- หน้าแรก
- การฟื้นฟูเรกิ ผมแข็งแกร่งขึ้นได้ ก็เพราะหัวล้านเนี่ยแหละ
- บทที่ 20 หลี่อวิ๋นจือจอมหยิ่งยโส
บทที่ 20 หลี่อวิ๋นจือจอมหยิ่งยโส
บทที่ 20 หลี่อวิ๋นจือจอมหยิ่งยโส
บทที่ 20 หลี่อวิ๋นจือจอมหยิ่งยโส
โฮก!
เสียงคำรามมังกรดังกึกก้องสะเทือนขุนเขาและป่าไม้ ต้นไม้สั่นไหว นกกาและสัตว์น้อยใหญ่แตกตื่นหนีตายจ้าละหวั่น
ฉินเฟิงนั่งขัดสมาธิบนก้อนหิน ปราณมังกรโลหิตลอยเด่นอยู่เหนือศีรษะ พลังแห่งขอบเขตเลือดปราณที่น่าสะพรึงกลัวหมุนวนรอบกายเขา
ครู่ต่อมา ปราณมังกรโลหิตก็ค่อยๆ เลือนหายไป
ฉินเฟิงลุกขึ้นยืน ดวงตาฉายแววปิติยินดีอย่างปิดไม่มิด
ในที่สุดเขาก็ทะลวงสู่จุดสูงสุดของขอบเขตเลือดปราณและควบแน่น 'พลังมังกรเทพ' ที่เป็นตำนานได้สำเร็จ
ผู้ที่สามารถควบแน่นพลังมังกรเทพได้ ล้วนเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงในแต่ละพื้นที่
พ่อของเขา ฉินเจิ้นเทียน ก็เป็นหนึ่งในผู้ที่ฟ้าประทานพรให้สามารถควบแน่นพลังมังกรเทพได้ถึงสองตน
"สักวันหนึ่ง ผมจะก้าวข้ามพ่อให้ได้"
แววตาของฉินเฟิงฉายความมุ่งมั่น
ด้วยเหตุผลบางประการ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับพ่อไม่ค่อยจะสู้ดีนัก
ฉินเจิ้นเทียนไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา คิดว่าเขาไร้พรสวรรค์ทางวรยุทธ์ ชาตินี้คงไม่มีความสำเร็จอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน จึงไม่เคยใส่ใจเขาเท่าที่ควร
ฉินเฟิงเองก็เป็นคนหัวแข็ง เขาต้องการการยอมรับจากพ่อมาตลอด และถึงขั้นมีความทะเยอทะยานที่จะก้าวข้ามพ่อของตนเองให้ได้ในอนาคต
เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้ เขาฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งมาตลอดหลายปี
ไม่ว่าจะเสี่ยงชีวิตเข้าไปในส่วนลึกของเทือกเขาซู่ หรือก่อนหน้านี้ที่ยอมก้มหัวขอร้องให้ราชาอสูรหลายตนรับเป็นศิษย์ ล้วนเป็นเพราะเขาต้องการก้าวข้ามฉินเจิ้นเทียน ผู้เป็นพ่อ
แต่ด้วยพรสวรรค์ที่จำกัด ในวัยยี่สิบห้าปี เขาควบแน่นได้เพียงเจ็ดแรงคชสาร ซึ่งถือว่าห่างชั้นกับเหล่าอัจฉริยะรุ่นเดียวกันมากโข
ในอดีต เขาเคยมองไม่เห็นความหวัง
แต่ตอนนี้มันต่างออกไป
ตราบใดที่เขาเกาะขาของเย่เสี่ยวฝานไว้แน่น ความสำเร็จในอนาคตของเขาย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
ฉินเฟิงเข้าใจแล้วว่า การกระทำของเจ้าหมาดำก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นความตั้งใจของมัน
เขาเก็บกดความคับแค้นใจมานานหลายปี และความโกรธเกรี้ยวเมื่อครู่นี้ ก็ช่วยให้เขาได้ระบายมันออกมาจนหมดสิ้น
อาจเรียกได้ว่าเหตุการณ์ก่อนหน้านี้คือชนวนจุดระเบิด
หากไม่ใช่เพราะเหตุนั้น เขาคงต้องเก็บกดความรู้สึกนี้ต่อไป ซึ่งย่อมส่งผลเสียต่อการฝึกตนอย่างไม่ต้องสงสัย
นอกจากพรสวรรค์แล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ก็คือสภาวะจิตใจ
"ขอบคุณครับท่านอาจารย์"
ฉินเฟิงกล่าวขอบคุณเจ้าหมาดำในใจอย่างเงียบงัน
...
ในลานบ้านเล็กๆ ขณะที่เย่เสี่ยวฝานกำลังจะทำอาหาร เขาพบว่าเกลือหมดพอดี
เขาถอดผ้ากันเปื้อนออก เตรียมจะออกไปซื้อเกลือสักสองสามถุง
ทันทีที่เปิดประตู เขาก็เห็นคนสองคนกำลังเดินเข้ามาจากไม่ไกลนัก
คนหนึ่งคือเย่เสี่ยวหม่าน ส่วนอีกคนเป็นผู้หญิงวัยประมาณสามสิบปี
ดูจากการแต่งตัว เธอน่าจะเป็นอาจารย์
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูอย่างรวดเร็ว เย่เสี่ยวฝานถามด้วยความสงสัย "เสี่ยวหม่าน นี่ใครเหรอ?"
เย่เสี่ยวหม่านแนะนำ "พี่คะ นี่คืออาจารย์หลี่จากโรงเรียนหนูค่ะ"
เย่เสี่ยวฝานพยักหน้า ยื่นมือออกไปทักทายอย่างเป็นกันเอง หญิงสาวขมวดคิ้วเรียวสวยเล็กน้อย แต่ก็ยื่นมือออกมาจับมือเย่เสี่ยวฝานตามมารยาท
"เสี่ยวหม่าน พาอาจารย์หลี่เข้าไปนั่งข้างในก่อนนะ เดี๋ยวพี่ไปซื้อเกลือก่อน"
พูดจบ เย่เสี่ยวฝานก็รีบวิ่งออกไปทันที
คิ้วของหลี่อวิ๋นจือขมวดมุ่นอีกครั้ง แววตาแฝงความดูถูกเหยียดหยามวูบหนึ่ง
อย่างที่คิดไว้ เขาเป็นแค่ปุถุชนธรรมดา คนละโลกกับผู้ฝึกยุทธ์โดยสิ้นเชิง
ถ้าไม่ใช่เพราะเย่เสี่ยวหม่าน เธอคงไม่ลดตัวมาที่นี่แน่ๆ
"อาจารย์หลี่คะ พี่ชายหนูก็เป็นแบบนี้แหละค่ะ ชอบทำอะไรลุกลี้ลุกลน อย่าถือสาเขาเลยนะคะ"
เย่เสี่ยวหม่านยิ้มขอโทษ ก่อนจะเชิญหลี่อวิ๋นจือเข้าไปในลานบ้าน
สายตาของหลี่อวิ๋นจือกวาดมองไปรอบลานบ้าน แววตาฉายความรังเกียจอย่างชัดเจน เธอหันไปถามเย่เสี่ยวหม่านว่า "เสี่ยวหม่าน เธออยู่ในที่แบบนี้เหรอ?"
เย่เสี่ยวหม่านพยักหน้า "ใช่ค่ะ หนูอยู่กับพี่ที่นี่มาตลอด"
หลี่อวิ๋นจือถามอีกครั้ง "เสี่ยวหม่าน เธอจะไม่ลองพิจารณาเรื่องนั้นดูจริงๆ เหรอ? แค่เธอตกลง ตระกูลหลี่ของฉันจะให้เธอย้ายไปอยู่คฤหาสน์หรูทันที พร้อมคนรับใช้คอยดูแลเรื่องชีวิตประจำวัน เธอจะได้มุ่งเน้นการฝึกตนได้อย่างเต็มที่"
เย่เสี่ยวหม่านส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด "อาจารย์หลี่ ขอบคุณในความหวังดีนะคะ แต่หนูจะไม่ทิ้งพี่ชายค่ะ"
หลี่อวิ๋นจือกล่าวอย่างจริงจัง "เสี่ยวหม่าน ด้วยพรสวรรค์ของเธอ ความสำเร็จในอนาคตของเธอต้องไม่ธรรมดาแน่ พี่ชายเธอเป็นแค่คนธรรมดา พวกเธอถูกกำหนดมาให้อยู่คนละโลกกัน"
"แค่เธอตกลงเข้าร่วมตระกูลหลี่ของฉัน เรายินดีจ่ายเงินให้พี่ชายเธอย้ายออกจากที่นี่ และหางานดีๆ ให้ทำ ให้เขาใช้ชีวิตสุขสบายไปตลอดชีวิต"
เย่เสี่ยวหม่านยังคงส่ายหน้า "ไม่ค่ะอาจารย์หลี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หนูจะไม่ทิ้งพี่ชายเด็ดขาด"
สีหน้าของหลี่อวิ๋นจือดูไม่พอใจเล็กน้อย เธอพยายามเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง "เสี่ยวหม่าน ลองคิดดูให้ดีอีกทีนะ ถ้าตัดสินใจได้เมื่อไหร่ ก็มาหาฉันได้ตลอดเวลา"
พูดจบ เธอก็ลุกขึ้นเตรียมจะกลับ
"อาจารย์หลี่คะ ทานข้าวเย็นด้วยกันก่อนสิคะ" เย่เสี่ยวหม่านพยายามรั้ง
หลี่อวิ๋นจือยิ้ม "ไม่ล่ะ ฉันยังมีธุระ ไว้มาวันหลังแล้วกัน"
ทันทีที่หันหลังกลับ แววตารังเกียจก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
เธอยอมอดตายดีกว่าต้องมากินข้าวในที่สลัมแบบนี้
ราชาอสูรทั้งสี่จ้องมองแผ่นหลังของหลี่อวิ๋นจือด้วยสายตาเย็นชา ประกายสังหารวูบผ่านดวงตาของเจ้าหมาดำ
ไม่นานนัก เย่เสี่ยวฝานก็กลับมา
"อ้าว เสี่ยวหม่าน อาจารย์หลี่ของเธอไปไหนแล้วล่ะ?" เขาถามด้วยความสงสัย
"อาจารย์หลี่มีธุระค่ะ เลยกลับไปแล้ว"
หลังจากเย่เสี่ยวหม่านอธิบาย เธอก็หันหลังเดินกลับเข้าห้องไป
เย่เสี่ยวฝานแปลกใจเล็กน้อย พลางคิดว่า วันนี้ยัยหนูนี่เป็นอะไรไปนะ? ดูเหมือนจะมีเรื่องกังวลใจ
เขาไม่ได้คิดอะไรมาก จึงเดินเข้าครัวไปทำอาหารต่อ
ภายในห้อง เย่เสี่ยวหม่านนอนแผ่อยู่บนเตียง เหม่อมองเพดานอย่างว่างเปล่า
นับตั้งแต่เธอทะลวงพลังสี่แรงคชสารได้ในเวลาอันสั้น ก็ดึงดูดความสนใจจากเบื้องบนของโรงเรียนทันที
หลายคนพยายามยื่นไมไมตรีจิตมาให้เธอ
หลี่อวิ๋นจือก็เป็นหนึ่งในนั้น
คนเหล่านี้ต่างสัญญาว่าจะมอบผลประโยชน์มากมายมหาศาล เพื่อแลกกับการดึงตัวเธอไปเข้าร่วมขุมกำลังของตน
พูดตามตรง เย่เสี่ยวหม่านก็มีหวั่นไหวบ้าง
เธอรู้ดีว่า หากต้องการเดินบนเส้นทางสายผู้ฝึกยุทธ์ต่อไป จำเป็นต้องมีแรงสนับสนุนจากขุมกำลังต่างๆ
มิเช่นนั้น การพึ่งพาเพียงการฝึกฝนอย่างยากลำบากด้วยตัวคนเดียวนั้นเป็นเรื่องยากมาก
แต่เมื่อเธอเสนอเงื่อนไขว่าจะพาพี่ชายไปด้วย ขุมกำลังส่วนใหญ่กลับไม่เต็มใจ
ไม่ใช่ว่าพวกเขาเลี้ยงดูคนธรรมดาเพิ่มอีกคนไม่ไหว
แต่เหตุผลหลักคือ การมีอยู่ของเย่เสี่ยวฝานอาจส่งผลกระทบต่อการฝึกตนของเย่เสี่ยวหม่าน
ขุมกำลังเหล่านี้ต้องการให้เย่เสี่ยวหม่านตัดขาดทางโลกและมุ่งเน้นแต่การฝึกตนเพียงอย่างเดียว
แน่นอนว่าเย่เสี่ยวหม่านปฏิเสธทันควัน
ความสัมพันธ์ของเธอกับเย่เสี่ยวฝานนั้นแน่นแฟ้นเกินกว่าจะยอมแยกจากกันด้วยเหตุผลพรรค์นี้
แต่เป็นเพราะเรื่องนี้เอง ที่ทำให้เธอรู้สึกสับสนและหวาดกลัวลึกๆ ในใจ
เพราะคนพวกนั้นบอกเธอว่า ผู้ฝึกยุทธ์สามารถมีอายุยืนยาวได้หลายร้อยปี หรืออาจนานกว่านั้น แต่คนธรรมดามีอายุขัยเพียงแค่ร้อยปี
ไม่ว่าเธอจะเต็มใจหรือไม่ วันแห่งการพลัดพรากก็ต้องมาถึงในสักวัน
เด็กสาวไม่เคยคิดเรื่องนี้มาก่อน แต่พอถูกคนพวกนั้นทักท้วง ความตื่นตระหนกและความสับสนก็ก่อตัวขึ้นในใจ
"พี่คะ หนูจะไม่ทิ้งพี่ไปไหนหรอก"
ในที่สุด เด็กสาวก็สลัดความฟุ้งซ่านในใจทิ้งไป แววตามุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวปรากฏขึ้นแทนที่
...
วันรุ่งขึ้น หลังจากเย่เสี่ยวหม่านไปโรงเรียน เย่เสี่ยวฝานตั้งใจจะออกไปเดินเล่น
แต่ทันทีที่เปิดประตู เขาก็เจอกับอาจารย์หลี่คนเมื่อวาน
"อ้าว นี่อาจารย์หลี่ไม่ใช่เหรอครับ? มาทำอะไรที่นี่เหรอครับ?"
เย่เสี่ยวฝานทำหน้าสงสัย พร้อมกับเชื้อเชิญอีกฝ่ายเข้ามาในลานบ้าน
หลี่อวิ๋นจือส่ายหน้าอย่างเย็นชา "ไม่จำเป็นต้องเข้าไปหรอก ฉันมาที่นี่เพราะมีเรื่องจะพูดกับคุณสักสองสามคำ"
เย่เสี่ยวฝานถามด้วยความแปลกใจ "เรื่องอะไรครับ? หรือว่ายัยหนูเสี่ยวหม่านได้รับคำชมที่โรงเรียน?"
"ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ยัยหนูนั่นเก่งกว่าผมเยอะเลย"
หลี่อวิ๋นจือพูดแทรกขึ้นมาขัดจังหวะการพร่ำเพ้อของเย่เสี่ยวฝาน "ไม่ใช่ค่ะ เป็นเรื่องอื่น"
...