- หน้าแรก
- จี้หยวน จอมราชันย์เปลี่ยนชะตา
- บทที่ 13 - ในสำนักฝึกยุทธ์ ไหนเลยจะมีคนยากไร้
บทที่ 13 - ในสำนักฝึกยุทธ์ ไหนเลยจะมีคนยากไร้
บทที่ 13 - ในสำนักฝึกยุทธ์ ไหนเลยจะมีคนยากไร้
บทที่ 13 - ในสำนักฝึกยุทธ์ ไหนเลยจะมีคนยากไร้
ย่านไท่อันตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองชั้นนอก ออกจากตรอกประตูทิศใต้ ข้ามสี่แยก แล้วเลี้ยวขวา
คฤหาสน์หลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ติดกับที่ทำการกองปราบห้าเมืองทิศตะวันออก ก็คือสำนักฝึกยุทธ์
ตลอดทางที่เดินมา จี้หยวนกินแหลก
ตั้งแต่เป็ดอบ ขาห่านดอง หมูสามชั้นลายเสือของภัตตาคารซ่างเต๋อ ไปจนถึงบะหมี่หนวดมังกร แกงจืดเลือดเป็ดตามร้านข้างทาง
ฟาดเรียบไปหลายคนเสิร์ฟ ถึงจะเติมเต็มกระเพาะ สงบความหิวโหยที่เกิดจากการโคจรลมปราณฝึกกายภายในลงได้
"ฝึกภายนอกเสริมกาย ฝึกภายในเสริมปราณ สองอย่างนี้เกื้อหนุนกัน ยิ่งร่างกายแข็งแกร่ง ผลของการฝึกหายใจก็ยิ่งดี"
จี้หยวนกัดขนมเปี๊ยะงาคำสุดท้าย กลั้วคอด้วยน้ำเปล่าอีกชาม
เขาเช็ดปาก ยืนอยู่ข้างแผงขายของกิน
ตรงนี้อยู่ตรงข้ามประตูใหญ่ของสำนักฝึกยุทธ์พอดิบพอดี รถเก๋งรถม้าวิ่งกันขวักไขว่ ปักธงตระกูลขุนนางแม่ทัพต่างๆ กันให้พรึ่บ
การสอบบู๊ครึ่งปีครั้งกำลังจะเริ่มขึ้นอีกแล้ว
เหล่าตระกูลขุนนางแม่ทัพย่อมไม่พลาด
ตำแหน่งผู้สอบบู๊ เป็นจุดเริ่มต้นที่เหมาะสมที่สุด
วันหน้าไม่ว่าจะไปประจำการชายแดน หรือส่งไปกินเมืองต่างจังหวัด
ภาษีดีกว่าคนอื่นเห็นๆ
"ไม่ได้เจอกันนานนะพี่เก้า วันนี้ทำไมมีอารมณ์มาเดินหาของกินแถวนี้ล่ะ?"
จี้หยวนพิงเสาโรงเตี๊ยมกันแดดกันฝน กำลังคิดอะไรเพลินๆ จู่ๆ ก็มีเสียงทักมาจากข้างๆ
เขาไม่ขยับตัว แค่ใช้หางตามอง
เป็นชายหนุ่มหน้ากลมดูฉลาดหลักแหลม อายุราวยี่สิบกว่า
ใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบ กางเกงขายาวสวมรองเท้าฟาง
"ผิงเสี่ยวลิ่ว เอ็งไม่ไปทำงานที่ท่าเรือแม่น้ำหย่งติ้ง มาทำอะไรที่กองปราบห้าเมืองทิศตะวันออก?"
จี้หยวนค้นความทรงจำครู่หนึ่ง ถึงนึกออกว่าหมอนี่เป็นใคร
เมืองชั้นนอกร้อยพ่อพันแม่ ในตรอกประตูทิศใต้มีคนอาศัยอยู่หลากหลายประเภท
เจ้าผิงเสี่ยวลิ่วคนนี้ พ่อเป็นพ่อค้าเกลือเถื่อน หากินอยู่กับพรรคเกลือ
ออกจากโรงเรียนตั้งแต่เด็ก มาช่วยที่บ้านทำมาหากิน
เป็นคนหัวไว พูดจาเข้าหู ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดคงได้รับช่วงต่อกิจการที่บ้าน ขยายกิจการใหญ่โต
"พี่เก้าพี่ไม่รู้อะไร ช่วงนี้เมืองชั้นนอกหลายย่านมีเรื่องประหลาด อยู่ดีๆ ก็มีคนตายทุกวัน"
ผิงเสี่ยวลิ่วไม่ปิดบัง เล่าให้ฟังตรงๆ
"เดือนกว่าๆ ตายไปแล้วทั้งคนตีเกราะบอกเวลา ทั้งนางโลมเถื่อน รวมสามศพ
เมื่อวานซืน พ่อข้าเลี้ยงเหล้าผู้ดูแลพรรคเกลือคนหนึ่ง นึกไม่ถึงว่ากินไปครึ่งทาง พอใกล้จะสองยาม คนดันหายตัวไปเฉย
พอฟ้าสางไปเจอศพในคอกม้า หน้าหายไปครึ่งแถบ ขาข้างหนึ่งกับแขนสองข้างก็หายไป สภาพดูไม่ได้ ข้ากินข้าวไม่ลงไปทั้งวัน
พี่เก้าก็รู้ มีคนตายเป็นเรื่องใหญ่ ข้าเลยต้องรีบพาพ่อมาแจ้งความนี่แหละ"
จี้หยวนแม้จะเป็นพลลาดตระเวน คนของทางการ
แต่เพราะเขาไม่เคยรีดไถพ่อค้า ขูดรีดชาวบ้าน
ชื่อเสียงในละแวกบ้านเลยค่อนข้างดี
ดังนั้น พ่อค้าของเถื่อนอย่างผิงเสี่ยวลิ่ว จึงกล้าเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง
"ตายในคอกม้า ศพไม่สมประกอบ หน้าเละ... นี่เจอสัตว์ร้ายหรือไง?"
จี้หยวนเลิกคิ้ว รู้สึกทะแม่งๆ
นิสัยเดิมจากชาติก่อน ทำให้เขาเริ่มวิเคราะห์สาเหตุการตายและแรงจูงใจโดยอัตโนมัติ
"พี่เก้า ที่เพี้ยนสุดคืออะไรรู้ไหม ขาและแขนที่หายไปของผู้ดูแลคนนั้น ไปเจอที่ไหน?
ขาไปโผล่ที่ย่านอันหมิน แขนไปโผล่ที่ย่านฉางโซ่ว สองย่านนี้ห่างกันตั้งเจ็ดแปดถนน! ผีหลอกชัดๆ!"
ผิงเสี่ยวลิ่วหน้าซีด ยังขวัญผวาไม่หาย ส่ายหน้าดิก
"เพราะงั้น ฟ้ามืดค่ำแล้วก็อย่าออกไปไหน
อย่าเห็นว่ากฎเคอร์ฟิวเมืองชั้นนอกมันหละหลวม ชีวิตมีชีวิตเดียว ตายแล้วตายเลยนะ"
จี้หยวนแววตาวูบไหว เตือนด้วยความหวังดี
ดูท่าโลกนี้ จะมีสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติที่อธิบายไม่ได้อยู่จริงๆ
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คดีนี้น่าจะถูกโอนมาที่กองปราบฝ่ายเหนือ
"พี่เก้า พี่ก็รู้ว่าคนอย่างข้า ไม่เคยไปเที่ยวหอนางโลมฟังเพลง รอแค่เก็บเงินครบ จะไปสู่ขอลูกสาวบ้านเฒ่าหวังมาเป็นเมีย"
ผิงเสี่ยวลิ่วเกาหัว หัวเราะแหะๆ แล้วเปลี่ยนเรื่องถาม
"ว่าแต่ พี่เก้าพี่อยู่กองปราบฝ่ายเหนือไม่ใช่เหรอ? มาทำอะไรที่กองปราบห้าเมือง? มาเยี่ยมเพื่อนเหรอ?"
จี้หยวนเชิดคาง ยิ้มมุมปาก ตอบเรียบๆ
"เห็นสำนักฝึกยุทธ์ฝั่งตรงข้ามไหม? ข้ามาที่นั่นแหละ"
ผิงเสี่ยวลิ่วตาโต มองจี้หยวนตั้งแต่หัวจรดเท้าหลายรอบ แล้วยกนิ้วโป้งให้
"สมกับเป็นพี่เก้า! สำนักมวย พรรคแก๊งทั้งเล็กทั้งใหญ่ในย่านไท่อัน กี่ปีมานี้ไม่มีใครกล้าเดินเข้าสำนักฝึกยุทธ์สักคน!
ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ พี่ก็คือที่หนึ่ง! สุดยอด!"
จี้หยวนยิ้ม ไม่ได้ใส่ใจคำชม
อาจารย์มวย ผู้คุมกฎพรรค ก็แค่คนหากินในยุทธภพ
จะไปเทียบอะไรกับลูกหลานขุนนางที่บำรุงร่างกาย ฝึกทวนฝึกกระบี่มาแต่เล็กแต่น้อย
แถมยังจัดงานล่าสัตว์ทุกฤดูใบไม้ร่วงและหนาว ฆ่าเสือฆ่าเสือดาวด้วยมือเปล่า?
ตั้งแต่อดีต ยุทธภพแบ่งเป็นฝ่ายธรรมะและอธรรม
สำนักมากมาย นิกายสารพัด สร้างยอดคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า
จนกระทั่งฮ่องเต้ปรากฏตัว โค่นล้มราชวงศ์ร้อยคนเถื่อนที่กำลังรุ่งโรจน์
ขับไล่พวกชนเผ่าชายขอบกลับเข้าป่าลึก แล้วตั้งเก้าค่ายทหารชายแดนเป็นปราการเหล็ก
พอก่อตั้งราชวงศ์ กองทัพม้าเหล็กของราชวงศ์จิ่งก็เหยียบยราบยุทธภพ
กวาดล้างทั้งสำนักฝ่ายธรรมะและพรรคมารจนเหี้ยน
ตั้งแต่นั้นมาชาวราชวงศ์จิ่งที่อยากฝึกยุทธ์ ขัดเกลาตนเอง
มีแค่ทางเดียว
นั่นคือเข้าสำนักฝึกยุทธ์!
เพราะสุดยอดวิชา และยาวิเศษชั้นเลิศที่สุดในใต้หล้า ล้วนอยู่ในมือราชสำนัก
"นอกจากหกสำนักใหญ่ที่ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชสำนักแต่โดยดี ยังมีใครกล้าเรียกตัวเองว่าเป็นยอดฝีมือในยุทธภพอีก"
จี้หยวนเก็บความคิด วันเวลาเปลี่ยนไปแล้ว
คำว่าสุนัขรับใช้ราชสำนัก คือตัวแทนของเจตจำนงฮ่องเต้ และกฎหมายราชวงศ์จิ่ง
เป็นองค์กรความรุนแรงที่ถูกต้องตามกฎหมาย
มีอนาคตกว่าศิษย์สายใน ศิษย์เอกของสำนักไหนๆ เยอะ
"อย่างที่เขาว่ากัน ตั้งแต่โบราณมา การรับราชการคือทางรอดเดียว"
คิดได้ดังนั้น จี้หยวนก็โบกมือลาผิงเสี่ยวลิ่ว เดินอกผายไหล่ผึ่งตรงไปที่สำนักฝึกยุทธ์
หน้าประตูใหญ่มีรูปปั้นสัตว์เทพปี้อ้านสูงเท่าคนสองคนต่อตัววางอยู่ซ้ายขวา ประตูสีแดงชาด หมุดทองแดงแวววาว ดูน่าเกรงขาม
จี้หยวนก้าวข้ามธรณีประตู สิ่งแรกที่เห็นคือลานฝึกยุทธ์กว้างใหญ่หลายสิบวา ปูด้วยอิฐเขียวอัดดินเหลือง
สองข้างทางเรียงรายด้วยอาวุธสิบแปดประการ มีด ทวน กระบี่ ง้าว
หนุ่มฉกรรจ์สิบกว่าคนในชุดรัดกุม เลือดลมพลุ่งพล่าน บ้างจับคู่ประลอง บ้างฝึกคนเดียว
เสียงตะโกนฮึดฮัดดังไม่ขาดสาย
"คนของกองปราบฝ่ายเหนือ? มาทำธุระอะไร?"
เสมียนมีหนวดทรงแปดแฉกถามจี้หยวน
สำนักฝึกยุทธ์ไม่ใช่หน่วยงานใสสะอาด แต่ก็ไม่ใช่ขุมทรัพย์
มันเป็นหน่วยงานพิเศษภายใต้หกกรม
กรมคลังจ่ายเงิน กรมมหาดไทยตรวจสอบผู้สอบ กรมกลาโหมและกรมอาญาคอยดึงตัวคนเก่ง
ส่วนกรมโยธา?
พวกช่างฝีมือในสถาบันเทียนกงและไคอู้ ไม่สนใจเรื่องทางโลกหรอก
นอกจากงานประลองยุทธครึ่งปีครั้งที่คึกคักหน่อย
ปกติก็เงียบเหงาจนนกกระจอกทำรัง
"จี้หยวนจากกองปราบฝ่ายเหนือ ต้องการเข้าสำนักฝึกยุทธ์"
จี้หยวนประสานมือตอบ
"ชุดลายเมฆาอินทรี... เป็นพลลาดตระเวน
แซ่จี้? เป็นญาติสายรองของตระกูลดยุคเยว่? หรือทางฝั่งดยุคหยางอู่?"
เสมียนถือสมุดเตรียมลงทะเบียน
ในใจแปลกใจ ไม่เคยเห็นลูกหลานขุนนางคนไหนไปเป็นพลลาดตระเวนกองปราบฝ่ายเหนือ
จะเก็บเลเวลชุบตัว ก็ไม่น่าทำแบบนี้
สำนักมังกรทมิฬคุมสองกองปราบ ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการอิง ผู้ทรงอิทธิพลและได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้
ไม่ว่าจะเป็นรัชทายาทผู้สำเร็จราชการ หรือท่านดยุคทั้งหลาย
ต่างก็หลีกเลี่ยง ไม่กล้าสนิทสนมด้วย กลัวจะโดนระแวง
"ไม่ใช่ทั้งคู่ ข้ามาจากตระกูลจี้แห่งเหลียวตง เป็นแค่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ไม่ใช่ลูกหลานขุนนางแม่ทัพ"
จี้หยวนตอบอย่างถ่อมตนแต่ไม่ต่ำต้อย ยิ้มแย้ม
"เหลียวตง อ้อ ที่แท้ก็ลูกหลานทหาร มิน่าถึงได้มุทะลุนัก
พ่อหนุ่ม ฟังข้าสักคำ เลิกล้มความคิดที่จะใช้การสอบบู๊ไต่เต้าเถอะ
สามสิบหกย่านเมืองเทียนจิง ปีไหนบ้างที่ผู้สอบบู๊ไม่ใช่ลูกหลานคนดัง?
ตั้งแต่ฮ่องเต้ไม่ว่าราชการ สิบเก้าปีมานี้ไม่เคยมีจอหงวนบู๊ที่มาจากคนจนเลย อย่าว่าแต่... เฮ้อ กลับไปเถอะ"
เสมียนตาโตด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะส่ายหน้าไม่หยุด
เขาอยู่ที่สำนักฝึกยุทธ์ย่านไท่อันมาสิบปีแล้ว
เห็นคนรากหญ้าไร้หัวนอนปลายเท้าที่มีไฟแรงกล้ามาสอบบู๊ตั้งเท่าไหร่
ตอนแรกก็หวังจะสร้างชื่อเสียง เป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูล
แต่สุดท้าย ไม่ค่อยมีใครจบสวย
ถ้าไม่โดนลูกหลานขุนนางเลือกไปเป็นคนเฝ้าบ้าน เป็นองครักษ์
ก็เผลอไปล่วงเกินผู้มีอิทธิพล จนแขนหักขาขาดในสนามประลอง เผลอๆ ถึงตาย
"ขนาดแม่ทัพใหญ่จง ผู้ได้รับฉายาเสาหลักแห่งแดนใต้ที่มีความชอบปราบคนเถื่อน ตอนเข้าสำนักฝึกยุทธ์สอบบู๊ยังโดนกดดันสารพัด ถ้าไม่ได้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในสภาขุนนางเมตตา ก็คงไม่มีวันนี้"
เสมียนเตือนด้วยความหวังดี
"อย่าเห็นว่าย่านไท่อันอยู่เมืองชั้นนอก ลูกหลานขุนนางก็เพียบนะ เห็นรถม้าหน้าประตูไหม? คุณชายรองของแม่ทัพเฟิ่งกั๋ว ญาติสายรองของแม่ทัพซวนเวย หลานชายของนายกองทหารม้า หวางซานหลาง ในนี้คนที่กระจอกที่สุด... พ่อเขาก็ยังเป็นถึงครูฝึกทหารองครักษ์"
ความหมายชัดเจน สำนักฝึกยุทธ์เข้าง่าย แต่จะให้เด่นดังนั้นยาก
ไม่มีชาติตระกูล อย่ามาหาเรื่องใส่ตัว
"ท่านเตือนด้วยความหวังดี ข้าซาบซึ้งใจมาก"
จี้หยวนยืดตัวตรงเหมือนหอกยาว พูดเสียงเบา
"แต่ไหนๆ ก็มาแล้ว ข้าอยากขอลองดูสักตั้ง!"
[จบแล้ว]