เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28 พี่ใหญ่เปิดบริษัท

บทที่ 28 พี่ใหญ่เปิดบริษัท

บทที่ 28 พี่ใหญ่เปิดบริษัท


ขณะที่ทุกคนกำลังแยกย้ายกันกลับบ้าน และหลี่รุ่ยก็กำลังจะเดินกลับบ้านตัวเอง ก็มีคนมาสะกิดไหล่เขา พอหันไปดูก็เห็น 'หลี่ฉง' พี่ใหญ่ กับ 'ซู่เสวี่ยถิง' พี่สะใภ้

"พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ มีอะไรหรือเปล่าครับ?" หลี่รุ่ยถามอย่างงงๆ

"เสี่ยวรุ่ย พี่กับพี่สะใภ้ปรึกษากันมา 2-3 วันแล้ว เราตัดสินใจว่าจะเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้าง นายคิดว่าไง?" หลี่ฉงถามพลางมองน้องชายอย่างคาดหวัง

แม้หลี่ฉงจะอายุมากกว่าหลี่รุ่ยเป็นสิบปี แต่ความสำเร็จของหลี่รุ่ยในตอนนี้ ทำให้บารมีของพี่ใหญ่ดูเล็กจ้อยลงถนัดตาเมื่ออยู่ต่อหน้าน้องเจ็ด

"อ้อ พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ ทำไมจู่ๆ ถึงอยากเปิดบริษัทรับเหมาล่ะครับ? งานสายนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับคนทั่วไปนะ"

"แฮะๆ ก็เพราะมันไม่ง่ายน่ะสิ ถ้าไม่มีเส้นสาย ไม่มีแบ็คดีๆ ก็หางานยาก แต่เรายังมีนายอยู่ไม่ใช่เหรอเสี่ยวรุ่ย? พ่อบอกว่านายมีที่ดินตั้ง 2,000 หมู่ที่ต้องพัฒนา แบบนี้ต้องใช้บริษัทรับเหมาเยอะแยะแน่นอน งานคงไม่ขาดมือหรอกจริงไหม?" หลี่ฉงยิ้มแหยๆ

"แฮะๆ พี่ใหญ่นี่หัวไวสมเป็นพี่ชายผมจริงๆ เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงหรอกครับ ผมคิดไว้ตั้งนานแล้ว 'น้ำซึมบ่อทราย' คนกันเองไม่ทิ้งกันอยู่แล้ว ต่อให้พี่ไม่พูด ผมก็กะจะให้พวกพี่ๆ มาช่วยงานอยู่แล้ว"

โครงการก่อสร้างของเครือบริษัทในอนาคตมีเพียบแน่นอน ไม่ใช่แค่ที่ดิน 2,000 หมู่ แต่ยังรวมถึงตึกสำนักงานใหญ่ด้วย งานล้นมือขนาดนี้ ต้องใช้บริษัทรับเหมาอีกเยอะ

"เอาอย่างนี้ครับ ผมจะให้เบอร์โทรศัพท์ไป พี่ไปคุยกับเธอคนนี้นะ เธอชื่อ 'ลู่หยาน' เป็นคนดูแลภาพรวมของตระกูลกรุ๊ปและกองทุนตระกูล"

"พี่ใหญ่ เรื่องแผนธุรกิจและโครงการในอนาคต พี่ไปคุยกับเธอได้เลย แต่ผมขอพูดตรงๆ นะครับ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ ถ้าคุณภาพงานของบริษัทพี่ไม่ได้มาตรฐาน ทางกรุ๊ปก็จะไม่ป้อนงานให้เหมือนกัน" หลี่รุ่ยพูดจริงจัง

เขาอยากให้ทุกคนในตระกูลได้ดี แต่ถ้าไม่พยายามทำผลงานให้ดี ก็ช่วยไม่ได้ ของแบบนี้ไม่มีเส้นสายเรื่องคุณภาพ

"เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว งานของกรุ๊ปก็เหมือนงานของตระกูล ถ้าพี่ทำงานให้ตระกูลตัวเองไม่ดี ไม่ต้องถึงมือน้องเจ็ดหรอก พ่อคงตีขาพี่หักก่อน" หลี่ฉงตอบรับอย่างหนักแน่น

เห็นท่าทีจริงจังของพี่ชาย หลี่รุ่ยก็ยิ้มออก "ผมเชื่อใจพี่ใหญ่ครับ งั้นพี่ไปหาลู่หยานได้เลย เธอเป็นมืออาชีพ อ้อ... ต่อไปถ้าพวกพี่ๆ มีเรื่องธุรกิจอะไร ก็ไปคุยกับลู่หยานได้เลยนะครับ เธอไว้ใจได้แน่นอน"

หลี่รุ่ยคิดในใจว่า ขืนให้พี่น้องทุกคนแห่มาหาเขาเรื่องธุรกิจ เขาคงปวดหัวตายแน่ๆ เลยรีบตัดบทโยนงานให้ลู่หยานจัดการซะ

ขณะที่หลี่รุ่ยกำลังจะหันหลังกลับบ้านไปนอนกลางวัน พี่สะใภ้ก็รั้งไว้ก่อน

"เสี่ยวรุ่ย... แล้วถ้าบริษัทเรารับงานมาแล้ว จะจ้างช่วงต่อ  ให้คนอื่นได้ไหม? อย่างเช่น... พ่อพี่?" ซู่เสวี่ยถิงถามอย่างเกรงใจ

"แล้วแต่พี่เลยครับ ขอแค่คุณภาพงานผ่านเกณฑ์ พี่จะให้ใครทำก็ได้" หลี่รุ่ยตอบอย่างไม่ใส่ใจ สังคมมันก็แบบนี้แหละ ระบบอุปถัมภ์

เขารวย ตระกูลรวย ญาติพี่น้องรวย ก็ย่อมอยากให้คนใกล้ตัวได้ดีไปด้วย เป็นเรื่องธรรมดา ขอแค่งานออกมาดี ใครทำเขาก็ไม่เกี่ยง

เห็นหลี่รุ่ยไม่คัดค้าน ซู่เสวี่ยถิงก็ยิ้มกว้างอย่างมีความสุข เมื่อก่อนพ่อกีดกันเธอเพราะคิดว่าหลี่ฉงไม่มีอนาคต ช่วยงานพ่อไม่ได้

ตอนนี้พิสูจน์แล้วว่าเธอเลือกคนไม่ผิด หลี่ฉงกำลังจะกลายเป็นคนที่ช่วยกอบกู้ธุรกิจของพ่อเธอ แม้จะพึ่งบารมีน้องชาย แต่ผลลัพธ์ก็คือความสำเร็จเหมือนกัน

พอกลับถึงบ้าน หลี่รุ่ยกำลังจะเอนหลังงีบ หวังจงเทียนก็โทรมาแจ้งว่ารถเรนจ์โรเวอร์ 50 คันส่งถึงตึกสำนักงานอัมเบรลล่าแล้ว ส่วนลินคอล์น นาวิเกเตอร์ 7 คัน ก็มาจอดรออยู่ที่ถนนใหญ่หน้าหมู่บ้าน เพราะรถเทรลเลอร์เข้าซอยไม่ได้ ให้หลี่รุ่ยส่งคนไปขับเข้ามา

"ซูเปอร์คาร์รอครึ่งเดือน แต่รถบ้านๆ พวกนี้วันเดียวได้เลย เร็วใช้ได้แฮะ" หลี่รุ่ยพึมพำกับตัวเอง

พอแจ้งข่าวให้ญาติๆ ไปรับรถ พวกหนุ่มๆ สาวๆ ตื่นเต้นกันยกใหญ่ ส่วนพวกผู้เฒ่าผู้แก่ (ยกเว้นลุงสี่กับลุงห้า) หน้ามุ่ย เพราะขับรถไม่เป็น

ระยะทาง 800 เมตรจากหมู่บ้านถึงถนนใหญ่ เดินแป๊บเดียวก็ถึง รถเทรลเลอร์จอดรออยู่พร้อมรถเอสยูวีสีดำเงาวับ 7 คัน หลี่เหว่ยกวง (พี่สี่) เห็นปุ๊บก็ตาค้าง น้ำลายแทบหก เหมือนนักโทษขังเดี่ยวสิบปีเพิ่งเคยเห็นนางฟ้า

"โธ่พี่สี่ เวอร์ไปมั้ง? ก็แค่ลินคอล์น นาวิเกเตอร์ คันละล้านกว่าๆ เอง ผมซื้อให้เอาไว้ขับไปจ่ายตลาดเฉยๆ ทำใจร่มๆ หน่อยน่า" หลี่รุ่ยแกล้งแซว

หลี่เหว่ยกวงเป็นลูกลุงสี่ สนิทกับหลี่รุ่ยมาตั้งแต่เด็ก เลยไม่โกรธที่โดนแซว

"เสี่ยวรุ่ย นายมันคนอิ่มไม่รู้รสความหิวของคนอด พี่มีใบขับขี่มา 3-4 ปีแล้ว ได้จับพวงมาลัยนับครั้งได้ รถสวยๆ แบบนี้เมื่อก่อนไม่กล้าแม้แต่จะฝัน พอจะได้ขับจริงๆ จะไม่ให้ตื่นเต้นได้ไงวะ?" หลี่เหว่ยกวงค้อนขวับ

"ฮะๆ" หลี่รุ่ยหัวเราะเบาๆ ไม่พูดอะไรต่อ ตอนเขาเห็นแม็คลาเรนครั้งแรก เขาก็อาการหนักไม่แพ้พี่สี่หรอก ผู้ชายกับรถเป็นของคู่กัน ยิ่งรถสวยๆ ยิ่งแพ้ทาง แม้คันนี้จะไม่ใช่ซูเปอร์คาร์ แต่สำหรับคนธรรมดาก็ถือว่าหรูหราเกินเอื้อมแล้ว

พนักงานขับรถทยอยขับรถลงจากเทรลเลอร์ จอดเรียงกัน 7 คันตระการตา ชาวบ้านละแวกนั้นแตกตื่นมามุงดูกันยกใหญ่

"โอ้โห รถสวยชะมัด"

"ดูแพงน่าดูเลยนะเนี่ย"

"ดูสิ คนตระกูลหลี่มากันครบเลย สงสัยหลี่รุ่ยซื้อแจกแน่ๆ"

"อิจฉาตระกูลหลี่จังโว้ย อยากได้บ้าง"

คนแถวนี้รู้จักกันหมด ชายชราจากหมู่บ้านข้างๆ เดินเข้ามาทักหลี่หย่งจิน "ตระกูลแกนี่ได้ดิบได้ดีจริงๆ ซื้อรถหรูทีเดียว 7 คัน รวยไม่เกรงใจใครเลยนะ"

"แฮะๆ ก็แค่ลูกหลานมันพอมีน้ำยา คนแก่อย่างเราก็พลอยสบายไปด้วย ว่าแต่... หมู่บ้านแกก็มีเด็กสอบติดชิงหวาเมื่อปีก่อนไม่ใช่เหรอ? เก่งกว่าเสี่ยวรุ่ยของฉันตั้งเยอะ ตอนนั้นฉลองกันสามวันสามคืน ตอนนี้เป็นไงบ้างล่ะ? น่าจะได้ดีกว่าเสี่ยวรุ่ยของฉันเยอะเลยสิ?"

"แฮะๆ... ก็... ก็งั้นๆ แหละ" ชายชราหน้าเจื่อน หัวเราะกลบเกลื่อน

เด็กชิงหวาคนนั้นเคยเป็นความภาคภูมิใจของหมู่บ้าน คุยโวกันไปสามบ้านแปดบ้าน

แม้จบชิงหวาจะน่าภูมิใจ แต่จบมาเงินเดือนสตาร์ท 2 หมื่นกว่า ก็ถือว่าดีมากสำหรับคนทั่วไป แต่ถ้ามาเทียบกับหลี่รุ่ยที่ใช้เงินทีละเป็นล้าน ซื้อรถแจกญาติคนละคัน มันคนละชั้นกันเลย เทียบไม่ติดฝุ่น

"ถ่อมตัวน่าเสี่ยวรุ่ยของฉันจบแค่มหาวิทยาลัยธรรมดาๆ เรียนจบมาสามปี กลับมาสร้างศาลบรรพชน 50 ล้านได้ เด็กชิงหวาของแกต้องเก่งกว่านี้แน่นอน จริงไหม?" หลี่หย่งจินแกล้งยอ

แต่ในใจคิดว่า 'เมื่อก่อนคุยทับกูไว้เยอะไม่ใช่เหรอ? ไหนว่าลูกกูจบมหาลัยกะโหลกกะลา? ไหนว่าเทียบเด็กชิงหวาไม่ติด? คุยไม่ออกเลยสิมึง ทีใครทีมันโว้ย ปีนี้ปีทองของกู วันนี้ถึงตากูคุยบ้างแล้ว!' คิดแล้วหลี่หย่งจินก็ยิ้มกว้างจนแก้มปริ

จบบทที่ บทที่ 28 พี่ใหญ่เปิดบริษัท

คัดลอกลิงก์แล้ว