- หน้าแรก
- ข้าคือนักเล่าเรื่องผู้ท้าตาย
- บทที่ 1 ทะลุมิติศู่ต้าถัง เปิดฉากด้วยตำนานคัมภีร์อมตะ
บทที่ 1 ทะลุมิติศู่ต้าถัง เปิดฉากด้วยตำนานคัมภีร์อมตะ
บทที่ 1 ทะลุมิติศู่ต้าถัง เปิดฉากด้วยตำนานคัมภีร์อมตะ
บทที่ 1 ทะลุมิติศู่ต้าถัง เปิดฉากด้วยตำนานคัมภีร์อมตะ
◉◉◉◉◉
"เล่าขานกันว่าในช่วงปลายราชวงศ์สุย ฮ่องเต้สุยหยางตี้ 'หยางกวง' ลุ่มหลงในศาสตร์แห่งการปรุงยาอายุวัฒนะหวังความเป็นอมตะ พระองค์ทรงสืบเสาะทั้งในที่ลับและที่แจ้งมานานนับสิบปี จนกระทั่งได้ข่าวว่า 'สือหลง' ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งเมืองหยางโจว ครอบครองสุดยอดตำราที่ชื่อว่า 'คัมภีร์อมตะ' อยู่ในมือ"
"ตำราเล่มนี้ถักทอขึ้นจากเส้นไหมทองคำดำ กันน้ำกันไฟ ว่ากันว่าผู้ใดได้ครอบครอง จักได้มาซึ่งชีวิตอมตะ..."
"ด้วยเหตุนี้ สุยหยางตี้จึงบัญชาให้ 'อวี่เหวินฮั่วจี๋' นำกองเรือรบมุ่งหน้าสู่เมืองหยางโจว เพื่อแย่งชิงคัมภีร์อมตะ..."
...
ปีรัชศกเจินกวานที่ 7
ณ นครฉางอัน แห่งราชวงศ์ต้าถัง
เหลาอาหารไหลฝู
'ฉินอวี้' ในชุดเสื้อคลุมสีเขียวคราม นั่งสง่าอยู่บนแท่นสูง ใบหน้าเปื้อนยิ้มขณะเล่าเรื่องราวอย่างออกรส
ภายในเหลาอาหารเนืองแน่นไปด้วยผู้คน จนแทบไม่มีที่ว่าง แม้แต่ตรงระเบียงหน้าเคาน์เตอร์คิดเงินก็ยังมีคนยืนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด
ส่วนคนที่มาทีหลังและได้ที่นั่งด้านหลัง ต่างก็พยายามชะเง้อคอยาว ยืดตัวมองข้ามหัวคนข้างหน้า เพราะกลัวว่าจะฟังเนื้อเรื่องไม่ชัด หรือพลาดประโยคเด็ดไป
ทว่า ถึงคนจะเยอะแค่ไหน แต่กลับไม่มีใครส่งเสียงดังรบกวนเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่คนที่ยืนเบียดเสียดอยู่แถวหน้าแล้วโดนดันจนแทบแบน ก็ทำได้แค่ส่งสายตาอาฆาตใส่คนข้างหลัง โดยไม่กล้าปริปากบ่น เพราะกลัวว่าจะไปรบกวนสมาธิของนักเล่าเรื่อง
ในห้องรับรองพิเศษของเหลาอาหาร
มีบุรุษสามคนนั่งอยู่ คนตรงกลางสวมชุดคลุมยาวสีม่วงคอปกกลม สวมหมวกผ้าแบบขุนนาง ท่าทางภูมิฐาน
ส่วนอีกสองคน คนหนึ่งไว้หนวดเคราเฟิ้ม รูปร่างสูงใหญ่บึกบึน ดูดุดันและหยาบกร้าน
อีกคนหนึ่งรูปร่างผอมบาง หน้าตาเกลี้ยงเกลา แววตาฉลาดเฉลียว บุคลิกดูเป็นบัณฑิตผู้ทรงภูมิ
เวลานี้สายตาของทั้งสามคนจับจ้องไปที่แท่นสูงไม่วางตา
ชายร่างผอมท่าทางเป็นปัญญาชน มีสีหน้าเจือความโกรธกรุ่นๆ
"เจ้าเด็กนี่ช่างบังอาจนัก! กล้าดีอย่างไรมาเล่าเรื่องราวของราชวงศ์ก่อนต่อหน้าธารกำนัล พูดจาปลุกปั่นผู้คน สมควรโดนลงโทษให้หลาบจำ!"
ชายร่างยักษ์หนวดเฟิ้มเบิกตากว้างเถียงทันควัน "โธ่เอ๊ย! ก็แค่เรื่องแต่งสนุกๆ จะไปจริงจังทำไม?"
"แต่อั๊วว่านะ ไอ้เรื่องนี้มันฟังแล้วมันส์พะยะค่ะ เลือดลมสูบฉีดดีแท้!"
"เสียดายก็แต่ไอ้แก่อวี่เหวินฮั่วจี๋นั่น มันก็แค่ไอ้ขี้ขลาดตาขาว ไม่รู้ว่าไอ้ยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งหยางโจว ฉายา 'หัตถ์ผลักขุนเขา' สือหลงเนี่ย จะมีตัวตนจริงหรือเปล่า"
"ถ้ามีจริง อั๊วล่ะอยากจะไปประมือด้วยสักตั้ง!" ชายร่างยักษ์ทำหน้าเคลิ้มฝันถึงการต่อสู้
"หึ! พวกบ้าพลัง!"
ชายร่างผอมแค่นเสียงดูแคลน ก่อนจะหันไปทางชายชุดม่วง ประสานมือคารวะแล้วถามว่า "ฝ่าบาท... เอ่อ นายท่าน ท่านมีความเห็นว่าอย่างไรขอรับ?"
ชายชุดม่วงคนนี้ แท้จริงแล้วคือ 'หลี่ซื่อหมิน' ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันแห่งต้าถัง
เขาวางถ้วยชาในมือลงช้าๆ หันไปมองชายร่างผอมแล้วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความนัย
"ฝู่จี... เจ้าลองคิดดูสิ หากตอนนี้บ้านเมืองยังวุ่นวาย มีสงครามไม่จบสิ้น จะมีใครกล้ามานั่งเล่าเรื่องตลกโปกฮาแบบนี้ไหม? แล้วจะมีชาวบ้านที่ไหนมีกะจิตกะใจมานั่งฟัง?"
ชายร่างผอมนามรอง 'ฝู่จี' หรือก็คือ 'จ่างซุนอู๋จี้' พี่ชายของฮ่องเฮาและเป็นมือขวาของหลี่ซื่อหมิน เมื่อถูกถามเช่นนี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก ได้แต่ยิ้มแห้งๆ "ย่อมไม่มีใครกล้าขอรับ"
หลี่ซื่อหมินพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อ "แล้วถ้าหากข้ากดขี่ข่มเหงประชาชน ปกครองด้วยความโหดร้ายทารุณ หรือจับคนเข้าคุกเพียงเพราะคำพูดไม่กี่คำ เจ้าคิดว่าจะมีใครกล้าเอาเรื่องราชวงศ์ก่อนมาพูดเล่นแบบนี้ไหม?"
จ่างซุนอู๋จี้ส่ายหน้าอีกครั้ง "ย่อมไม่มีใครกล้าเช่นกันขอรับ"
หลี่ซื่อหมินยิ้ม "นั่นปะไร นักเล่าเรื่องคนนี้ก็แค่ทำมาหากินเลี้ยงปากท้อง ไม่เห็นจำเป็นต้องไปเอาเรื่องเอาราวให้เป็นเรื่องใหญ่โต"
ในมุมมองของหลี่ซื่อหมิน การที่มีคนกล้าเอาเรื่องราชวงศ์ก่อนมาเล่าต่อหน้าเขา ไม่ได้แปลว่าคนเหล่านี้ยังอาลัยอาวรณ์ราชวงศ์เก่า
แต่มันแปลว่า ภายใต้การปกครองของเขา ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขและมั่นคงต่างหาก
และแน่นอน สิ่งที่ทำให้หลี่ซื่อหมินพอใจจริงๆ คือการที่นักเล่าเรื่องด่าทอหยางกวงต่างหาก
ในเรื่องเล่าของฉินอวี้ หยางกวงเป็นฮ่องเต้ที่โง่เขลาเบาปัญญา เกณฑ์คนไปสร้างวัง สร้างนู่นสร้างนี่ ปลูกต้นหลิวตลอดแนวแม่น้ำ ผลาญเงินแผ่นดิน รีดนาทาเร้นจนชาวบ้านเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า
แม้ความจริงสุยหยางตี้จะเป็นแบบนั้นจริงๆ แต่ก็น้อยคนนักที่จะกล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ตรงๆ กลางที่สาธารณะแบบนี้
พอคิดมาถึงตรงนี้ หลี่ซื่อหมินก็นึกสงสัยขึ้นมาตงิดๆ ว่า... แล้วในสายตาของนักเล่าเรื่องหนุ่มคนนี้ ตัวเขาที่เป็นฮ่องเต้องค์ปัจจุบันล่ะ เป็นคนยังไง?
ประจวบเหมาะกับตอนนั้น ฉินอวี้บนแท่นสูงพูดขึ้นพอดีว่า "หากอยากรู้ว่าเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดติดตามฟังในตอนหน้า!"
สิ้นเสียงประโยคนั้น ผู้ฟังทั้งหลายต่างทำหน้าเสียดายกันเป็นแถว
"ท่านฉิน! กำลังฟังเพลินๆ เลย ไหงจบดื้อๆ แบบนี้ล่ะ!"
"ตกลงสือหลงหนีรอดไปได้ไหมเนี่ย?"
"ชื่อเรื่องบอกว่าตำนานมังกรคู่ แล้วมังกรอีกตัวคือใครกัน?"
"ท่านอาจารย์ เล่าต่ออีกหน่อยเถอะ พวกข้ายินดีจ่ายเพิ่ม!"
"..."
พอจบการแสดง บรรยากาศเงียบกริบเมื่อครู่ก็มลายหายไปทันที
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ บางคนถึงกับโยนเงินขึ้นไปบนเวที เพื่อหวังจะให้ฉินอวี้เล่าต่อ
ฉินอวี้รวบพัดและอุปกรณ์หากิน พลางยิ้มหวาน "เรื่องของวันนี้จบเพียงเท่านี้ ใครอยากฟังต่อ พรุ่งนี้เชิญมาจับจองที่นั่งกันแต่เช้านะครับ"
"ท่านฉิน ข้ามีเรื่องอยากจะถามสักหน่อย ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยไขข้อข้องใจได้หรือไม่?"
จู่ๆ เสียงทุ้มกังวานของหลี่ซื่อหมินก็ดังออกมาจากห้องรับรอง
บนแท่นสูง ฉินอวี้ชะงักมือที่กำลังเก็บของ แล้วหันไปมองทางต้นเสียง
"เชิญถามได้เลยครับ ตราบใดที่ไม่ใช่การสปอยล์เนื้อเรื่องตอนต่อไป ฉินคนนี้ยินดีตอบทุกคำถาม แบบไม่มีกั๊ก"
"ขอบคุณท่านฉิน"
หลี่ซื่อหมินกล่าวขอบคุณตามมารยาท ก่อนจะยิงคำถาม "ในนิทานของท่าน ฮ่องเต้ราชวงศ์ก่อนอย่างสุยหยางตี้ เป็นทรราชที่ไร้คุณธรรม... แล้วท่านมีความคิดเห็นอย่างไรกับ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน บ้าง?"
สิ้นคำถาม...
หัวใจของฉินอวี้กระตุกวูบ
เชี่ยแล้ว...
นี่มันคำถามพาซวยชัดๆ!
ถ้ารู้ว่าจะถามอะไรแบบนี้ เขาคงไม่ปากพล่อยรับปากว่าจะตอบทุกคำถามแน่ๆ
คนถามนี่สมองกลับหรือไงฟะ?
พอคำถามของหลี่ซื่อหมินหลุดออกมา บรรยากาศครึกครื้นในโรงน้ำชาก็แข็งค้างไปทันที
ทุกคนหุบปากเงียบกริบ สีหน้าตื่นตระหนกมองไปทางห้องรับรอง
แล้วหันกลับมามองฉินอวี้ด้วยสายตาเวทนา
เรื่องราชวงศ์ก่อนมันจบไปแล้ว คนก็ตายไปแล้ว จะนินทายังไงก็ได้ แต่พี่แกเล่นถามถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเนี่ยนะ?
ถ้าฉินอวี้ตอบดีก็รอดตัวไป
แต่ถ้าหลุดคำพูดไม่เข้าท่าออกมา แล้วดันไปเข้าหูฮ่องเต้เข้า มีหวังหัวหลุดจากบ่าแน่ๆ
เบาสุดก็คุกหลวง
หนักสุดก็... ประหารชีวิตเสียบประจาน
ตอนนี้หลายคนเริ่มสงสัยเจตนาของคนในห้องรับรองแล้วว่าต้องการอะไรกันแน่
แฟนคลับบางคนที่ชอบนิทานของฉินอวี้เริ่มทนไม่ไหว ตะโกนด่าสวนไปทางห้องรับรอง
"ถามบ้าอะไรของแกวะ!"
"ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันใช่เรื่องที่จะเอามาวิจารณ์สุ่มสี่สุ่มห้าเหรอ? ทำแบบนี้กะจะฆ่าท่านฉินทางอ้อมหรือไง!"
"ใช่! แกมีเจตนาอะไรกันแน่?"
"หรือว่าแกเป็นพวกกบฏราชวงศ์เก่า? ถึงได้จ้องจะเล่นงานท่านฉินแบบนี้!"
"..."
แม้แต่จ่างซุนอู๋จี้และเฉิงเหยาจินที่นั่งอยู่ในห้องด้วยกัน ยังหน้าถอดสี หันขวับมามองหลี่ซื่อหมินเป็นตาเดียว
"นายท่าน... แบบนี้มันไม่เหมาะมั้งขอรับ!" จ่างซุนอู๋จี้รีบห้าม
หลี่ซื่อหมินยิ้มอย่างไม่ยี่หระ "ไม่เหมาะตรงไหน?"
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้หลี่ซื่อหมินจะทุ่มเททำงานหนักเพื่อบ้านเมืองและประชาชนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย แต่ในใจลึกๆ เขาก็รู้ดีว่าที่มาของบัลลังก์เขามัน... ไม่ค่อยจะสง่างามนัก
ปมในใจนี้ทำให้เขาแคร์สายตาและความคิดของประชาชนมาก
แต่จะให้เที่ยวเดินไปถามชาวบ้านดื้อๆ ว่า "คิดยังไงกับข้า" มันก็ทำไม่ได้
เขาเลยเก็บความสงสัยไว้ในใจมาตลอด
วันนี้สบโอกาสได้ออกมานอกวัง แถมยังได้ฟังคนวิจารณ์สุยหยางตี้เสียยับเยิน มันเลยไปกระตุ้นต่อมความอยากรู้ของเขาเข้าอย่างจัง ว่าแล้วตัวเขาเองล่ะ... ชาวบ้านมองเขาแบบไหน?
◉◉◉◉◉
[จบแล้ว]