้อยสามปี แต่เธอน่ะต่างออกไป เธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงสามารถยื่นเรื่องได้ทันที”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง”

แล้วจู่ๆ เธอก็นึกถึงชายหนุ่มอีกคนที่ข้ามมิติมาพร้อมเธอ…อีกฝ่ายน่าจะเป็นผู้ใหญ่แล้วแน่ๆ ไม่รู้ว่าภารกิจของเขาไปถึงไหนแล้วนะ...

ซางเสี่ยวจวินเห็นเธอเหม่อลอยอยู่นาน ก็กลั้นใจถาม

“หลี่เถียวเถียว เธออยากจะอยู่กับฉันจริงๆ เหรอ?”

หลี่หลิงพยักหน้า

“ก็ได้!”

เขาถอนหายใจเบาๆ แต่ในน้ำเสียงกลับรู้สึกเบาขึ้น

เขาชี้ไปที่มุมห้อง

“เสื้อผ้าเธอวางอยู่ตรงนั้น แต่งตัวเถอะ เดี๋ยวฉันจะพาเธอออกไปข้างนอก”

“จะไปที่ไหนเหรอคะ?”

“แน่นอนว่าก็ต้องออกจากโรงพยาบาลก่อน ไปจัดการออกข้อมือ แล้วก็...กลับบ้าน”

“คุณจะเป็นผู้ปกครองของฉันแล้วใช่ไหมคะ?”

ซางเสี่ยวจวินหัวเราะเบาๆ สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“ฝันไปเถอะ อย่าได้หวังเลย! แต่ฉันจะเช่าห้องตรงข้ามของฉันไว้ให้เธออยู่ได้”

“เยี่ยมไปเลยค่ะ! คุณนี่เป็นคนดีจริงๆ เลยนะคะ!” หลี่หลิงยิ้มกว้างเต็มใบหน้า

“แล้ว...หนี้ค่ารักษาของฉันจะทำยังไงดีคะ?”

ซางเสี่ยวจวินยิ้ม

“ฉันเองก็จ่ายไม่ไหวหรอก แต่ฉันจะช่วยยื่นขอสินเชื่อให้ ส่วนเธอจะต้องชำระภายในสามปีหลังอายุยี่สิบห้าปี หากเลยกำหนด เธอจะถูกจำกัดการเคลื่อนไหว และต้องรับงานแรงงานบังคับ ส่วนตอนนี้เธอยังเป็นผู้เยาว์ ขอแค่ไม่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ชีวิตประจำวันก็ไม่มีผลกระทบอะไรหรอก”

“จริงเหรอคะ! โลกอนาคตนี่ไม่เข้มงวดเท่าที่ฉันคิดไว้เลย!”

ซางเสี่ยวจวินพยักหน้า แล้วเดินไปเปิดประตู

“แต่งตัวเถอะ ฉันจะรออยู่ข้างนอก”

หลี่หลิงยิ้มกว้างในใจ เธอสามารถ “เกาะติด” เป้าหมายภารกิจของเธอได้แล้ว ถือว่าเริ่มต้นได้สวย!

เธอรีบวิ่งไปเปิดตู้เสื้อผ้าตรงมุมห้อง เสื้อผ้าที่เคยใส่ตอนอยู่ในโลกวันสิ้นโลกถูกซักจนสะอาดเอี่ยม แม้แต่รองเท้าก็วางเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ

หลี่หลิงเปลี่ยนชุดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินตามซางเสี่ยวจวินออกไป

จากลิฟต์ความเร็วสูงที่พาเธอลงมาอย่างรวดเร็ว จนถึงหน้าประตูโรงพยาบาล ตลอดทางนั้น นอกจากพยาบาลไม่กี่คนที่รู้จักซางเสี่ยวจวินมาทักทาย ก็ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวสนใจในชุดโบราณที่เธอสวมอยู่เลย

แม้ทุกคนจะดูเฉยๆ แต่หลี่หลิงกลับรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อย แต่เธอก็เลือกที่จะสงสัยเงียบๆ อยู่ในใจเท่านั้น โดยไม่ได้ถามอะไรออกไป...

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 56-58

คัดลอกลิงก์แล้ว