- หน้าแรก
- ยอดทหารชายแดน ไข่ไก่แลกภรรยา
- บทที่ 15 - ว่าด้วยการปูนบำเหน็จรางวัล
บทที่ 15 - ว่าด้วยการปูนบำเหน็จรางวัล
บทที่ 15 - ว่าด้วยการปูนบำเหน็จรางวัล
บทที่ 15 - ว่าด้วยการปูนบำเหน็จรางวัล
หวงตงยังไม่ทันจะได้ออกเดินทาง เหล่าชาวบ้านหมู่บ้านฉางซิงที่เพิ่งรอดชีวิตจากหายนะ ก็พากันมาตามหาถึงที่นี่
หญิงชราผมขาวโพลนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำตา คุกเข่าคำนับหลินเฟิง "หญิงชราผู้นี้ขอขอบคุณบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านทหาร ช่วยเหลือชีวิตคนในครอบครัวของข้า!"
หากมิใช่เพราะพวกหลินเฟิงเข้าช่วยเหลือ ลูกชายและลูกสะใภ้ของหญิงชรา คงกลายเป็นผีเฝ้าดาบของพวกต๋าจื่อไปแล้ว
"ท่านผู้เฒ่ารีบลุกขึ้นเถิด ข้าหลินเฟิงมิอาจรับการคำนับอันยิ่งใหญ่ของท่านได้ ท่านทำเช่นนี้มิใช่ทำให้อายุข้าสั้นลงหรอกหรือ?"
หลินเฟิงรีบก้าวเข้าไปประคองหญิงชราให้ลุกขึ้น
ในยามนี้ ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ข้างๆ ก็กล่าวด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ: "พี่หลิน วันนี้พอได้ยินคนตะโกนว่าพวกต๋าจื่อมา ข้าก็นึกว่าหมู่บ้านฉางซิงจบสิ้นแล้ว! หากมิใช่ท่านเข้าช่วยเหลือ หมู่บ้านฉางซิงไม่รู้จะต้องตายไปกี่คน? เผลอๆ อาจจะเหมือนกับหมู่บ้านหย่งฉวนในอดีต ถูกพวกต๋าจื่อสังหารจนสิ้น!"
วินาทีต่อมา ผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านก็ถือไม้เท้า ค่อยๆ เดินฝ่าฝูงชนออกมา
ท่าทางของเขาดูทุลักทุเลอยู่บ้าง เสื้อผ้าไม่เรียบร้อย บนศีรษะและใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นผง
"ท่านทหารน้อยหลิน พวกท่านคือผู้มีพระคุณอันยิ่งใหญ่ของหมู่บ้านฉางซิง! อย่าได้ปฏิเสธเลย!"
"หากไม่มีพวกท่าน หมู่บ้านฉางซิงในวันนี้จะต้องเลือดไหลนองเป็นสายน้ำ ไม่ว่าชายหญิงผู้เฒ่าหรือเด็กเล็ก เกรงว่าคงต้องตายจนหมดสิ้น!"
"ชาวบ้านหมู่บ้านฉางซิงทุกคน ขอขอบคุณบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านทหารน้อยทั้งสาม! บุญคุณนี้ชั่วชีวิตมิอาจลืมเลือน!"
พวกต๋าจื่อสังหารผู้คนล้างหมู่บ้านนั้นเป็นเรื่องปกติ แม้แต่เด็กพวกมันก็ไม่ละเว้น ช่างโหดเหี้ยมยิ่งกว่าอสรพิษเสียอีก!
เมื่อเห็นดังนั้น ชาวบ้านฉางซิงคนอื่นๆ ก็พากันคุกเข่าคำนับตามผู้เฒ่าประจำหมู่บ้าน
"ขอขอบคุณบุญคุณอันยิ่งใหญ่ของท่านทหารน้อยทั้งสาม! บุญคุณนี้ชั่วชีวิตมิอาจลืมเลือน!"
ผู้คนนับร้อยคุกเข่าลงไปเป็นทิวแถว
โหวอู่รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเล็กน้อย พึมพำว่า: "ท่านทหาร? พวกเราก็เป็นท่านทหารแล้วหรือ? ช่างองอาจยิ่งนัก!"
หลินเฟิงสูดหายใจเข้าลึกๆ คำนับตอบกลับไปเช่นกัน
"พวกข้าเป็นทหาร การพิทักษ์แคว้นคุ้มครองประชาถือเป็นหน้าที่โดยชอบ วันนี้ได้รับคำนับอันยิ่งใหญ่จากทุกท่าน หลินเฟิงรู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก หลินเฟิงขอรับรองต่อทุกท่านว่า ตราบใดที่ข้าหลินเฟิงยังอยู่ จะมิตยอมให้พวกต๋าจื่อมารังแกหมู่บ้านฉางซิงได้อีกเป็นอันขาด!"
น้ำเสียงของหลินเฟิงดังกังวาน ปลุกเร้าใจ ผู้เฒ่าซ่างหลิว รวมถึงชาวบ้านทั้งชายหญิงผู้เฒ่าเด็กเล็กต่างก็ฟังจนน้ำตาไหลพราก
กี่ปีแล้ว? หมู่บ้านฉางซิงของพวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดผวา ในที่สุดก็มีคนที่ยอมใช้ชีวิตเข้าปกป้องพวกเขาเสียที
ชั่วขณะนั้น เสียงแห่งความซาบซึ้งใจก็ดังกึกก้องไม่ขาดสาย
หลินเฟิงประคองผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านและผู้อาวุโสอีกหลายท่านให้ลุกขึ้น พลางตะโกนเสียงดัง: "พวกต๋าจื่อเข้ามารังควานหมู่บ้าน หลายบ้านประสบภัย ทุกท่านจงแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ ช่วยกันเก็บกวาดจัดการ อย่าได้มัวเสียเวลากับพิธีรีตองเหล่านี้เลย"
หลินเฟิงเกลี้ยกล่อมอยู่นาน ในที่สุดก็สามารถโน้มน้าวให้ชาวบ้านแยกย้ายกันไปได้
จากนั้น ก็ต้องเสียแรงไปอีกพักใหญ่ หลินเฟิงและคนอื่นๆ จึงสามารถรวบรวมของที่ริบมาได้มากองไว้รวมกัน
ณ หอสังเกตการณ์ กองไฟลุกโชนอย่างแรง เสียงแตกดังเปรี๊ยะๆ สะท้อนใบหน้าของเหล่าทหารบ้านที่ตื่นเต้นระคนหวาดผวา
"พี่น้องที่เข้าร่วมรบในคืนนี้ พวกเจ้าทุกคนล้วนสู้ตาย ของที่ริบมาได้ย่อมมีส่วนแบ่งให้ทุกคน!"
หลินเฟิงคัดแยกเศษเงินออกมาจากซากศพของอนารยชนเป่ยหมานทั้งห้า แบ่งออกเป็นส่วนๆ แล้วมอบให้พวกเขา
หวงตงมีสีหน้าละอายใจ กล่าวว่า: "พี่หลิน พวกข้าเพียงแค่ช่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น นี่มัน... รับไว้ละอายใจยิ่งนัก"
หวงตงหวนนึกถึงคำพูดเยาะเย้ยหลินเฟิงที่ตนเองเคยพูดไว้ ใบหน้าก็ร้อนผ่าวราวกับถูกไฟลวก
หลินเฟิงยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า: "กฎของกองทัพหนิงหยวนเรา มีผิดต้องลงโทษ มีคุณต้องตอบแทน"
"หากไม่มีพวกเจ้าออกแรง ข้าคนเดียวก็ยากจะสังหารพวกต๋าจื่อได้ อย่างไรเล่า? หรือว่าพวกเจ้าดูแคลนข้า?"
หวงตงและคนอื่นๆ ได้ยินดังนั้น ก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธ
เขานับถือหลินเฟิงแทบตาย จะไปดูแคลนได้อย่างไร?
"เงินไม่มากนัก ทุกคนได้ส่วนแบ่งประมาณคนละสองตำลึง มา รับไป!"
หลินเฟิงดึงมือของหวงตง แล้วยัดเงินใส่มือเขา
เหล่าทหารบ้านคนอื่นๆ เมื่อได้รับเงินรางวัล ใบหน้าก็ล้วนเผยรอยยิ้มยินดี
"พี่ใหญ่หลิน เมื่อก่อนข้าคิดว่ากองทัพหนิงหยวนก็คงงั้นๆ สู้พวกเป่ยหมานไม่ได้ วันนี้ข้าได้ประจักษ์แล้ว ท่านช่างเก่งกาจยิ่งนัก!"
"ใช่ๆๆ ท่านแทงดาบยาวนั่นทีเดียว อนารยชนเป่ยหมานก็ตาย! สะใจยิ่งนัก!"
"พี่ใหญ่หลิน พวกข้าก็อยากเป็นทหาร ท่านดูว่าพวกข้าพอจะเป็นได้หรือไม่?"
...
หมู่บ้านฉางซิงตั้งอยู่ชายแดน ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก เงินสองตำลึงนั้นเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายของครอบครัวสามคนได้หลายเดือน
ในใจของพวกเขามีความแค้นต่ออนารยชนเป่ยหมาน ที่เมื่อก่อนไม่เข้าร่วมกองทัพก็เพราะกลัว กลัวว่าจะสู้พวกต๋าจื่อไม่ได้ และก็กลัวว่าจะถูกหลอกไปเป็นโล่เนื้อ
แต่บัดนี้เมื่อได้เห็นหลินเฟิงเป็นเช่นนี้ ต่างก็พากันเกิดความคิดที่จะเป็นทหารขึ้นมา
หลินเฟิงเผยรอยยิ้มอันอบอุ่น กล่าวว่า: "คิดจะเข้าร่วมกองทัพพิทักษ์แคว้นคุ้มครองประชาถือเป็นเรื่องดี แต่ว่าเรื่องนี้คงต้องรอข้ากลับไปที่ค่ายทหาร รายงานต่อท่านนายพันเสียก่อน ถึงจะดำเนินการตามขั้นตอนได้"
อย่างไรเสีย การเกณฑ์ทหารในกองทัพก็มิใช่เรื่องเล็ก เขาหลินเฟิงเป็นเพียงทหารเลวคนหนึ่งมิอาจตัดสินใจได้
หยุดไปครู่หนึ่ง หลินเฟิงก็หยิบเงินแท่งสองก้อนขึ้นมาตามใจชอบ
เงินแท่งสองก้อนนี้มีคุณภาพเป็นเลิศ บริสุทธิ์ยิ่งนัก มูลค่าของมันย่อมสูงกว่าเศษเงินที่มีน้ำหนักเท่ากันอยู่บ้าง
"ในหมู่บ้านมีหกครอบครัวที่ถูกพวกต๋าจื่อสังหาร เงินแท่งสองก้อนนี้ข้าจะแบ่งออกเป็นหกส่วน"
พูดพลาง หลินเฟิงก็ชักดาบออกมาตัดแบ่งเงินแท่งอย่างเฉียบขาด
"รออีกสักครู่ให้ท่านผู้เฒ่าซ่างหลิวมา ก็จะมอบให้เขา ให้เขาเป็นธุระจัดการงานศพให้ทั้งหกครอบครัวนั้น เมื่อมีเงินเหล่านี้แล้ว ครอบครัวของพวกเขาก็พอจะมีที่พึ่งพิงบ้าง"
หวงตงนัยน์ตาแดงก่ำ กล่าวอย่างซาบซึ้งใจ: "ข้าขอเป็นตัวแทนชาวบ้านในหมู่บ้านที่ประสบภัยจากพวกต๋าจื่อ ขอบคุณพี่ใหญ่หลิน!"
ชาวบ้านชายแดนถูกอนารยชนเป่ยหมานรังแก นั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำ ราชสำนักมีกฎหมาย ว่าจะมอบเงินชดเชยให้แก่ครอบครัวชาวบ้านชายแดนที่ประสบภัย
ทว่า กรมการคลังแห่งเหลียวตง (เหลียวตงปู้เจิ้งสื่อซือ) นั้นยากจนข้นแค้น อย่าว่าแต่จะมอบเงินชดเชยให้ชาวบ้านชายแดนเลย แม้แต่เงินเดือนของขุนนางในศาลากลางก็ยังถูกค้างจ่ายอยู่เป็นประจำ จะมีปัญญาไปดูแลชาวบ้านชายแดนได้อย่างไร?
ดังนั้น ชาวบ้านชายแดนเมื่อประสบภัยจากพวกต๋าจื่อ ก็มักจะต้องกัดฟันกล้ำกลืนเอง ถือว่าตนเองโชคร้ายไป
หวงตงขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า รับเงินไปพร้อมกับเหล่าทหารบ้าน แล้วจึงแยกย้ายกันไป ช่วยผู้เฒ่าประจำหมู่บ้านเก็บกวาดความเสียหายในหมู่บ้าน
รอจนกระทั่งพวกหวงตงเดินไปไกลแล้ว โหวอู่ก็อดที่จะพึมพำเสียงเบาไม่ได้: "พี่ใหญ่หลิน เงินท่านก็ให้ชาวบ้านไปหมดแล้ว พวกเรามิได้สิ่งใดเลย ข้ายังคิดว่าจะเก็บเงินไปซื้อเครื่องประดับให้ภรรยาข้าเสียหน่อย!"
หลินเฟิงยิ้มพลางด่า: "ตาจ้องแต่เงินเลยใช่หรือไม่? ดูนั่น อาวุธของพวกต๋าจื่อ เกราะ และยังมีเงินรางวัลจากการสังหารพวกต๋าจื่อ ล้วนเป็นของพวกเรา!"
โหวอู่เกาศีรษะ กล่าวว่า: "พี่ใหญ่หลิน อาวุธ เกราะหนัง ล้วนต้องส่งมอบให้กองทัพ แลกเป็นเงินรางวัลก็ได้เพียงน้อยนิด ข้า... ข้าก็แค่อยากจะหาเงินเพิ่มอีกหน่อย"
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันอยู่ ไขว่เสียงที่อยู่ข้างๆ ก็เขยิบเข้ามา จ้องมองอาวุธของพวกต๋าจื่อในมือของหลินเฟิงด้วยความสนใจ
ลูกตาทั้งสองข้างของเขาจับจ้องไปที่อาวุธ ไม่แม้แต่จะกะพริบตา
"ไขว่เสียง เจ้ามองอันใดรึ?"
หลินเฟิงยื่นมือไปโบกผ่านหน้าไขว่เสียง
"พี่หลิน อาวุธของพวกต๋าจื่อมันแปลกๆ!"
ไขว่เสียงเป็นคนพูดน้อย เอาแต่ทำตามคำสั่งของหลินเฟิง แต่บัดนี้กลับดูราวกับมีชีวิตชีวาขึ้นมาในทันใด
หลินเฟิงเหลือบมองดาบยาวที่พวกต๋าจื่อใช้ พลิกซ้ายดูขวาดู
"แปลกตรงใด? ดาบยาวของพวกต๋าจื่อมีอันใดแตกต่างหรือ?"
ไขว่เสียงส่ายหน้า ยื่นมือไปลูบไล้คมดาบยาว เลือดที่ยังเช็ดไม่สะอาดพลันเปรอะเปื้อนเต็มมือเขา
คราวนี้ไขว่เสียงแน่ใจแล้ว กล่าวอย่างหนักแน่น: "ไม่ผิดแน่ อาวุธชุดนี้ของพวกต๋าจื่อ ไหลออกมาจากภายในด่าน!"
หืม? หลินเฟิงตกใจ มองดูดาบยาว: "ไขว่เสียง เจ้าแน่ใจหรือ?"
"แน่ใจ บ้านข้าเป็นช่างฝีมือมาห้าชั่วอายุคน ข้าคุ้นเคยกับการตีอาวุธเป็นอย่างดี ทักษะการตีเหล็กเช่นนี้ อนารยชนเป่ยหมานไม่มีทางทำได้"
ไขว่เสียงยกดาบยาวของอนารยชนเป่ยหมานขึ้น ส่องดูกับแสงไฟอย่างละเอียด
"พี่หลินท่านดู ทักษะการตีเหล็กของต้าเฉียนเรา บริเวณลายบนคมดาบจะมีลายจากการทบ ทั้งละเอียดและยาวเหยียด แต่อนารยชนนอกด่านกลับเป็นลายเส้นไหล"
"โอ้?"
หลินเฟิงขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปยังอาวุธของอนารยชนเป่ยหมาน พลางถาม: "จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าพวกเป่ยหมานพัฒนาทักษะการตีเหล็กของตนเอง?"
ไขว่เสียงส่ายหน้า พลางชี้นิ้วไปยังตำแหน่งที่ชุบแข็งของอาวุธ
"เป็นไปไม่ได้ แนวชุบแข็งบนอาวุธของต้าเฉียนเราจะมีลายคลื่นที่ชัดเจน พวกอนารยชนไม่มีแนวชุบแข็ง จะมีก็เพียงลายเมฆมัวๆ เท่านั้น"
"พ่อข้าบอกว่า ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเหมืองแร่เหล็กของพวกเป่ยหมานอยู่ที่เหอเท่า มีสิ่งเจือปนมาก ทั้งยังใช้มูลม้าในการชุบเย็น ทักษะจึงหยาบช้า"
เมื่อไขว่เสียงพูดถึงเรื่องการหลอมดาบ ก็พลันพูดจาคล่องแคล่วขึ้นมาทันที
"อีกอย่าง ทักษะการตีเหล็กของอนารยชนเป่ยหมานนั้นหยาบกระด้าง ดังนั้นบริเวณที่โค้งงอของดาบจึงจะหนาและหนักกว่า เพื่อรับประกันความแข็งแกร่งและความเหนียวของดาบยาว"
"มีเพียงทักษะการตีเหล็กภายในแคว้นต้าเฉียนของเราเท่านั้น ที่จะรับประกันได้ว่ารอยต่อของเหล็กกล้าที่ประกบกันนั้นมิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ว่า ชายแดนห้ามมิให้เหล็กไหลออกไปภายนอกโดยเด็ดขาด พวกต๋าจื่อไปได้มันมาได้อย่างไร?"
โหวอู่สูดหายใจเข้าลึก พึมพำ: "สวรรค์ช่วย! มีคนกล้านำอาวุธไปขายให้พวกอนารยชนเป่ยหมานรึ? ไม่กลัวตายหรือไร?!"
หลินเฟิงชั่งน้ำหนักดาบยาวในมือ ลูกตาพลันกลอกไปมา กล่าวว่า: "เรื่องนี้พวกเจ้าอย่าเพิ่งพูดออกไป มิเช่นนั้นจะเป็นการชักไฟเผาตัว"
สาเหตุที่เหล็กไหลออกไปภายนอก หลินเฟิงหลับตาก็ยังเดาออก: ลักลอบขนส่ง!
ทุกยุคทุกสมัย ชายแดนล้วนมีการควบคุมเกลือและเหล็กอย่างเข้มงวด ด้วยเหตุนี้จึงก่อให้เกิดธุรกิจลักลอบขนส่งเกลือและเหล็กที่ทำกำไรมหาศาล
ที่มีชื่อเสียงที่สุด ก็คือพ่อค้าแห่งจิ้นในปลายราชวงศ์หมิง เพื่อเงินทองแล้ว แม้แต่ประเทศก็ยังขายได้
ในราชวงศ์ต้าเฉียน ผู้ที่สามารถลักลอบขนส่งเกลือและเหล็กผ่านชายแดนได้ เบื้องหลังย่อมต้องมีอิทธิพลคับฟ้า
ทหารเลวตัวเล็กๆ เช่นพวกเขาสามคนในสายตาของคนเหล่านั้น ก็ไม่ต่างอันใดกับมดปลวก มิอาจไปยุ่งเกี่ยวได้
โหวอู่และไขว่เสียงพยักหน้า แสดงว่าพวกเขารู้ว่าเรื่องใดหนักเบา จะไม่แพร่งพรายออกไปโดยเด็ดขาด
ทั้งสามคนลงมือตรวจนับของที่ริบมาได้ ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม (ประมาณ 30 นาที)
"ตึกๆๆ..."
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาจากไกล หวงตงรีบร้อนกลับมา ไปแล้วก็กลับมาอีก
"พี่หลิน แย่แล้ว นอกหมู่บ้านมีทหารม้ามาอีก! มีประมาณสิบกว่านาย!"
"อันใดนะ?!"
หลินเฟิงพลันตื่นตัวในทันที คว้าอาวุธแล้วทะยานขึ้นไปยังหอสังเกตการณ์ในไม่กี่ก้าว
หลินเฟิงทอดสายตามองออกไป ภายใต้เงาราตรี ทหารม้าสิบกว่านายกำลังควบม้าใกล้เข้ามายังหมู่บ้านจริงๆ
น่าเสียดายที่แสงสลัวเกินไป มิอาจแยกแยะรูปพรรณสัณฐานที่แท้จริงของพวกเขาได้
"เสี่ยวอู่ ไขว่เสียง เตรียมต่อสู้!"
ปฏิกิริยาแรกของหลินเฟิง ก็คือพรรคพวกของพวกต๋าจื่อกลุ่มนั้นมาตามหาคน
หากเป็นอนารยชนเป่ยหมานสิบกว่านายจริงๆ การจะกำจัดพวกมัน ย่อมยากกว่าการรับมือกับห้าคนนั้นมากนัก
คืนนี้เกรงว่าคงจะเป็นการรบอันดุเดือดเสียแล้ว!