- หน้าแรก
- ข้าคือนักเล่าเรื่องผู้ท้าตาย
- บทที่ 3 คนจะฆ่าท่าน จะให้ยืดคอรอมันฟันหรือไง?
บทที่ 3 คนจะฆ่าท่าน จะให้ยืดคอรอมันฟันหรือไง?
บทที่ 3 คนจะฆ่าท่าน จะให้ยืดคอรอมันฟันหรือไง?
บทที่ 3 คนจะฆ่าท่าน จะให้ยืดคอรอมันฟันหรือไง?
◉◉◉◉◉
ภายในห้องรับรอง
สีหน้าของหลี่ซื่อหมินเปลี่ยนไปทันที
'ประตูเสวียนอู่' สามคำนี้คือแผลเป็นในใจเขา
ทุกครั้งที่มีคนเอ่ยถึง ภาพเหตุการณ์ในวันนั้นจะย้อนกลับมาหลอกหลอน
และที่สำคัญที่สุด ในฐานะกษัตริย์ เหตุการณ์ประตูเสวียนอู่คือจุดด่างพร้อยที่เขาไม่มีวันลบออกไปจากชีวิตได้
ตอนนี้ เมื่อถูกฉินอวี้พูดแทงใจดำต่อหน้าธารกำนัล ความอับอายและอึดอัดก็ฉายชัดบนใบหน้าของเขา
แต่ในขณะนั้นเอง เสียงของฉินอวี้ก็ดังขึ้น
"อะไรคือไม่ถูกต้องตามครรลอง? ข้าถามหน่อย ถ้ามีคนถือมีดจะมาฆ่าท่าน ท่านจะยอมยืนเฉยๆ ล้างครอรอให้มันมาฟันหัวท่านหลุดจากบ่าหรือไง?"
"แพ้เป็นโจร ชนะเป็นเจ้า... พูดกันตามตรง เหตุการณ์ประตูเสวียนอู่มันนับเป็นกบฏไม่ได้ด้วยซ้ำ มันคือ 'การป้องกันตัวทางการเมือง' ที่มีการวางแผนมาอย่างดีของฝ่าบาทต่างหาก"
"ถ้ามัวแต่ห่วงชื่อเสียงหน้าตาแล้วยอมถอย สำหรับฝ่าบาทแล้ว มันไม่ใช่แค่เสียบัลลังก์ แต่หมายถึงเสียชีวิต!"
"เหล่าขุนพลตระกูลหลี่ที่ร่วมเป็นร่วมตายกรำศึกมาด้วยกัน ก็คงหนีไม่พ้นโดนเชือดทิ้งเหมือนหมาล่าเนื้อที่หมดประโยชน์ และที่สำคัญที่สุด... หากปล่อยให้ 'อดีตรัชทายาท' ได้ครองราชย์ ชะตากรรมของต้าถังจะเป็นอย่างไร?"
"แผ่นดินต้าถังไม่ใช่สมบัติส่วนตัวของราชวงศ์หลี่ แต่เป็นของเหล่าทหารกล้าที่ยอมสละเลือดเนื้อแลกมา เป็นของกองทัพธรรมที่ลุกฮือขึ้นสู้ และเป็นของประชาชนทุกคน!"
"ผู้ปกครองที่ไร้คุณธรรม ย่อมนำมาซึ่งหายนะ"
"ถ้าอดีตรัชทายาทได้นั่งบัลลังก์ ต้าถังจะต่างอะไรกับราชวงศ์สุย?"
"ชัยชนะที่แลกมาด้วยชีวิตทหารหาญจะมีความหมายอะไร?"
"ประชาชนที่ยังตกระกำลำบาก ใครจะมาช่วย?"
"ดังนั้น เหตุการณ์ประตูเสวียนอู่... ฝ่าบาทไม่ได้ทำเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น แต่ทำเพื่อเหล่าทหารในจวนอ๋องฉิน เพื่อแผ่นดินต้าถัง และเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนับล้านคน!"
สิ้นเสียงฉินอวี้
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบจนแทบไม่ได้ยินเสียงหายใจ
ทุกคนต่างอ้าปากค้าง จ้องมองฉินอวี้ตาไม่กระพริบ
แบบนี้ก็ได้เหรอ?
ปัญหาระดับชาติที่ใครก็ไม่กล้าแตะ แต่ท่านฉินเล่นตอบซะเคลียร์ในไม่กี่ประโยค
แถมยังฟังดูสมเหตุสมผลสุดๆ?
ทำไมฟังแล้วมันรู้สึกฮึกเหิม เลือดรักชาติมันพุ่งพล่านแบบนี้วะ?
จริงด้วย!
ถ้ามีคนจะฆ่าเรา ใครมันจะไปสนเรื่องพี่น้อง?
สถานการณ์ที่ต้องเลือก "ไม่ฆ่าก็ถูกฆ่า" เป็นใครก็ต้องเลือกให้ตัวเองรอด
ดังนั้น... ฝ่าบาทไม่ผิด!
นอกจากไม่ผิดแล้ว พระองค์ยังช่วยสร้างความสงบสุข ให้พวกเราไม่ต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนเมื่อก่อน
ทันใดนั้น ผู้คนในโรงเตี๊ยมต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้นโดยพร้อมเพรียง
"ฝ่าบาททรงทำถูกต้องแล้ว! พระองค์คือวีรบุรุษ! คือหนึ่งเดียวในหล้า!"
เห็นภาพนี้แล้ว ฉินอวี้ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อกี้เขาแอบใช้เทคนิคการเล่าเรื่องนิดหน่อย
สะกดจิตหมู่ให้คนฟังเผลอเอาตัวเองเข้าไปสวมบทบาทอยู่ในเหตุการณ์ประตูเสวียนอู่ ให้ไปยืนอยู่ในจุดเดียวกับหลี่ซื่อหมิน
สถานการณ์ที่บีบคั้น ความเป็นความตายอยู่ตรงหน้า ทุกคนย่อมต้องเลือก
ความแตกต่างมันอยู่ที่ใครเป็น 'คนเล่น' ใครเป็น 'คนดู'
พอทุกคนกลายมาเป็น 'คนเล่น' ในเกมนี้ ใครมันจะยังมีหน้ามายืนด่าคนอื่นด้วยคำพูดสวยหรูแต่กินไม่ได้อีก?
ผ่านไปครู่ใหญ่...
หลี่ซื่อหมินเพิ่งจะได้สติ ราวกับว่าเมื่อครู่เขาได้ย้อนเวลากลับไปยืนอยู่หน้าประตูเสวียนอู่อีกครั้ง
บรรยากาศกดดันจนแทบหายใจไม่ออก บีบบังคับให้เขาต้องตัดสินใจ
เมื่อได้สติ หลี่ซื่อหมินก็ลุกพรวดขึ้น ยืนเกาะขอบหน้าต่าง ถามเสียงสั่นเครือ
"ท่าน... คิดเช่นนั้นจริงๆ หรือ?"
"อ้าว หรือไม่จริงล่ะ?"
ฉินอวี้เลิกคิ้วถามกลับ
ตลกดีวุ้ยคนคนนี้
มาฟังนิทานแท้ๆ ดันอินการเมืองซะงั้น แถมยังกล้าขุดคุ้ยเรื่องส่วนตัวของหลี่เอ้ออีก ไม่กลัวตายหรือไง
ดวงตาของหลี่ซื่อหมินแดงก่ำ สองมือบีบราวระเบียงจนข้อนิ้วขาวซีด
ข้าไม่ผิดงั้นรึ?
เจ็ดปีแล้ว...
ทุกครั้งที่นึกถึงเรื่องนี้ ความเจ็บปวดก็กัดกินหัวใจเขาไม่เคยจางหาย
เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
แต่ไม่เคยมีใครบอกเขาเลยว่า... สิ่งที่เขาทำมัน 'ไม่ผิด'
การลุกขึ้นสู้ของเขาคือการป้องกันตัว คือการปกป้องลูกน้องที่ร่วมเป็นร่วมตาย ปกป้องแผ่นดินและประชาชน
พี่ชายไร้คุณธรรม พ่อก็หัวโบราณยึดติดแต่ธรรมเนียมลูกคนโต ถ้าเขาไม่รู้ระแคะระคายว่าพี่ชายจะฆ่าเขาก่อน เขาจะกล้าทำเรื่องโหดร้ายแบบนั้นได้อย่างไร?
เพิ่งจะมีวันนี้นี่แหละ ที่เขาเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า... ต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้ เขาก็จะเลือกทางเดิม!
"แต่ถ้าข้าไม่ผิด... แล้วทำไมภัยพิบัติถึงไม่หยุดหย่อน? นี่มิใช่บทลงโทษจากสวรรค์รึ?"
หลี่ซื่อหมินถามด้วยน้ำเสียงสับสนและเปราะบาง
เขาเองก็หาคำตอบไม่ได้
เคยคิดมาตลอดว่าฟ้าดินลงโทษ แต่จู่ๆ มีคนมาบอกว่าเขาไม่ผิด แล้วถ้าไม่ผิด ทำไมฟ้าถึงยังลงโทษอยู่ล่ะ?
"เหลวไหล!"
ฉินอวี้ด่าสวนทันควัน
"ก็แค่น้ำท่วม ภัยแล้ง หิมะถล่ม ตั๊กแตนระบาด... มันจะเป็นบทลงโทษจากสวรรค์ได้ยังไง?"
"ถามหน่อย ก่อนที่ฮ่องเต้องค์นี้จะขึ้นครองราชย์ มันไม่เคยมีภัยพวกนี้หรือไง?"
"แทนที่จะโทษผีสางเทวดา สู้โทษ 'คน' นี่แหละที่จัดการไม่ดี!"
"ภัยธรรมชาติพวกนี้ ส่วนใหญ่มันเกิดเพราะราชสำนักไม่มีมาตรการป้องกันที่ดีพอต่างหาก!"
"ถ้าพวกขุนนางรู้จักขุดลอกคูคลอง สร้างอ่างเก็บน้ำไว้ตอนฝนตกเยอะๆ ปัญหาน้ำท่วมมันก็จะเบาลงไม่ใช่เหรอ?"
"พอถึงหน้าแล้ง ก็เอาน้ำในอ่างมาใช้รดพืชผล แบบนี้มันจะไปเสียหายย่อยยับได้ยังไง?"
"แล้งนานๆ ตั๊กแตนมันก็มา ถ้าแก้ปัญหาภัยแล้งได้ ตั๊กแตนมันจะระบาดมาจากไหน?"
ไม่ได้เรื่องก็คือไม่ได้เรื่อง
เอะอะก็โทษฟ้าโทษดิน ไม่เคยดูตัวเองเล้ย
ฉินอวี้เกลียดที่สุดพวกที่มีปัญหาแล้วไม่หาต้นตอที่ตัวเอง เอาแต่ระแวง งมงาย โทษโชคชะตา
ขนาดเขาหลับอยู่ดีๆ ตื่นมาโผล่ที่ต้าถัง เขาเคยบ่นสักคำไหม?
คนอื่นทะลุมิติมาเป็นอ๋อง เป็นเศรษฐี ส่วนเขาน่ะเหรอ... แม่ตายตั้งแต่เด็ก พ่อก็เพิ่งตาย
สมบัติมีแค่โรงเตี๊ยมโทรมๆ ที่ใกล้เจ๊ง
เขาเคยบ่นไหม?
ระบบชาวบ้านเขาเทพซ่า เก่งเว่อร์วัง เปิดมาแจกอาวุธเทพ สกิลโกงๆ หรือไม่ก็พละกำลังช้างสาร ส่วนระบบของเขาน่ะเหรอ... ให้มาแค่ 'ปาก'
นอกจากนิยายเรื่อง 'มังกรคู่สู้สิบทิศ' ก็มีแค่อุปกรณ์กิ๊กก๊อกกับทักษะการเล่าเรื่องนิดหน่อย
ระบบชาวบ้านเขาให้โฮสต์ใช้ชีวิตสุดเหวี่ยง แต่ระบบของเขาดันถีบหัวส่งให้เขามาเต้นระบำบนปากเหว
มังกรคู่สู้สิบทิศคืออะไร?
ในยุคปัจจุบันมันคือนิยายกำลังภายในสุดมันส์ แต่ในยุคต้าถัง ต่อหน้าหลี่ซื่อหมิน... มันคือ 'หนังสือปลุกระดมกบฏ' ชัดๆ!
ขืนหลี่เอ้อรู้เนื้อหาข้างใน มีหวังได้โดนถลกหนังทั้งเป็นแหงๆ
คนเหมือนกันแท้ๆ ทำไมวาสนามันต่างกันราวฟ้ากับเหวแบบนี้
แต่ไม่เล่าก็ตาย (เพราะระบบ) แล้วเขาจะทำไงได้ล่ะ?
ฉินอวี้บ่นในใจจบ ก็ขี้เกียจคุยเรื่องไร้สาระกับแขกห้องวีไอพีต่อ เขาเก็บข้าวของลงจากเวที
คว้าถาดเดินเก็บเงิน
"เอ้าๆ นิทานจบแล้ว ใครมีเงินก็ช่วยบริจาคเป็นค่าน้ำร้อนน้ำชากันหน่อยนะครับ!"
ทั้งร้านมีเขาคนเดียว ก็ต้องทำเองทุกอย่างแบบนี้แหละ
ทุกคนชอบนิทานของฉินอวี้ ฟังแล้วติดงอมแงม เลยควักเงินจ่ายกันอย่างเต็มใจ
"ท่านฉิน พรุ่งนี้ขอจัดหนักๆ เลยนะ ข้าให้สองเท่าเลยเอ้า!"
ฉินอวี้ยิ้ม "ไม่ได้ครับ ต้องเล่าตามโควตา ฝนตกแดดออกก็เล่าเท่าเดิม แต่พรุ่งนี้รับรองเนื้อเรื่องเข้มข้นแน่นอน"
ลูกค้าคนนั้นพยักหน้าหงึกหงักอย่างพอใจ วางเงินแล้วก็เดินออกไป
คนเริ่มทยอยกลับกันหมด
ฉินอวี้เดินเก็บเงินมาจนถึงห้องรับรองของหลี่ซื่อหมิน
ก๊อกๆ
"นายท่าน นิทานจบแล้ว ขอบคุณที่มาอุดหนุน รบกวนช่วยจ่ายค่าเสียเวลาด้วยครับ"
หลี่ซื่อหมินพยักหน้า จ่างซุนอู๋จี้ล้วงเงิน 100 อีแปะออกมาจากอกเสื้อ แล้วโยนให้ฉินอวี้
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]