เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ขุนนางเข้าเฝ้ายามวิกาล!

บทที่ 5 ขุนนางเข้าเฝ้ายามวิกาล!

บทที่ 5 ขุนนางเข้าเฝ้ายามวิกาล!


บทที่ 5 ขุนนางเข้าเฝ้ายามวิกาล!

◉◉◉◉◉

พอกลับถึงบ้าน ฉินอวี้ก็เอาเนื้อแพะไปแช่น้ำทิ้งไว้สักพัก ล้างทำความสะอาดหลายๆ รอบ แล้วจับยัดลงหม้อต้ม (หม้อแบบมีหูจับสองข้าง)

ไอ้หม้อแบบนี้ถึงจะสู้กระทะเหล็กไม่ได้ แต่เอามาต้มแกงก็ถือว่าใช้ได้อยู่

พอน้ำเดือด ฉินอวี้ก็ตักเนื้อแพะขึ้นมา เปลี่ยนน้ำใหม่ ต้มให้เดือดอีกรอบ ใส่พริกหอม พริกไทยป่น และเครื่องเทศอื่นๆ ลงไป

ตอนจะใส่เกลือ เขาเหลือบไปเห็นก้อนอะไรดำๆ ในกระปุก แล้วความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมา... เกลือยุคนี้รสชาติบัดซบมาก ทั้งขมทั้งฝาด

เฮ้อ... เขาถอนหายใจอย่างจำนน แล้วลงมือ 'กลั่น' เกลือให้บริสุทธิ์เสียก่อน

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง) เนื้อแพะต้มสุกได้ที่ ฉินอวี้ตักขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นบางๆ จิ้มกับเกลือสีขาวบริสุทธิ์ กินอย่างเอร็ดอร่อย

กินข้าวเสร็จ ฉินอวี้ก็เอาถั่วลิสงที่กะว่าจะทอดมาแช่น้ำแทน พอถั่วพองได้ที่ก็ใส่พริกหอมกับเกลือลงไปต้ม กลายเป็นถั่วต้มแสนอร่อย

ระหว่างรอถั่วต้ม ก็เอาหม้ออีกใบมาเจียวมันหมูที่ซื้อมา เก็บใส่ไหดินเผาไว้

เสร็จสรรพ ฉินอวี้ก็หั่นมันฝรั่ง แล้วออกไปหลังบ้าน พรวนดิน เอาชิ้นที่มีตาฝังลงดินเพื่อปลูก ส่วนชิ้นที่ปลูกไม่ได้ก็เก็บไว้ทำกับข้าว

ฟ้าเริ่มมืดแล้ว ฉินอวี้กลับเข้าครัว เทถั่วต้มออกมาผึ่งให้แห้ง ล้างหน้าล้างตาพอเป็นพิธี แล้วกลับเข้าห้องนอน จบค่ำคืนแรกในต้าถังของเขา

สิ่งที่ฉินอวี้ไม่รู้เลยก็คือ... เนื้อหานิทานที่เขาเล่าในเหลาไหลฝูวันนี้ โดยเฉพาะบทสนทนาระหว่างเขากับหลี่ซื่อหมิน มันเหมือนพายุลูกใหญ่ที่พัดกระพือไปทั่วเมืองฉางอันอย่างรวดเร็ว

และมีท่าทีว่าจะแพร่กระจายออกไปยังเมืองอื่นๆ อีกด้วย

ทั่วทั้งเมืองฉางอันแตกตื่นกันยกใหญ่

แค่กล้าเอาเรื่องฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนมานินทากลางเมืองหลวงก็ว่าใจกล้าบ้าบิ่นแล้ว

แต่นี่ยังกล้าวิจารณ์ความดีความชอบของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน แถมยังขุดคุ้ยเรื่องลับสุดยอดอย่าง 'เหตุการณ์ประตูเสวียนอู่' ออกมาพูดอีก

นักเล่าเรื่องคนนี้คงเบื่อแก่ตายแล้วสินะ

บางคนก็รอดูเรื่องสนุก

แต่บางคนพอได้ไตร่ตรองดูดีๆ ก็รู้สึกว่า สิ่งที่นักเล่าเรื่องคนนี้พูด... มันก็มีเหตุผลนี่หว่า

ความดีความชอบของฝ่าบาท มันยิ่งใหญ่สมกับคำว่า 'หนึ่งเดียวในหล้า' จริงๆ นั่นแหละ

พอข่าวเรื่องนิทานแพร่ออกไป ขุนนางน้อยใหญ่หลายคนถึงกับนอนไม่หลับ ต้องรีบแจ้นเข้าวังกลางดึก

ณ พระราชวัง

หลี่ซื่อหมินเล่าเรื่องนี้ให้ 'จ่างซุนฮองเฮา' ฟังอย่างตื่นเต้น ราวกับได้เจอของแปลก ทั้งเรื่องนิทานและบทสนทนาโต้ตอบระหว่างเขากับฉินอวี้

จ่างซุนฮองเฮาฟังจบ ดวงตาก็เป็นประกายระยิบระยับ "ท่านฉิน นักเล่าเรื่องผู้นี้ ช่างเป็นคนแปลกประหลาดจริงๆ เพคะ"

หลี่ซื่อหมินหัวเราะพลางลูบเครา "เด็กคนนี้... ไม่ธรรมดา!"

คำว่าไม่ธรรมดาของหลี่ซื่อหมิน ไม่ได้หมายถึงแค่นิทาน แต่รวมถึงทัศนคติและสติปัญญาที่ฉินอวี้แสดงออกมา

คิดดูสิ ขุนนางในราชสำนักมีเป็นร้อย ทั้งฝ่ายบู๊ฝ่ายบุ๋น กลับไม่มีใครคิดวิธีแก้ปัญหาน้ำท่วมฝนแล้งได้แบบนี้เลยสักคน

ขุนนางต้าถังนับพัน สู้เด็กหนุ่มวัยยี่สิบคนเดียวไม่ได้... น่าสมเพชปนน่าขำจริงๆ

"ฝ่าบาททรงถูกพระทัยท่านฉินผู้นี้เข้าแล้วใช่ไหมเพคะ?"

รู้ใจสามีไม่มีใครเกินภรรยา

จ่างซุนฮองเฮามองปราดเดียวก็รู้ทันความคิดของหลี่ซื่อหมิน

หลี่ซื่อหมินหัวเราะร่า "ฟังท่านฉินเล่านิทาน ได้ประโยชน์มหาศาล ถ้า 'กวานอินปี้' (ชื่อเล่นฮองเฮา) ว่างๆ ลองหาโอกาสไปฟังดูสิ"

จ่างซุนฮองเฮายิ้มรับอย่างอ่อนโยน "หากมีโอกาส หม่อมฉันต้องไปแน่นอนเพคะ"

"ฝ่าบาท! เหล่าขุนนางมารอเข้าเฝ้าอยู่ที่หน้าตำหนักกานลู่เพียบเลยพะยะค่ะ ร้องจะขอเข้าเฝ้าให้ได้!"

หลี่ซื่อหมินเหลือบมองท้องฟ้า พยักหน้าเบาๆ "เวลานี้... ก็สมควรจะมากันได้แล้วล่ะนะ"

"ไปเถอะ ไปดูหน้าพวกนั้นหน่อย"

ว่าจบ หลี่ซื่อหมินก็สะบัดแขนเสื้อ เดินนำออกไป

ขันทีคนสนิทรีบตะโกนเสียงแหลม "ฝ่าบาทเสด็จตำหนักกานลู่!"

เหล่าขุนนางที่มารออยู่เห็นหลี่ซื่อหมินก็รีบถวายความเคารพ

หลี่ซื่อหมินกวาดตามองอย่างพึงพอใจ... อืม ยังดี อย่างน้อยก็ไม่ใช่พวกกินเงินเดือนฟรี ไม่สนใจบ้านเมือง

ถึงจะรู้อยู่เต็มอกว่ามาทำไม แต่หลี่ซื่อหมินก็แกล้งตีมึนถาม "ขุนนางที่รักทั้งหลาย ดึกดื่นป่านนี้ เข้าวังมามีเรื่องด่วนอันใดรึ?"

"ทูลฝ่าบาท กระหม่อมได้รับข่าวมาว่า วันนี้ในเมืองฉางอัน มีนักเล่าเรื่องคนหนึ่ง บังอาจเล่าเรื่องของสุยหยางตี้ในที่สาธารณะ มิหนำซ้ำยังกล้าวิพากษ์วิจารณ์ฝ่าบาทอีกด้วยพะยะค่ะ"

'ฟางเสวียนหลิง' ในฐานะเจ้ากรมจงซู หัวหน้าฝ่ายขุนนางบุ๋น และเป็นขุนนางคู่บารมีอันดับหนึ่ง ย่อมต้องเป็นคนเปิดประเด็น

พอฟางเสวียนหลิงพูดจบ ขุนนางคนอื่นๆ ก็รีบผสมโรงทันทีว่าได้ข่าวมาเหมือนกัน

หลี่ซื่อหมินเลิกคิ้ว ทำหน้าตาตื่นเต้นสนใจ "หือ?"

"วิจารณ์ข้า? วิจารณ์ว่ายังไง?"

"เอ่อ..."

พอโดนถามกลับ เหล่าขุนนางก็มองหน้ากันเลิ่กหลั่ก ไม่มีใครกล้าพูด

เรื่องประตูเสวียนอู่ ฉินอวี้กล้าพูด... แต่พวกเขามีหัวเดียว ไม่กล้าเสี่ยงโว้ย!

สุดท้ายทุกสายตาก็วนกลับมาที่ฟางเสวียนหลิงอีกรอบ

ฟางเสวียนหลิงจำใจก้าวออกมา "ทูลฝ่าบาท นักเล่าเรื่องผู้นั้นสดุดีฝ่าบาทว่าเป็น... จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งเดียวในหล้าพะยะค่ะ!"

พอประโยคนี้หลุดออกมา ขุนนางคนอื่นๆ ก็รีบพยักหน้าหงึกหงัก

ระดมยิงคำเยินยอใส่หลี่ซื่อหมินกันยกใหญ่

หลี่ซื่อหมินยิ้มมุมปาก "แล้วพวกท่านคิดว่า ข้าสมควรได้รับคำชมนั้นหรือไม่?"

"ด้วยพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ ฝ่าบาทย่อมคู่ควรอย่างที่สุดพะยะค่ะ"

หลี่ซื่อหมินถามต่อ "แล้วนักเล่าเรื่องนั่น พูดถึงข้าเรื่องอื่นอีกไหม?"

เหล่าขุนนางก็คัดแต่เรื่องดีๆ มาเล่าซ้ำอีกรอบ

เฉิงเหยาจินยืนฟังอยู่ข้างๆ แอบด่าในใจ

ฝ่าบาทนี่เจ้าเล่ห์ชะมัด ตัวเองเป็นคนไปคุยกับนักเล่าเรื่องที่เหลาไหลฝูเองแท้ๆ ดันมาทำไขสือไม่รู้เรื่อง

แถมข่าวลือที่แพร่ไปทั่วเมืองเนี่ย ถ้าฝ่าบาทไม่ได้อยู่เบื้องหลัง ให้เอาเท้ามาลูบหน้าอั๊วได้เลย!

"จือเจี๋ย!"

จู่ๆ ก็โดนเรียกชื่อ เฉิงเหยาจินสะดุ้งโหยง รีบเงยหน้าขึ้น

"ฝ่าบาทเรียกอั๊ว... เอ้ย กระหม่อม มีอะไรหรือพะยะค่ะ?"

หลี่ซื่อหมินถาม "เจ้ารู้ไหมว่านักเล่าเรื่องนั่นพูดอะไรถึงข้าอีก?"

พอหลี่ซื่อหมินถามคำถามนี้

เฉิงเหยาจินก็บรรลุธรรมทันที ว่าฮ่องเต้ต้องการอะไร

เขาจึงรีบเล่าบทสนทนาระหว่างหลี่ซื่อหมินกับฉินอวี้ในเหลาอาหารอย่างละเอียด รวมถึงเรื่องเหตุการณ์ประตูเสวียนอู่ด้วย

ใครๆ ก็ว่าเฉิงเหยาจินป่าเถื่อน โง่เขลา แต่หารู้ไม่ว่านี่คือ 'คมในฝัก'

ที่หลี่ซื่อหมินไว้ใจใช้งานเขา ไม่ใช่แค่เพราะเขารบเก่ง หรือมีความดีความชอบตีคู่มากับฟางเสวียนหลิง

แต่เป็นเพราะเฉิงเหยาจินรู้เสมอว่า... เวลาไหน ฮ่องเต้อยากให้เขาพูดอะไร

พอเฉิงเหยาจินเล่าจบ ทั้งตำหนักเงียบกริบ

ทุกคนกลั้นหายใจรอปฏิกิริยาของหลี่ซื่อหมิน

ถ้าทรงกริ้ว... พวกเขาก็พร้อมจะรุมประณาม

ถ้าทรงพอพระทัย... พวกเขาก็พร้อมจะสรรเสริญ

สรุปคือ... ดูทางลมแล้วตามน้ำ!

แต่ทว่า หลี่ซื่อหมินกลับทำหน้านิ่งเดาอารมณ์ไม่ถูก ขุนนางทั้งหลายเริ่มใจคอไม่ดี

สักพัก หลี่ซื่อหมินก็เอ่ยปาก "พวกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร?"

คำถามนี้ทำให้ขุนนางแตกออกเป็นสองฝ่ายทันที

"ทูลฝ่าบาท นักเล่าเรื่องบังอาจวิจารณ์ความดีความชอบ โดยเฉพาะเรื่องประตูเสวียนอู่ที่เป็นเรื่องต้องห้าม การนำมาพูดในที่แจ้งเช่นนี้ ถือว่าไม่ไว้หน้าฝ่าบาท สมควรโดนลงโทษสถานหนักพะยะค่ะ"

"กระหม่อมเห็นด้วย! นักเล่าเรื่องผู้นี้เหิมเกริมเกินไป หากปล่อยไว้นักเล่าเรื่องทั่วต้าถังจะเอาเยี่ยงอย่าง กฎหมายบ้านเมืองจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร?"

"กระหม่อมเห็นว่า ควรลงโทษให้หลาบจำ เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดูพะยะค่ะ"

"..."

◉◉◉◉◉

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 5 ขุนนางเข้าเฝ้ายามวิกาล!

คัดลอกลิงก์แล้ว