เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 - คนเราจะเอามาเปรียบเทียบกันได้หรือ

บทที่ 37 - คนเราจะเอามาเปรียบเทียบกันได้หรือ

บทที่ 37 - คนเราจะเอามาเปรียบเทียบกันได้หรือ


บทที่ 37 - คนเราจะเอามาเปรียบเทียบกันได้หรือ

จี้หยวนไม่ได้พูดอะไร ที่มาของ "ระฆังทองคุ้มกายพยัคฆ์คำราม" อธิบายยาก

แผนภาพมรรคาแห่งฟ้าดินคือทุนรอนสำคัญในการมีชีวิตอยู่ และเป็นที่พึ่งเดียวของเขา จะให้แพร่งพรายออกไปสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้

ดังนั้นลั่วอวี่เจินที่ดูเหมือนลูกเศรษฐีปัญญาอ่อน จึงเหมาะที่สุดที่จะเอามาเป็นเกราะบังหน้า

ด้วยนิสัยของเว่ยหยาง คงไม่บากหน้าไปถามเจ้าตัวหรอกว่าจริงหรือไม่

"ขอบคุณครูฝึกเว่ยที่ให้ความสำคัญ จี้หยวนซาบซึ้งใจยิ่งนัก ไม่รู้จะตอบแทนยังไงดี"

จี้หยวนประสานมือพูดอย่างจริงจัง

นี่เป็นคำพูดจากใจ

ตั้งแต่มาจุติในโลกใบนี้

คนที่ไว้ใจได้จริงๆ มีแค่สองคนเท่านั้น

หนึ่งคือจี้เฉิงจง ความก้าวหน้าในการฝึกภายในของเขาเกี่ยวข้องกับยาบำรุงและอาหารที่อาสองส่งมาให้อย่างมาก

อีกอย่าง ความห่วงใยและความผูกพันทางสายเลือดแบบนั้นเสแสร้งกันไม่ได้

แม้เขาจะไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่ก็สัมผัสได้

สองคือครูฝึกเว่ย อีกฝ่ายให้คำชี้แนะในการฝึกยุทธ์มากมาย ถึงขนาดยอมติดหนี้บุญคุณเพื่อไปขอให้เฉิงไป่ฮู่แห่งกองปราบฝ่ายเหนือช่วยคุ้มครองเขา

บุญคุณนี้เขาจดจำไว้ในใจเสมอมา

"โลกโหดร้าย ใจคนยากหยั่งถึง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่เจอคนดีๆ ที่ช่วยเติมความอบอุ่นให้ชีวิต"

จี้หยวนรำพึงในใจ

เว่ยหยางลากเก้าอี้เตี้ยมานั่ง ฟังแล้วก็เลิกคิ้วชี้ชันราวกับเทพทวารบาลหน้าดำ ดุว่า

"พูดจาเพ้อเจ้ออะไร? เจ้าคิดว่าข้าเหมือนพวกผู้ดีตระกูลลั่วที่ชอบเล่นบทผู้มีพระคุณหวังผลตอบแทนหรือไง?

พวกเรามันคนหัวอกเดียวกันที่ต้องดิ้นรนในโคลนตม เพื่อปากท้อง เพื่อความก้าวหน้า ถึงได้มาฝึกยุทธ์ฝึกวิชา เดินบนเส้นทางที่ต้องเคี่ยวกรำตัวเองแบบนี้!

ข้าต้องการให้เจ้าตอบแทนอะไร? วันนั้นที่เจ้ายื่นป้ายชื่อเข้าสำนักฝึกยุทธ์ ข้าก็ตกใจแทบแย่ ไม่ใช่คนของตระกูลเย่ว์กั๋วกง และไม่ใช่คนของตระกูลหยางอู่โหว!

จี้จิ่วหลางจากเหลียวตง ลูกหลานทหารชั้นผู้น้อย ชาติตระกูลต่ำต้อยยิ่งกว่าพวกบัณฑิตยากจนเสียอีก กลับกล้าเดินเข้าสำนักฝึกยุทธ์! ตกลงว่าเป็นคนบ้าบิ่นหรือพวกไม่รู้ความกันแน่?"

เว่ยหยางถอนหายใจยาว ด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ แล้วพูดต่อ

"ต่อมาเห็นเจ้าถอนเสาทองแดงพันชั่งได้ พลังและกระดูกยุทธ์ล้วนเป็นเลิศ ข้าถึงได้นึกเสียดายความสามารถ เลยยื่นมือเข้าช่วย

จิ่วหลาง เจ้าคงไม่รู้ สิบเก้าปีมาแล้ว ประตูสำนักฝึกยุทธ์ทั้งสามสิบหกแห่งในเมืองหลวง ไม่เคยมีคนรากหญ้าก้าวเข้ามาได้สักคน

ต่อให้มีลูกหลานคนจนที่ใจกล้าอยากจะสู้เพื่ออนาคต สุดท้ายก็ต้องถูกหามออกไป

ทำไมกัน? ทำไมพวกเราที่ไม่มีชาติตระกูลต้องไปเป็นทหารเลว ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้พวกเชื้อสายขุนนางทหาร เพื่อให้พวกมันกอบโกยความดีความชอบ?

พอพวกมันกลับจากชายแดนมาเมืองหลวง ก็จะมีคนคอยป่าวประกาศสร้างชื่อเสียงให้ ว่า 'เก่งทั้งบุ๋นและบู๊' บ้างล่ะ 'เชี่ยวชาญพิชัยสงคราม' บ้างล่ะ 'มีปณิธานกู้โลก' บ้างล่ะ...

ถุย! ถ้าไม่มียาบำรุงและยาเม็ดวิเศษคอยหนุน ถ้าไม่มีทหารเลวคอยสู้ตายถวายชีวิต พวกมันจะเป็นส้นตีนอะไรได้! ก็แค่พวกนั่งกินนอนกินบนความสำเร็จคนอื่นเท่านั้นแหละ!"

จี้หยวนหน้ากระตุก นึกไม่ถึงว่าครูฝึกเว่ยจะเป็นพวกหัวรุนแรงรุ่นเดอะ ที่มีความไม่พอใจต่อเหล่าขุนนางในราชสำนักขนาดนี้

โชคดีที่ทั้งคู่ไม่ได้ดื่มเหล้า ไม่งั้นเขาคงกลัวว่าอีกฝ่ายจะยิ่งพูดยิ่งมัน จนสุดท้ายเผลอแต่งกลอนกบฏออกมา

แบบนั้นคงงานเข้าแน่

มองจากมุมนี้ ก็พอจะเห็นรอยร้าวความขัดแย้งระหว่างคนจนรากหญ้ากับพวกเชื้อสายขุนนางทหาร ที่รุนแรงจนยากจะประสาน

"สรุปง่ายๆ คือ ราชสำนักกดดันท้องถิ่น รวบรวมวิชาวรยุทธ์ทั่วหล้าเข้าสู่ศูนย์กลาง เพื่อป้องกันไม่ให้จอมยุทธ์ใช้วิชาก่อเหตุละเมิดกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันก็ปิดกั้นเส้นทางเติบโตของนักบู๊ส่วนหนึ่งไปด้วย...

คิดให้ลึกไปกว่านั้น ราชสำนักทุ่มงบประมาณทหารมหาศาลทุกปี เพื่อผลักดันพรมแดนเก้าหัวเมืองออกไป จริงๆ แล้วมันคือการลดจำนวนประชากรทางอ้อม"

จี้หยวนแววตาไหววูบ ความคิดดำดิ่งลึกซึ้ง

แต่เขาก็รีบตัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านี้ทิ้งไป

โลกใบนี้มีทั้งภพคนเป็นและภพคนตาย มีวรยุทธ์สายเลือดลมปราณ จะเอาความเข้าใจจากชาติก่อนมาใช้ดื้อๆ ไม่ได้

ไม่ต้องพูดเรื่องอื่น แค่นักปราชญ์ศักดิ์สิทธิ์ที่เก็บตัวเงียบในวังหลวงมานาน ยี่สิบปีก่อนก็เป็นถึงจอมยุทธ์ระดับปรมาจารย์สูงสุดแล้ว

ขาดอีกเพียงเส้นยาแดงผ่าแปดก็จะทะลวงสู่ขอบเขตอิทธิฤทธิ์ เทียบเคียงเซียนและพุทธะ

"ผู้กุมอำนาจทั่วหล้า เป็นถึงเจ้าเหนือหัวของโลกมนุษย์ มุมมองต่อทวีปเสวียนที่ท่านเห็นอาจจะไม่เหมือนกับข้า

ช่างเถอะ ฟ้าถล่มก็มีคนตัวสูงคอยค้ำไว้

ราชวงศ์จิ่งยืนหยัดมาหกสิบปี ดวงเมืองกำลังรุ่งโรจน์ดุจดวงตะวันเที่ยงวัน คงไม่ตกต่ำลงเร็วนักหรอก"

จี้หยวนคิดในใจ แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย

เว่ยหยางเองก็รู้ตัวว่าพูดมากไป เพราะจิ่วหลางทำงานในกองปราบฝ่ายเหนือ

ถ้าเปลี่ยนเป็นนายกองร้อยถือสมุดบัญชีอายุขัยมานั่งฟัง คงจดชื่อเขาลงบัญชีดำไปแล้ว

"ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เมื่อวานเจ้าเอาชนะหยางซิวในการสอบยิงธนูได้ นับว่าหน้าบานมาก ลูกบุญธรรมของเหลียงกั๋วกงคนนั้นปกติหยิ่งยโสโอหัง ไม่ค่อยได้เจอกับความพ่ายแพ้ขนาดนี้ คงจำฝังใจแน่

การทดสอบขี่ม้าและการประลองบนเวทีหลังจากนี้ เขาคงพุ่งเป้ามาที่เจ้าแน่"

จี้หยวนสีหน้าเรียบเฉย พูดเรียบๆ ว่า

"ข้าฝึกหกอวัยวะกลวงแล้ว อีกไม่เกินสิบวันมั่นใจว่าจะฝึกจนสมบูรณ์แบบ ก้าวเข้าสู่ระดับ 'เสพกลืนลมปราณ' ถึงตอนนั้นถ้าต้องลงมือจริงๆ ใครแพ้ใครชนะยังบอกไม่ได้หรอก"

เมื่อก่อนเพราะระดับวรยุทธ์ด้อยกว่าคนอื่น เลยยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีความกังวลเรื่องนั้นอีกแล้ว

ครูฝึกเว่ยพยักหน้า

"เจ้ามีความมั่นใจแบบนี้ก็ดี แต่หยางซิวเขาเรียนวิชา 'จับยึดมังกรพยัคฆ์' ของเหลียงกั๋วกงมา นั่นเป็นวิชาระดับสูง แถมยังเป็นระดับท็อปสุดยอด เน้นการบิดเส้นเอ็นหักกระดูก ตัดมือตัดเท้า อำมหิตมาก

จิ่วหลางเจ้าอย่าได้ประมาทเขาเด็ดขาด ไม่งั้น... จะต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพง"

จี้หยวนพยักหน้ารับคำ

เขาเคยได้ยินลั่วอวี่เจินพูดถึงเรื่องหนึ่ง

หยางซิวเคยมีเรื่องกับนักบู๊ระดับเปิดชีพจรขั้นสอง ทั้งที่ระดับฝีมือห่างชั้นกันมาก แต่เขาก็ยอมแลกชีวิต ฉีกคอหอยคู่ต่อสู้จนขาด

ตั้งแต่นั้นมา ฉายา 'หมาบ้า' ก็แพร่สะพัดไปทั่ว

เห็นได้ชัดว่าเป็นคนดุร้ายขนาดไหน!

"เขาเป็นหมาป่า เจ้าเป็นพญาอินทรี ก็ต้องดูว่ากรงเล็บใครคมกว่า จิตใจใครเหี้ยมกว่า"

เว่ยหยางวางเนื้อตากแห้งในมือลง กางแขนที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามดั่งเหล็กหล่อออก ตั้งท่าเตรียมพร้อม

"มา! ให้ข้าดูหน่อยว่าเจ้าฝึกภายในไปถึงระดับไหนแล้ว? ปล่อยพลังมาให้เต็มที่เลย!"

จี้หยวนตาเป็นประกาย เข้าใจทันที

ครูฝึกเว่ยยอมเป็นกระสอบทรายมนุษย์ ให้เขาฝึกการออกแรง

ในสำนักฝึกยุทธ์นอกเมือง อาจารย์จะทำแบบนี้ก็ต่อเมื่อเจอกับศิษย์ที่จะสืบทอดวิชาจริงๆ เท่านั้น

ความแข็งแกร่งของกระบวนท่า อยู่ที่การออกแรง

นักบู๊ทุกคนตอนเริ่มฝึกหมัดมวย ก็เริ่มจากชกกระสอบทราย ชกหุ่นไม้ ควงทวนใหญ่กันทั้งนั้น

แต่พอถึงขั้นสูง ก็ต้องจับคู่ต่อสู้จริง เพื่อเรียนรู้วิธีการใช้แรง

ชาติก่อน จี้หยวนเคยอ่านเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง

ว่ากันว่าปรมาจารย์ไทเก๊ก หยางลู่ฉาน ตอนฝึกผลักมือ เคยจ้างชายฉกรรจ์ด้วยเงินหกเหรียญต่อเดือน เพื่อมาเป็นคู่ซ้อมให้เขาออกแรงใส่

แม้รากฐานของโลกสองใบจะต่างกัน แต่หลักการวรยุทธ์บางอย่างก็สื่อถึงกันได้

หลังจากฝึกภายนอกและภายในจนสมบูรณ์ ก้าวเข้าสู่ระดับเสพกลืนลมปราณ

ร่างกายจะเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้แต่ผิวหนังรูขุมขนก็ยังอัดแน่นไปด้วยพลัง

เคลื่อนไหวตามใจนึก ซัดคนกระเด็นไปไกลเป็นวา

ต้องถึงขั้นนี้เท่านั้น ถึงจะเรียกว่าก้าวเข้าสู่ประตูแห่งวรยุทธ์อย่างแท้จริง

สามารถลองควบแน่นชีพจรลมปราณ เพื่อทะลวงสู่ระดับที่สูงขึ้นไป

"งั้นก็ขอบคุณครูฝึกมาก"

จี้หยวนไม่มัวเกรงใจ ซัดหมัดร้อยก้าวออกไปทันที

กระแสอากาศรอบตัวระเบิดดัง "ปัง" พลังรุนแรงทะลวงผ่านแขน ราวกับทวนเล่มใหญ่แทงออกไปตรงๆ

ต่อให้เว่ยหยางจะมีเลือดลมเสื่อมถอย แต่เขาก็ยังเป็นนักบู๊ระดับผลัดเปลี่ยนโลหิตขั้นสาม ไม่มีทางที่ระดับฝึกภายในจะทำอันตรายได้

และก็เป็นจริงดั่งคาด แววตาเขาหดเล็กลง

ในขณะที่เลือดลมปะทุ กล้ามเนื้อหน้าอกก็นูนขึ้นทันตา แข็งแกร่งราวกับขดลวดเหล็กพันกัน

ตึง!

หมัดของจี้หยวนเหมือนทุบลงบนแผ่นเหล็ก แรงสะท้อนกลับทำเอาตัวเขาสั่นสะท้าน

เมื่อหมัดแรกไม่สำเร็จ เขาตัดสินใจใช้มือซ้ายฟันเป็นดาบ พุ่งเป้าไปที่ลูกกระเดือกทันที

วิชาระดับต่ำของกองปราบฝ่ายเหนือทั้งสองวิชา หมัดร้อยก้าวและฝ่ามือผ่าอากาศ ล้วนดัดแปลงมาจากวิชาทหารในสนามรบ

เน้นการเอาชีวิตเป็นหลัก!

เว่ยหยางสูดหายใจลึก ยกแขนขึ้นรับ แข็งแกร่งดั่งหอคอยเหล็ก กระแทกฝ่ามือดาบอันดุดันออกไป

การผลัดเปลี่ยนโลหิตของนักบู๊ คือกระบวนการลอกคราบอันยาวนาน

เป็นเหวที่กั้นขวางระหว่างคนธรรมดากับยอดคน!

ดังนั้น ทหารเสือเดนตายแห่งเก้าหัวเมืองชายแดน ล้วนเป็นระดับผลัดเปลี่ยนโลหิตทั้งสิ้น

พริบตาเดียว จี้หยวนรุกเร็วสิบกว่ากระบวนท่า งัดเอาวิชาจับยึดออกมาใช้ด้วย

แต่ทุกครั้งที่แตะถูกตัวเว่ยหยาง ก็จะรู้สึกเหมือนมีพลังบางอย่างไหลเวียนอยู่ทั่วร่างอีกฝ่าย คอยดีดสะท้อนเขาออกไป

การต่อสู้ดำเนินไปได้ราวสิบนาที จู่ๆ จี้หยวนก็เร่งเร้าลมปราณภายใน

เส้นเอ็นและกระดูกสั่นสะเทือนพร้อมกัน ส่งเสียงคำรามดั่งพยัคฆ์และสายฟ้า!

นิ้วทั้งห้ากำแน่นเป็นก้อน หมัดดั่งค้อนปอนด์ทุบลงกลางแสกหน้า!

วิชา "ระฆังทองคุ้มกายพยัคฆ์คำราม" ที่เพิ่งเรียนมา ถูกงัดออกมาใช้ทันที

คราวนี้ เว่ยหยางแววตาเคร่งขรึม เก็บสีหน้าผ่อนคลายเมื่อครู่ไปจนหมด

ลมปราณภายในถูกพ่นออกจากฝ่ามืออย่างรวดเร็วและรุนแรงดุจลูกธนู รับหมัดหนักหน่วงของจี้หยวนเอาไว้

ปัง!

ร่างของเว่ยหยางทรุดลงเล็กน้อย หยุดยั้งแรงปะทะไว้ได้

เอวและสะโพกมั่นคงดุจมังกรพยัคฆ์ นิ่งสนิทไม่ไหวติง

จี้หยวนแค่ครางในลำคอเบาๆ ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร

เสื้อเกราะเหล็ก + ระฆังทองคุ้มกาย + กระดูกเหล็กเส้นเอ็นกล้า

ร่างกายของเขาแข็งแกร่งทนทาน

อย่างน้อยระดับฝึกภายในก็ยากจะทำอันตรายเขาได้

จากนั้น เว่ยหยางก็ถามด้วยความประหลาดใจอย่างเหลือเชื่อว่า

"เจ้าเพิ่งฝึกหกอวัยวะกลวงได้ไม่นาน ทำไมถึงจับเคล็ดการเปลี่ยนแปลงของพลังอ่อนแข็งได้แล้ว?"

จี้หยวนเพียงแค่ยิ้ม "ระฆังทองคุ้มกายพยัคฆ์คำราม" เป็นวิชาระดับสูง

การฝึกห้าอวัยวะตันและหกอวัยวะกลวง การจับเคล็ดอ่อนแข็ง จะไปยากอะไร

แต่เว่ยหยางกลับไม่คิดแบบนั้น ใบหน้าเขาฉายแววซับซ้อน

คนเราจะเอามาเปรียบเทียบกันได้หรือนี่?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 37 - คนเราจะเอามาเปรียบเทียบกันได้หรือ

คัดลอกลิงก์แล้ว