เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 5 ความลับแห่งเทียนสุ่ย

บทที่ 5 ความลับแห่งเทียนสุ่ย

บทที่ 5 ความลับแห่งเทียนสุ่ย


บทที่ 5 ความลับแห่งเทียนสุ่ย

วันเวลาเคลื่อนคล้อยผ่านไปอย่างเชื่องช้า เผลอครู่เดียวสิบวันก็ผ่านพ้นไป เย่เหลียงเฉินยังคงฝึกฝน 'เคล็ดวิชาหุนหยวน' และ 'หมัดเทพเบญจธาตุ' อยู่ภายในเรือนไผ่ม่วงทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อวางรากฐานที่มั่นคงให้กับร่างกาย

หลังจากการบำเพ็ญเพียรตลอดสิบวัน พละกำลังของเขาเพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาล บัดนี้เขาสามารถยกของที่มีน้ำหนักเท่าตัวได้แล้ว ย้อนกลับไปตอนที่เป็นเพียงคนธรรมดา การวิ่งระยะทางสามกิโลเมตรต้องใช้เวลานานโขและทำให้เหนื่อยเจียนตาย แต่ทว่าตอนนี้ เขาสามารถทำมันสำเร็จได้ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาทีอย่างง่ายดายโดยที่ลมหายใจแทบไม่ติดขัด

เคล็ดวิชาหุนหยวนช่างสมกับเป็นทักษะเทพเจ้าอันไร้เปรียบจริงๆ! เขาเพิ่งเริ่มต้นฝึกฝนยังได้รับผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ถึงเพียงนี้ หากในอนาคตฝึกฝนอีกสองบทที่เหลือสำเร็จ มันจะยอดเยี่ยมสักเพียงไหน

การยกระดับการบำเพ็ญเพียรยังส่งผลให้ความอยากอาหารของเย่เหลียงเฉินเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ทุกมื้อเขาจะเขมือบอาหารราวกับหมาป่าผู้หิวโหย ซึ่งสร้างความตกตะลึงให้กับสุ่ยปิงเอ๋อร์และน้องสาวเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม พวกเธอต่างคิดว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับเย่เหลียงเฉินที่วิ่งหลายกิโลเมตรทุกวัน จึงย่อมต้องกินเยอะขึ้นบ้างเป็นธรรมดา

ในวันนี้ ขณะที่เย่เหลียงเฉินและสองพี่น้องตระกูลสุ่ยกำลังรับประทานอาหารเย็นและพูดคุยกันอย่างออกรส

"แอ๊ด..."

ทันใดนั้น บานประตูก็ถูกผลักเปิดออก สตรีโฉมสะคราญสองนางที่มีรูปลักษณ์ราวสามสิบปี และหญิงชราวัยห้าสิบปีเดินเข้ามา เมื่อเห็นเด็กน้อยทั้งสามกำลังทานอาหารเย็นกันอย่างมีความสุข บรรยากาศช่างอบอุ่นยิ่งนัก ใบหน้าของสตรีทั้งสามปรากฏรอยยิ้มอิ่มเอิบ แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู

ทั้งสามคือ หลานเสี่ยวเตี๋ย, หลานเสี่ยวหลิง และมารดาของพวกนาง สุ่ยเฟิงหลิง พวกนางออกจากโรงเรียนไปนานนับเดือนเพื่อพานักเรียนเลเวลสี่สิบกว่าสิบคนไปหาวงแหวนวิญญาณวงที่สี่ และในที่สุดก็ได้เดินทางกลับมาถึง

"ท่านยายอธิการ ท่านน้าหลาน พวกท่านกลับมาแล้ว" เย่เหลียงเฉินร้องทัก เมื่อเห็นผู้อาวุโส เขาจึงรีบกล่าวทักทายตามมารยาท

หลานเสี่ยวเตี๋ย อายุสี่สิบหกปี วิญญาณยุทธ์คือนกกระเรียนน้ำแข็ง ระดับแปดสิบสอง วิญญาณพรหมยุทธ์ การที่สามารถฝึกฝนจนถึงระดับวิญญาณพรหมยุทธ์ได้ในวัยนี้ แสดงว่าพลังวิญญาณแต่กำเนิดของนางต้องอยู่ที่ระดับเก้าเป็นอย่างน้อย สุ่ยปิงเอ๋อร์เองก็ได้รับสืบทอดวิญญาณยุทธ์มาจากนาง ส่วนหลานเสี่ยวหลิงนั้นด้อยกว่าเล็กน้อย วิญญาณยุทธ์ของนางคือโลมาหยก ระดับเจ็ดสิบห้า ปราชญ์วิญญาณ นางอายุน้อยกว่าพี่สาวสองปี

แม้ทั้งคู่จะมีอายุเกินสี่สิบปีแล้ว แต่รูปลักษณ์ภายนอกดูราวกับหญิงสาววัยสามสิบปี ทั้งยังงดงามหยดย้อย เป็นยอดพรูที่หาตัวจับยาก เป็นรองเพียงปีย์ปี่ตงและจักรพรรดิเงินคราม สองยอดหญิงงามระดับมารดาเท่านั้น

สุ่ยเฟิงหลิง มีอายุมากกว่าเจ็ดสิบปี วิญญาณยุทธ์คือนกกระเรียนน้ำแข็งเช่นกัน ระดับพลังอยู่ที่แปดสิบสาม วิญญาณพรหมยุทธ์ รูปลักษณ์ภายนอกดูเหมือนหญิงวัยห้าสิบปี ไม่ดูแก่ชราเลยแม้แต่น้อย ใบหน้าของนางเปี่ยมด้วยความเมตตาและงดงามยิ่ง

สุ่ยเฟิงหลิงเองก็เป็นยอดหญิงงามในสมัยสาวๆ พันธุกรรมอันสมบูรณ์แบบของนางถูกส่งต่อไปยังสองพี่น้องหลานเสี่ยวเตี๋ย และส่งต่อไปยังสุ่ยปิงเอ๋อร์และสุ่ยเยว่เอ๋อร์อีกทอดหนึ่ง กล่าวได้ว่าตระกูลนี้ล้วนเต็มไปด้วยหญิงงาม

"ท่านแม่ ท่านยาย พวกเราคิดถึงพวกท่านเหลือเกิน!"

สุ่ยปิงเอ๋อร์และสุ่ยเยว่เอ๋อร์ส่งเสียงเชียร์ด้วยความดีใจและรีบวิ่งเข้าไปออดอ้อนญาติผู้ใหญ่ทันที ตอนนี้พวกนางยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยเจ็ดขวบ การที่ต้องห่างจากผู้อาวุโสไปนับเดือนย่อมทำให้เกิดความคิดถึงเป็นธรรมดา

"พวกเราก็คิดถึงพวกเจ้าเช่นกัน!" สุ่ยเฟิงหลิงยื่นมือออกไปโอบกอดหลานสาวทั้งสองด้วยความปลื้มปิติ

"หนึ่งเดือนที่เราไม่อยู่บ้าน เด็กน้อยทั้งสองดูแลน้องชายดีหรือไม่" หลานเสี่ยวเตี๋ยยิ้มอย่างมีเสน่ห์

"ท่านแม่ พวกเราเกือบจะเจ็ดขวบแล้วนะ การดูแลเย่เหลียงเฉินเป็นเรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก" สองพี่น้องตระกูลสุ่ยโบกมือไม้ แสดงท่าทีว่าพวกนางโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตลอดเดือนที่ผ่านมา พวกนางดูแลเย่เหลียงเฉินเป็นอย่างดี

หลานเสี่ยวเตี๋ยเดินตรงเข้าไปโอบกอดเย่เหลียงเฉินที่กำลังกินข้าวอยู่ นางมองสำรวจซ้ายขวาและพบว่าเย่เหลียงเฉินเปลี่ยนไปไม่น้อย

"โอ้! ไม่เจอกันแค่เดือนเดียว เจ้าตัวเล็กของเราตัวสูงขึ้นตั้งเยอะแน่ะ"

"ฮิฮิ...! ไม่ใช่แค่นั้นนะ ร่างกายของเย่เหลียงเฉินยังแข็งแรงขึ้นมากด้วย" สุ่ยเฟิงหลิงยื่นมือไปบีบแขนเย่เหลียงเฉิน สัมผัสได้ถึงพลังอันแข็งแกร่งในร่างกายของเขา ทำให้นางประหลาดใจยิ่งนัก

"ปิงเอ๋อร์ เยว่เอ๋อร์ พวกเจ้าให้อะไรน้องกินกันเนี่ย? ทำไมไม่เจอกันแค่เดือนเดียวถึงได้แข็งแรงขนาดนี้?"

สองพี่น้องหลานเสี่ยวเตี๋ยต่างก็ประหลาดใจกับสมรรถภาพทางกายของเย่เหลียงเฉิน รู้สึกว่ามันแข็งแกร่งยิ่งกว่าสุ่ยปิงเอ๋อร์เสียอีก ทั้งที่ต้องรู้ก่อนว่าสุ่ยปิงเอ๋อร์นั้นเป็นวิญญาณจารย์ระดับสิบสองแล้ว

"เย่เหลียงเฉินเห็นพวกเราฝึกฝน แล้วเขาอยากเรียนบ้าง พวกเราเลยสอนวิธีนั่งสมาธิให้ แล้วเขาก็วิ่งไปฝึกที่เรือนไผ่ม่วงของท่านยายทุกเช้า แถมยังบอกอีกว่าอนาคตเขาอาจจะมีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิดก็ได้!"

"ตอนนี้เย่เหลียงเฉินกินเก่งมาก ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของเมื่อก่อนเลย..."

สองพี่น้องตระกูลสุ่ยเล่าถึงการเปลี่ยนแปลงช่วงนี้ของเย่เหลียงเฉิน ตามตรงแล้วพวกนางเองก็ทึ่งกับการเปลี่ยนแปลงของเขาเช่นกัน

เย่เหลียงเฉินได้แต่ยิ้มใสซื่อ ในฐานะผู้ข้ามภพที่กลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง เขาจำต้องเล่นบทบาทเด็กน้อยไร้เดียงสาต่อหน้าพวกผู้ใหญ่

"เสี่ยวเฉินของเราเก่งมาก รู้จักเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตจะต้องได้เป็นวิญญาณจารย์ที่แข็งแกร่งที่สุดแน่นอน"

หลานเสี่ยวเตี๋ยหอมแก้มเย่เหลียงเฉินฟอดใหญ่ พร่ำชมไม่หยุด เย่เหลียงเฉินผู้นี้น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน ในใจนางครุ่นคิด: เย่เฟิง หลิวหรูเยียน หากวิญญาณพวกเจ้าบนสวรรค์ได้รับรู้ ก็จงหมดห่วงเถิด

"พลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด มีความเป็นไปได้จริงๆ ที่จะปรากฏในตัวเสี่ยวเฉิน"

สุ่ยเฟิงหลิงและลูกสาวทั้งสองสบตากัน พวกนางรู้ดีว่าเย่เฟิงและหลิวหรูเยียนต่างก็มีพลังวิญญาณสมบูรณ์แต่กำเนิด ทั้งคู่เป็นวิญญาณพรหมยุทธ์ระดับแปดสิบเก้าตั้งแต่อายุเพียงสี่สิบปี บุตรชายของทั้งสองย่อมไม่มีทางมีพรสวรรค์ที่แย่ไปได้

ในตอนนั้น องค์สังฆราชปีย์ปี่ตงแห่งสำนักวิญญาณยุทธ์มีความสัมพันธ์อันดีเยี่ยมกับสามีภรรยาตระกูลเย่ และโปรดปรานพวกเขามาก นางเคยเชิญพวกเขาเข้าร่วมสำนักวิญญาณยุทธ์ แต่เย่เฟิงและภรรยาชอบชีวิตอิสระเสรี ไม่ต้องการสังกัดขุมกำลังใด

น่าเสียดายที่โชคชะตาเล่นตลก เมื่อเย่เฟิงและภรรยากำลังจะเลื่อนระดับเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ พวกเขากลับต้องเผชิญหน้ากับเทพสังหารผู้นั้นและจบชีวิตลง

พวกนางเองก็คาดไม่ถึงว่าคนจากสำนักที่มีชื่อเสียงและอ้างตนว่าเที่ยงธรรม จะกลายเป็นจอมคนหน้าซื่อใจคดที่กระหายเลือดและไร้มนุษยธรรมเช่นนั้น

หลานเสี่ยวเตี๋ยไม่มีวันลืมความแค้นที่มีต่อจอมปลอมผู้นั้น สามีของนางก็เสียชีวิตในมหาศึกครั้งนั้น ท้ายที่สุด เย่เฟิงและภรรยาต้องระเบิดตัวเองเพื่อต้านทานการโจมตีของฝ่ายตรงข้ามเพื่อช่วยนางเอาไว้

อย่างไรก็ตาม เย่เหลียงเฉินยังเด็กเกินไป นางไม่อยากให้เขาเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้ในตอนนี้ อีกทั้งศัตรูยังเป็นถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ หากต้องการแก้แค้น จำต้องวางแผนให้รอบคอบ

"ท่านน้าหลาน พลังวิญญาณของสุ่ยเยว่เอ๋อร์ถึงระดับสิบแล้ว และของพี่ปิงเอ๋อร์ก็เพิ่มขึ้นเป็นระดับสิบสามแล้วครับ"

เย่เหลียงเฉินเปลี่ยนเรื่องเพื่อมอบความประหลาดใจให้พวกนาง จากนั้นจึงกลับไปนั่งที่เก้าอี้และกินข้าวอย่างเงียบๆ เพื่อไม่ให้หญิงสาวทั้งสามสังเกตเห็นความผิดปกติในร่างกายของเขามากไปกว่านี้

"ฮิฮิ...! ข้าเก่งไหมล่ะ!"

สุ่ยเยว่เอ๋อร์หมุนตัวโชว์ต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งสาม อวดความสำเร็จอย่างมีความสุขราวกับนางฟ้าตัวน้อย ส่วนสุ่ยปิงเอ๋อร์ดูสำรวมกว่าเล็กน้อย อาจเป็นเพราะวิญญาณยุทธ์ของนางคือนกกระเรียนน้ำแข็ง

"ลูกรัก นี่คือของขวัญที่เจ้ามอบให้แม่หรือ?"

"แม่มีความสุขเหลือเกิน"

หลานเสี่ยวเตี๋ยและหลานเสี่ยวหลิงดีใจมากที่เห็นระดับพลังวิญญาณของลูกสาวตัวน้อยทั้งสองเพิ่มขึ้น พวกนางดึงลูกสาวเข้ามากอดและหอมแก้มไม่หยุด

สุ่ยเฟิงหลิงใช้พลังวิญญาณตรวจสอบร่างกายของหลานสาวทั้งสอง และพบว่ารากฐานของพวกนางมั่นคงขึ้น พลังวิญญาณหนาแน่นอย่างยิ่ง นางรู้สึกว่าพรสวรรค์ของหลานๆ ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของสุ่ยเยว่เอ๋อร์ที่ทำให้นางประหลาดใจจริงๆ

"ดี... ดีมาก...! หลานรักทั้งสองของข้าอาจจะก้าวไปถึงระดับราชทินนามพรหมยุทธ์ได้ในอนาคต"

"ท่านแม่ ตระกูลของเราไม่เคยมีราชทินนามพรหมยุทธ์ถือกำเนิดขึ้นเลยนับร้อยปีตั้งแต่เสื่อมถอยลง การจะไปถึงจุดนั้นมันยากเกินไป"

"สิ่งที่เราทำไม่ได้ อาจจะเกิดขึ้นกับปิงเอ๋อร์และเยว่เอ๋อร์ หากเด็กน้อยทั้งสองไปถึงระดับนั้นได้จริง เราจะฟื้นฟูสำนักขึ้นมาใหม่ หวังว่าข้าจะมีชีวิตอยู่ทันเห็นวันนั้น"

"ราชวงศ์เทียนโต้วในปัจจุบันเน่าเฟะเหลือทน โดยเฉพาะองค์ชายผู้นั้น อาศัยอำนาจของราชวงศ์มาหมายปองความงามของพวกเจ้าพี่น้อง ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก สักวันหนึ่งเราจะเป็นอิสระ ไม่ต้องขึ้นตรงต่อขุมกำลังใดอีก"

"ท่านแม่ไม่ต้องห่วง พวกเราดูแลตัวเองได้"

สุ่ยเฟิงหลิงและลูกสาวทั้งสองวาดฝันถึงอนาคต สำนักเทียนสุ่ยเคยเป็นสำนักใหญ่ที่มีราชทินนามพรหมยุทธ์ แต่เสื่อมถอยลงเมื่อหลายร้อยปีก่อน ต่อมาจักรวรรดิเทียนโต้วยื่นไมตรีจิตให้ สำนักจึงได้ผูกติดกับจักรวรรดิ และเปลี่ยนสำนักให้กลายเป็นโรงเรียนเทียนสุ่ยสืบทอดต่อกันมา

แต่ตอนนี้ เมื่อต้องเผชิญกับเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายของผู้มีอำนาจในราชวงศ์ หลานเสี่ยวเตี๋ยเองก็รู้สึกกดดันไม่น้อย

เย่เหลียงเฉินนั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดอย่างเงียบเชียบ พลางครุ่นคิด: ยังมีคนกล้าหมายปองความงามของหลานเสี่ยวเตี๋ยและน้องสาว น่าจะเป็นองค์ชายเสวี่ยซิง ตาเฒ่าบ้ากามนั่นแน่ๆ ตาแก่นั่นไม่ใช่คนดี หน้าเงิน บ้าตัณหา ค้าทาส ทำเรื่องชั่วช้าสารพัด รอข้าแข็งแกร่งขึ้นเมื่อไหร่ ข้าจะหาโอกาสสังหารมันทิ้งเสีย กล้าดียังไงมาเล็งคนในครอบครัวข้า? นี่มันจุดโคมในห้องน้ำ (รนหาที่ตาย) ชัดๆ

ด้วยความช่วยเหลือของข้า การที่สุ่ยปิงเอ๋อร์และสุ่ยเยว่เอ๋อร์จะเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์นั้นง่ายเหมือนปลอกกล้วย

ทว่า ข้าต้องหาวิธีช่วยหลานเสี่ยวเตี๋ยและคนอื่นๆ เพิ่มความแข็งแกร่งด้วย เพราะพวกนางคือครอบครัวของข้าในโลกนี้ หากข้าช่วยให้พวกนางกลายเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ได้ มันจะเป็นเรื่องดีต่อทั้งโรงเรียนเทียนสุ่ยและตัวข้าเอง

ไม่รู้ว่ายาเม็ดทองคำสร้างรากฐานจะยังมีผลกับพวกนางไหม? แต่คงต้องลองดู เผื่อจะมีผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด เพราะยังไงของที่มาจากเกมก็ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น

... ...

พลังวิญญาณของสุ่ยเยว่เอ๋อร์ถึงระดับสิบแล้ว ได้เวลาต้องหาวงแหวนวิญญาณ เช้าวันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า หลานเสี่ยวเตี๋ยและหลานเสี่ยวหลิงจึงพาเด็กน้อยทั้งสองไปล่าสัตว์วิญญาณที่ป่าสัตว์วิญญาณ เพื่อหาวงแหวนวิญญาณวงแรกให้สุ่ยเยว่เอ๋อร์

สุ่ยเฟิงหลิงไม่ได้ออกไปด้วย แต่นางอยู่ดูแลความเป็นอยู่ของเย่เหลียงเฉินที่โรงเรียน ตอนนี้เย่เหลียงเฉินอายุเพียงสี่ขวบ พวกนางทำใจทิ้งเขาไว้คนเดียวไม่ได้

เย่เหลียงเฉินเดินตามสุ่ยเฟิงหลิงกลับมายังเรือนไผ่ม่วง เขาถามคำถามเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของโรงเรียนเทียนสุ่ยมากมาย ซึ่งหญิงชราก็ตอบคำถามอย่างอดทน

เย่เหลียงเฉินได้รับรู้ว่าสำนักเทียนสุ่ยเคยเป็นมหาสำนัก นกกระเรียนน้ำแข็งคือวิญญาณยุทธ์สืบทอดของสำนัก เพื่อรักษาการสืบทอดสายเลือด สตรีสายเลือดตรงในสำนักจะแต่งงานโดยรับเขยเข้าบ้าน บุตรที่เกิดมาจะใช้แซ่ของมารดา

สตรีสายเลือดตรงของสำนักเทียนสุ่ยจะเลือกสามีที่เป็นวิญญาณจารย์ธาตุน้ำ แต่ฝ่ายชายจะต้องอ่อนแอกว่าฝ่ายหญิง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าวิญญาณยุทธ์จะถูกสืบทอดอย่างถูกต้อง ทว่าการแต่งงานกับคนนอกย่อมทำให้วิญญาณยุทธ์ผันแปรได้ ตัวอย่างเช่น สุ่ยเยว่เอ๋อร์และแม่ของนาง หลานเสี่ยวหลิง ที่ได้รับสืบทอดวิญญาณยุทธ์จากฝ่ายชาย

ปัจจุบัน วิญญาณจารย์คนอื่นๆ ของสำนักเทียนสุ่ยอาศัยอยู่ในเมืองเทียนสุ่ย บางคนรับราชการ แม้แต่เจ้าเมืองก็ยังเป็นผู้อาวุโสของสำนักเทียนสุ่ย ซึ่งเป็นชายชราระดับจักรพรรดิวิญญาณ เลเวลหกสิบห้า

"ท่านยายอธิการ ทำไมโรงเรียนเทียนสุ่ยถึงรับแต่ลูกศิษย์วิญญาณจารย์หญิงที่หน้าตาดีล่ะครับ?"

เย่เหลียงเฉินถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น เพราะกฎข้อนี้ถูกตั้งขึ้นโดยสุ่ยเฟิงหลิงสมัยที่นางบริหารโรงเรียน

"เจ้าเด็กแสบ อายุแค่นี้ถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม?"

สุ่ยเฟิงหลิงกล่าวด้วยรอยยิ้มขบขัน นางไม่อาจเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดในอดีตให้เย่เหลียงเฉินฟังได้

"ท่านยายอธิการ บอกข้าหน่อยเถอะนะ?"

เย่เหลียงเฉินเดาในใจว่าปู่ของสุ่ยปิงเอ๋อร์คงทำร้ายจิตใจหญิงผู้นี้แน่ๆ เขาจึงใช้ความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ อ้อนวอนหญิงชรา

"ฮึ่ม! ผู้ชายในใต้หล้าล้วนไม่ใช่คนดี" สุ่ยเฟิงหลิงแค่นเสียงเย็น

"เอ๊ะ! ท่านยายอธิการ เกิดอะไรขึ้นหรือครับ?"

เมื่อได้ยินสุ่ยเฟิงหลิงพูดเช่นนี้ เย่เหลียงเฉินก็มั่นใจในข้อสันนิษฐาน เขาจึงแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง เพื่อหลอกล่อให้หญิงชราเล่าออกมาเอง

"เดี๋ยวนะ! ข้าพูดอะไรออกไปเนี่ย? ข้าถูกเจ้าเย่เหลียงเฉินชักนำไปเสียแล้ว"

"เจ้าเด็กแสบ ไปเรียนมาจากใครกัน? รู้จักวางหลุมพรางดักข้าด้วยหรือ น่าตีนักเชียว"

สุ่ยเฟิงหลิงดึงเย่เหลียงเฉินมากอดด้วยมือข้างหนึ่ง แล้วตีตีก้นน้อยๆ ของเขาไปสองที

"เพี๊ยะ เพี๊ยะ..."

เสียงตีดังฟังชัด ให้เย่เหลียงเฉินได้รับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่าความห่วงใยจากผู้ใหญ่

"ท่านยายอธิการ ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่าสิครับ ทำไมต้องตีข้าด้วย?"

เย่เหลียงเฉินลูบก้นที่เจ็บพลางคิดว่าอารมณ์ของหญิงชราผู้นี้ช่างแปรปรวนนัก

"ถ้าไม่ตี เดี๋ยวเจ้าจะเคยตัวจนเสียนิสัย" สุ่ยเฟิงหลิงหัวเราะเบาๆ

"แต่ในเมื่อเสี่ยวเฉินอยากรู้ ยายจะเล่าให้ฟังวันนี้ก็ได้! ตระกูลสุ่ยของเรา..."

ดังนั้น สุ่ยเฟิงหลิงจึงเริ่มเล่าเรื่องราวความลับให้เย่เหลียงเฉินฟัง เย่เหลียงเฉินลากเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งข้างๆ และตั้งใจฟังอย่างเงียบเชียบ

จากการบอกเล่าของสุ่ยเฟิงหลิง เย่เหลียงเฉินได้รู้ว่าตอนนี้สำนักเทียนสุ่ยยึดโรงเรียนเป็นฐานที่มั่นและถูกปกครองโดยสตรีมาตลอด สามีของสุ่ยเฟิงหลิงชื่อ หลัวอู๋ฉี เป็นเขยแต่งเข้าบ้านเช่นกัน ช่วงแรกหลังแต่งงานก็ราบรื่นดี แต่เพราะฝ่ายหญิงเข้มแข็งกว่า นานวันเข้าฝ่ายชายก็ทนไม่ไหว แต่ไม่กล้าทำอะไร จึงแอบไปกินเหล้า เมามาย เล่นการพนัน และเที่ยวโสเภณีตามหอนนางโลม ต่อมาสุ่ยเฟิงหลิงจับได้จึงหย่าขาดจากกัน ตั้งแต่นั้นก็ไม่มีข่าวคราวของเขาอีกเลย ว่ากันว่าเขาตายตกไปอยู่ในปากของสัตว์วิญญาณแล้ว

ในอดีต โรงเรียนเทียนสุ่ยเคยมีครูและนักเรียนชายด้วย แต่ตั้งแต่นั้นมา สุ่ยเฟิงหลิงก็ปักใจเชื่อว่าผู้ชายในโลกล้วนเลวทราม นางจึงไล่ครูและนักเรียนชายออกจากโรงเรียนจนหมดสิ้น

กฎที่ว่าโรงเรียนเทียนสุ่ยรับเฉพาะผู้หญิงก็ถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

สถานะของวิญญาณจารย์หญิงในทวีปโต้วหลัวนั้นไม่ดีเท่าวิญญาณจารย์ชาย กฎของโรงเรียนเทียนสุ่ยจึงช่วยปกป้องเหล่าวิญญาณจารย์หญิงเหล่านี้ได้มาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป บรรดาครูหญิงของโรงเรียนเทียนสุ่ยกลับพัฒนานิสัยเย่อหยิ่งถือตัวขึ้นมา พวกนางจึงตั้งกฎรับเฉพาะคนสวย โดยเชื่อว่าผู้หญิงหน้าตาธรรมดาจะทำให้ระดับของโรงเรียนตกต่ำ แต่พวกนางก็กังวลว่านักเรียนจะไม่พอ จึงต้องเปิดรับสามัญชนเพื่อให้มีนักเรียนป้อนเข้าสู่โรงเรียน แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นวิญญาณจารย์ธาตุน้ำเท่านั้น

กฎระเบียบของโรงเรียนเทียนสุ่ยมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือปกป้องวิญญาณจารย์หญิงได้มาก แต่ข้อเสียคือทำให้โรงเรียนเทียนสุ่ยผลิตสาวโสดออกมามากมาย

"เสี่ยวเฉิน! เจ้าคิดว่าสิ่งที่ยายทำในตอนนั้นถูกต้องหรือไม่?"

สุ่ยเฟิงหลิงรู้สึกผิดเล็กน้อยที่โรงเรียนเทียนสุ่ยผลิตสาวเทื้อคาคานออกมามากมายขนาดนี้ และวิญญาณจารย์หญิงบางคนถึงกับไม่คิดจะแต่งงานไปตลอดชีวิต

"ท่านยาย! ข้ายังเด็กอยู่ ข้าจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไงครับ?"

แน่นอนว่าเย่เหลียงเฉินรู้ว่านี่คือแนวคิดสตรีนิยม แต่เพื่อให้สมบทบาทเด็ก เขาจึงต้องแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจ

"หากโรงเรียนเทียนสุ่ยยังเป็นเช่นนี้ต่อไป สักวันคงต้องเลือนหายไปจากโลก ข้าหวังว่าสักวันข้าจะเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ได้!" สุ่ยเฟิงหลิงถอนหายใจและส่ายหน้าอย่างจนปัญญา

ในใจของสุ่ยเฟิงหลิงได้ฝากความหวังไว้กับเย่เหลียงเฉินแล้ว สัญชาตญาณของลูกผู้หญิงบอกนางว่า เย่เหลียงเฉินที่อยู่ตรงหน้านี้ จะต้องยืนอยู่บนจุดสูงสุดของโลกใบนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน

เย่เฟิงเองก็เคยกล่าวไว้ว่าวิธีการสอนของโรงเรียนเทียนสุ่ยนั้นสุดโต่งเกินไป และจะเสื่อมถอยลงไม่ช้าก็เร็ว บัดนี้เมื่อหวนคิดถึงคำพูดเหล่านั้น สุ่ยเฟิงหลิงก็รู้สึกว่ามันช่างสมเหตุสมผลยิ่งนัก

"ท่านยายอธิการ อีกสองปีข้าจะปลุกวิญญาณยุทธ์แล้ว ถึงตอนนั้นข้าต้องออกไปเรียนที่โรงเรียนวิญญาณจารย์ข้างนอกหรือเปล่าครับ?"

เย่เหลียงเฉินแกล้งลองเชิงดูว่าสิ่งที่อาจารย์ซูหลินพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่

"เด็กโง่ เจ้าเป็นลูกของเย่เฟิงและหลิวหรูเยียน และเป็นสมบัติล้ำค่าของครอบครัวเรา ยายจะส่งเจ้าออกไปข้างนอกได้อย่างไร?"

"ท่านยายอธิการ ก่อนหน้านี้มีอาจารย์ท่านหนึ่งบอกว่าพ่อแม่ของข้าถูกชายชุดดำลึกลับฆ่าตาย ชายชุดดำคนนั้นเป็นใครครับ? โตขึ้นข้าจะแก้แค้นให้พ่อแม่"

เมื่อได้ยินเย่เหลียงเฉินพูดเช่นนี้ สุ่ยเฟิงหลิงก็นึกขึ้นได้ว่าเย่เหลียงเฉินอายุเพียงสามเดือนเท่านั้นตอนที่เย่เฟิงและภรรยาเสียชีวิต หัวใจของนางพลันเจ็บปวดขึ้นมา นางรีบดึงเย่เหลียงเฉินเข้ามากอดแนบอก

"เด็กดี ศัตรูนั้นแข็งแกร่งเกินไป เราไม่อาจไปตอแยได้ เจ้าจำไว้เพียงแค่ว่า ศัตรูคือราชทินนามพรหมยุทธ์ผู้ถือครองค้อนยักษ์ ร่างกายของมันอาบย้อมไปด้วยแสงสีเลือดและมีนิสัยกระหายเลือด"

"แม่ของปิงเอ๋อร์และเยว่เอ๋อร์ เดิมทีชื่อสุ่ยหลานซินและสุ่ยหลานเยว่ หลังเกิดเหตุการณ์นั้น พวกนางเปลี่ยนชื่อเพื่อปกป้องเจ้าให้ดียิ่งขึ้น"

"ยายหวังเพียงให้เจ้าใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย และไม่อยู่กับความเกลียดชัง"

สุ่ยเฟิงหลิงไม่ได้เอ่ยชื่อศัตรูออกมา แต่เย่เหลียงเฉินรู้ดีว่าผู้ที่ถือค้อนยักษ์ ตัวเปล่งแสงสีเลือด ย่อมหนีไม่พ้น 'เขตแดนเทพสังหาร' และ 'ค้อนเฮ่าเทียน' ของ 'ถังต้าชุย' (เจ้าค้อนยักษ์ถัง) ผู้นั้นไม่ใช่หรือ?

ถังต้าชุย อ้า ถังต้าชุย เป็นแกจริงๆ ด้วย

เย่เหลียงเฉินได้พิสูจน์ข้อสันนิษฐานของเขาแล้ว และในอนาคตเขาสามารถก่นด่าสาปแช่งตระกูลของถังต้าชุยได้อย่างเปิดเผยเสียที

"ท่านยายอธิการ ไม่ต้องห่วงครับ สักวันหนึ่งข้าจะแก้แค้นให้พ่อแม่"

เย่เหลียงเฉินปาดน้ำตา ผละออกจากอ้อมกอดของสุ่ยเฟิงหลิง จากนั้นเดินไปที่หินเรียบในลานบ้าน นั่งขัดสมาธิและเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาหุนหยวน ตอนนี้เขาแน่ใจในตัวตนของศัตรูแล้ว เขาต้องพยายามให้หนักขึ้น

มองดูเย่เหลียงเฉินที่กำลังตั้งใจฝึกฝนอยู่ในลานบ้าน สุ่ยเฟิงหลิงรู้สึกปวดใจยิ่งนัก มันโหดร้ายเกินไปที่จะให้เขาแบกรับความแค้นตั้งแต่อายุยังน้อยเพียงนี้

เมื่อนึกถึงเรื่องที่เหล่าอาจารย์ในโรงเรียนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของเย่เฟิงและภรรยาก่อนหน้านี้ สุ่ยเฟิงหลิงจึงรีบมุ่งหน้าไปยังเขตการสอนอย่างเงียบเชียบ นางต้องการออกคำสั่งห้ามอาจารย์และนักเรียนทุกคนพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อไม่ให้ตัวตนของเย่เหลียงเฉินถูกเปิดเผย

จบบทที่ บทที่ 5 ความลับแห่งเทียนสุ่ย

คัดลอกลิงก์แล้ว