- หน้าแรก
- ระบบฟื้นฟูตระกูลยอดมหาเศรษฐี
- บทที่ 9 สมาคมตระกูล
บทที่ 9 สมาคมตระกูล
บทที่ 9 สมาคมตระกูล
ได้ยินหลี่รุ่ยบอกจะถอนเงินสด 50 ล้าน ฉินไป่ชวนถึงกับคิ้วขมวด ต่อให้เขาโกยเงินสดทั้งหมดในธนาคารเกษตรสาขาอำเภอทั้งวัน ก็ยังไม่แน่ว่าจะถึง 50 ล้านหรือเปล่า
ก็แหม... อำเภอเล็กๆ ระดับ 18 แบบนี้ ความต้องการใช้เงินสดมันไม่ได้สูงนักหรอก แต่ลูกค้าคนนี้คือเทพเจ้าแห่งโชคลาภ แถมเพิ่งจะรับปากไปเป็นมั่นเป็นเหมาะ
เพื่อรักษาเทพเจ้าองค์นี้ไว้ เขาต้องหาทางให้ได้ ต่อให้ต้องวิ่งเต้นไปเบิกจากสำนักงานใหญ่ในจังหวัด เขาก็จะเอาเงิน 50 ล้านมาให้ได้
คิดได้ดังนั้น ฉินไป่ชวนจึงเอ่ยปากว่า "คุณหลี่ไม่ต้องห่วงครับ พรุ่งนี้ผมจะนำเงินสด 50 ล้านไปส่งให้ถึงมือคุณด้วยตัวเองครับ"
มีโอกาสทองแบบนี้ เขาต้องตีซี้กับมหาเศรษฐีคนนี้ให้ได้ ในสายตาพ่อค้าทั่วไป เขาอาจจะเป็นผู้จัดการใหญ่โต แต่สำหรับคนที่มีเงินสดในมือเป็นหมื่นล้าน คนพวกนั้นต่างหากคือผู้ยิ่งใหญ่ตัวจริง
"โอเคครับ รบกวนผู้จัดการฉินด้วยนะครับ"
จากนั้นหลี่รุ่ยก็บอกที่อยู่ให้ผู้จัดการฉิน และนัดเจอกันพรุ่งนี้ตอนเที่ยง
นับว่าโชคดีที่มีผู้จัดการธนาคารโทรมาหา ไม่อย่างนั้นถ้าหลี่รุ่ยเดินดุ่มๆ ไปถอนเงินสด 50 ล้านในอำเภอเล็กๆ แบบนี้เอง ดีไม่ดีอาทิตย์นึงก็ยังไม่ได้ อย่าว่าแต่วันเดียวเลย
แต่นี่แหละคือสัจธรรม มีเงินซะอย่าง คนอื่นก็จะวิ่งแจ้นมาช่วยแก้ปัญหาให้เอง
หลังจากวางสายไม่ถึงครึ่งชั่วโมง พ่อของเขา หลี่หย่งเจิ้ง ก็พา 'หลี่หย่งจิน' ลุงใหญ่ และ 'หลี่หย่งชุน' ลุงรอง มาหา หลังจากยืนยันกับหลี่รุ่ยเรื่องจะบูรณะศาลบรรพชนและฟื้นฟูตระกูลแล้ว ต่างคนต่างก็แยกย้ายไปโทรศัพท์ตามญาติพี่น้องให้มาร่วมประชุมตระกูลในวันรุ่งขึ้น
ลุงใหญ่กับลุงรองอายุเกือบ 60 แล้ว เลยไม่ได้ออกไปทำงานที่ไหน ส่วนลุงสามกับลุงสี่รับจ้างก่อสร้างอยู่ในตัวอำเภอ ลุงห้าเปิดร้านบะหมี่เล็กๆ ในตำบล และอาแปดไปทำงานต่างเมือง ส่วนอาเจ็ดเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจากการทำงานเมื่อ 10 ปีก่อน คนที่ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านก็ต้องโทรตามตัวกันยกใหญ่
ในรุ่นของหลี่รุ่ย มีผู้ชาย 12 คน ผู้หญิง 9 คน นอกจากพวกเด็กๆ ที่ยังเรียนอยู่ ที่เหลือก็ออกไปทำงานต่างถิ่นหรือไม่ก็แต่งงานแยกครอบครัวไปหมดแล้ว
นอกจากคนแก่ หมู่บ้านแทบไม่เหลือคนหนุ่มสาวเลย ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ อย่าว่าแต่ตระกูลเลย หมู่บ้านนี้คงร้างแน่ๆ
หลังจากจัดการธุระเสร็จ หลี่รุ่ยก็นึกขึ้นได้ว่าที่บ้านห้องไม่พอ บอดี้การ์ด 20 คนไม่มีที่ซุกหัวนอน
เขาเลยให้ 'หลี่ห้า' ถึง 'หลี่ยี่สิบ' ไปพักที่โรงแรมในตัวอำเภอ เหลือแค่ 'หลี่หนึ่ง' ถึง 'หลี่สี่' บอดี้การ์ดระดับสูง 4 คนคอยเฝ้าที่บ้าน
บอดี้การ์ดระดับสูง 4 คน แต่ละคนรับมือคนทั่วไปได้ 30 คน รวมกันแล้วต่อให้ศัตรูมาเป็นร้อยก็ไม่กลัว แค่นี้ก็ปลอดภัยหายห่วงแล้ว
...
วันรุ่งขึ้นตอนเที่ยง ลานบ้านหลี่รุ่ยคลาคล่ำไปด้วยผู้คนกว่า 10 ชีวิต ทั้งลุง ป้า น้า อา มากันครบ
แดดตอนเที่ยงร้อนเปรี้ยง แต่พวกลุงๆ ที่กรำงานตากแดดมาทั้งชีวิตแทบไม่สะทกสะท้าน
พวกเขากลับตื่นเต้นกับการประชุมตระกูลในวันนี้มากกว่า สำหรับคนวัยห้าสิบกว่า การประชุมตระกูลแบบนี้เป็นครั้งแรกในชีวิต แปลกใหม่น่าตื่นเต้นสุดๆ
"นี่ตาแก่ วันนี้เรียกประชุมเรื่องอะไรกันแน่? ถามก็ไม่บอก ทำตัวลึกลับอยู่ได้" จ้าวหงอิงบ่นสามี หลี่หย่งชุน
เห็นสายตาค้อนขวับของภรรยา หลี่หย่งชุนหัวเราะร่า "เดี๋ยวก็รู้ ข่าวดีทั้งนั้นแหละน่า"
ญาติคนอื่นๆ ก็ซุบซิบกันเซ็งแซ่ รู้แค่ว่าเกี่ยวกับหลี่รุ่ย แต่รายละเอียดลึกๆ หลี่หย่งจินกับหลี่หย่งชุนปิดเงียบกริบ
แต่รอยยิ้มบนหน้าพวกเขาก็ปิดไม่มิด สำหรับคนวัยนี้ การได้เห็นตระกูลกลับมารุ่งเรืองอีกครั้งคือความปรารถนาสูงสุด
ขณะที่ทุกคนคุยกันอย่างออกรส หลี่รุ่ยก็เดินออกมา จริงๆ ไม่ได้ตั้งใจจะมาช้า แต่รอผู้จัดการฉินอยู่
ผู้จัดการฉินตรงเวลาเป๊ะ นัดเที่ยงก็มาเที่ยงจริงๆ ตอน 11:50 น. โทรมาบอกว่าถึงปากทางหมู่บ้านแล้ว ทีนี้ก็ถึงคิวเขาออกโรงบ้าง
หลี่รุ่ยเดินมายืนต่อหน้าพวกลุงป้าน้าอา ยกมือทำท่ากดลงให้เงียบ "คุณลุงคุณป้าครับ รบกวนเงียบหน่อยครับ ผมมีเรื่องจะแจ้งให้ทราบ" เสียงพูดคุยเงียบกริบทันที
ถึงทุกคนจะไม่รู้ว่าหลี่รุ่ยมีเงินหมื่นล้าน แต่รู้ว่าเขามีรถหรูราคาหลายสิบล้าน แถมมีบอดี้การ์ดอีกเพียบ แค่นี้สำหรับคนบ้านนอกก็ถือว่าเก่งกาจมากแล้ว บารมีเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อย
พอเห็นทุกคนเงียบ หลี่รุ่ยก็พูดต่อ "ผมหลี่รุ่ย ผู้ด้อยความสามารถ ซนมาตั้งแต่เด็ก ต้องขอบคุณผู้หลักผู้ใหญ่ในตระกูลที่คอยสั่งสอนดูแล สามปีที่ออกไปเผชิญโลกกว้าง ผมพอจะประสบความสำเร็จบ้างเล็กน้อย ตอนนี้ผมอยากจะบูรณะศาลบรรพชนและรวบรวมตระกูลให้เป็นปึกแผ่น ไม่ทราบว่าพวกคุณลุงคุณป้ามีความเห็นว่ายังไงบ้างครับ?"
คำพูดเป็นทางการที่หลุดออกมาจากปากหลี่รุ่ยฟังดูขัดๆ ชอบกล เขาเองก็ไม่อยากพูดแบบนี้หรอก แต่ในละครทีวีเขาพูดกันแบบนี้นี่นา โชคดีที่ทุกคนคุ้นเคยกันดี ไม่งั้นเขาคงหลุดขำออกมาแล้ว
สิ้นเสียงหลี่รุ่ย เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทันที
ท่ามกลางเสียงจอแจ เสียงห้าวหาญกังวานใสก็ดังแทรกขึ้นมา "เสี่ยวรุ่ย เรื่องบูรณะศาลบรรพชนลุงไม่คัดค้านหรอกนะ แต่เงินที่ต้องใช้มันไม่ใช่น้อยๆ เอ็งก็รู้ว่าพวกลุงๆ แถวนี้ไม่ได้ร่ำรวยอะไร จะไปหาเงินมาจากไหน?" คนพูดคือลุงสี่ 'หลี่หย่งเต๋อ'
อย่าดูถูกว่าหลี่หย่งเต๋ออายุ 54 ปี สมัยหนุ่มๆ แกชอบออกกำลังกายฝึกวิทยายุทธ์ แม้จะทำงานใช้แรงงานมานาน แต่ร่างกายกลับแข็งแกร่งไม่เสื่อมถอย
คนอายุ 54 แต่ดูเหมือน 45 สูง 180 ผิวคล้ำ บวกกับหนวดเคราครึ้ม ดูยังไงก็เหมือนเตียวหุยเวอร์ชันดุร้าย
และนิสัยแกก็สมกับหน้าตา พ่อเล่าว่าสมัยหนุ่มๆ ลุงสี่คือหัวโจกเด็กแถวนี้ ใครไม่เชื่อฟังโดนตบคว่ำ ลุงสี่มักบอกว่าชื่อแกมีคำว่า 'เต๋อ' (คุณธรรม) เลยต้อง 'สยบด้วยคุณธรรม' ส่วนจะใช้ปากพร่ำสอนคุณธรรมหรือใช้กำปั้น อันไหนง่ายกว่าแกก็ใช้อันนั้นแหละ
ตอนเด็กๆ เวลาหลี่รุ่ยโดนแกล้งที่โรงเรียน พ่อแม่จะบอกให้ไปฟ้องครู แต่ลุงสี่จะประกาศก้องว่าจะไปตื้บมันให้ แม้จะเป็นแค่คำขู่ แต่ตอนเด็กๆ เขาบูชาลุงสี่มาก
"ลุงสี่ครับ เรื่องเงินบูรณะศาลบรรพชน ผมออกเองทั้งหมด ไม่ใช่แค่บูรณะศาลนะครับ ผมจะตั้ง 'ตระกูลกรุ๊ป' และ 'กองทุนตระกูล' ด้วย ผมอยากให้ลูกหลานตระกูลหลี่ทุกคนได้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล" หลี่รุ่ยค่อยๆ อธิบายแผนการในอนาคต
"เสี่ยวรุ่ย เอ็งรู้ไหมว่าศาลเก่าท้ายหมู่บ้านพื้นที่ตั้ง 600 ตารางเมตร บูรณะทีใช้เงินไม่ใช่น้อยๆ นะ"
"หมู่บ้านสกุลหลัวข้างๆ บูรณะศาลบรรพชนไปเมื่อสองปีก่อน หมดไปเกือบ 4 ล้านหยวน ขนาดศาลเขาแค่ 500 ตารางเมตร เล็กกว่าเราอีก ถ้าเราจะทำบ้าง อย่างต่ำต้องมี 6 ล้านนะเว้ย"
หลี่หย่งเต๋อเมินเรื่อง 'ตระกูลกรุ๊ป' ไปเลย เพราะสำหรับชาวนาอย่างพวกเขา มันดูจับต้องยากเกินไป แต่เรื่องศาลบรรพชนที่เป็นหน้าเป็นตาของตระกูลเนี่ยสิ เรื่องใหญ่
ตอนหมู่บ้านสกุลหลัวบูรณะศาลเสร็จใหม่ๆ คนบ้านนั้นมาคุยข่มแกไว้เยอะ
ตอนนั้นหลี่หย่งเต๋อโกรธจนควันออกหู บรรพบุรุษตระกูลเราเป็นถึงขุนนางทหารขั้นหก ส่วนบรรพบุรุษบ้านมันแค่พ่อค้าหน้าเลือด กล้าดียังไงมาเบ่งใส่? ถ้าแกหนุ่มกว่านี้สักหน่อย คงซัดหน้าหงายไปแล้ว
แต่ทำไงได้ หมู่บ้านสกุลหลัวดันมีเศรษฐีใหม่เกิดขึ้นหลายคน การทุ่มเงิน 4 ล้านบูรณะศาลบรรพชนถือว่าได้หน้าสุดๆ ในย่านนี้ พวกนั้นเลยได้ใจมาคุยโวข่มกันอีก
"ลุงสี่ไม่ต้องห่วงครับ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา ผมกะว่าจะลงเงินสัก 50 ล้าน บูรณะศาลบรรพชนให้ยิ่งใหญ่ไปเลย" หลี่รุ่ยพูดหน้าตาเฉย แต่เล่นเอาคนทั้งลานบ้านฮือฮาแตกตื่น
ญาติผู้ใหญ่สิบกว่าคนลุกฮือขึ้นถกเถียงกันเสียงดัง
"เสี่ยวรุ่ยได้ดีจริงๆ เว้ยเฮ้ย! ควักเงิน 50 ล้านบูรณะศาลบรรพชน ใจป้ำสุดๆ งานนี้ตระกูลหลี่สายเราได้หน้าบานเป็นจานดาวเทียมแน่ ฮ่าๆๆๆ" คนที่หัวเราะชอบใจคือลุงสาม 'หลี่หย่งฮวน'
"50 ล้าน! ชาตินี้ทั้งชาติลุงหาไม่ได้แน่ๆ เห็นไหมล่ะว่าการเรียนสูงๆ มันดีแบบนี้แหละ ตอนนั้นที่เรารวมเงินกันส่งเสี่ยวรุ่ยเรียน คิดถูกจริงๆ" ลุงห้า 'หลี่หย่งกวง' พูดด้วยความปลาบปลื้ม
ลุงห้าเป็นคนเดียวในบรรดาพี่น้องที่ทำธุรกิจ แม้จะเป็นแค่ร้านบะหมี่เล็กๆ แต่ฐานะก็ดีกว่าพี่น้องที่ทำนา แกเลยเป็นคนลงเงินช่วยค่าเทอมหลี่รุ่ยมากที่สุด
เสียงชื่นชมดังเซ็งแซ่ แต่แล้วจู่ๆ ก็มีเสียงแหลมแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ
"จริงเหรอ? ถ้าฉันมีเงิน 50 ล้าน ฉันคงหนีไปเสวยสุขในเมืองใหญ่อย่างเซี่ยงไฮ้แล้ว ใครจะโง่จมปลักอยู่ในที่กันดารแบบนี้?" เสียงผู้หญิงพูดจาแดกดันดังขึ้นอย่างไม่ถูกกาละเทศะ