- หน้าแรก
- โต้วหลัว เส้นทางนรก เริ่มต้นด้วยการขอปิปีตงแต่งงาน
- บทที่ 7 ข้ากำลังจะตาย
บทที่ 7 ข้ากำลังจะตาย
บทที่ 7 ข้ากำลังจะตาย
บทที่ 7 ข้ากำลังจะตาย
“ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ผูกพันธะกับตัวละครฝ่ายตรงข้าม อวี้เสี่ยวกัน ขอแสดงความยินดีกับโฮสต์ที่ผูกพันธะกับเทพธิดา ปิปี๋ตง รางวัลกล่องสุ่มและค่าอารมณ์อยู่ใกล้แค่เอื้อม ขอให้โฮสต์พยายามต่อไป”
“เจ้าต้องการจะทำอะไร?” ปิปี๋ตงถามด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
“ไม่มีอะไรมาก แค่มีเรื่องอยากจะคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัวสักหน่อย” ฉินเสวียนกล่าวพลางชี้ไปทางส่วนลึกของป่า
“ความเคียดแค้นของอวี้เสี่ยวกัน +888”
“ปิปี๋ตง อย่าไปหลงเชื่อเขานะ!” อวี้เสี่ยวกันเหลือบมองไปทางส่วนลึกของป่า หัวใจพลันสั่นสะท้าน รีบคว้ามือปิปี๋ตงไว้และห้ามปรามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
แม้เขาจะไม่รู้จุดประสงค์ของฉินเสวียน แต่ลางสังหรณ์ร้ายแรงบางอย่างก็ผุดขึ้นมาในใจ ราวกับว่าเขากำลังจะสูญเสียของสำคัญไป
ในฐานะราชาวิญญาณ การได้ยินของฉินเสวียนนั้นยอดเยี่ยมมาก เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงดูแคลน “อะไรกัน? เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไรองค์ธิดาเทพงั้นรึ? หรือเจ้าจะบอกว่าพอองค์ธิดาเทพไม่ได้อยู่ข้างกาย เจ้าก็ขาดความรู้สึกปลอดภัย? ต้องให้ผู้หญิงมาคอยปกป้องหรือไง?”
“ไม่มั้ง ปรมาจารย์ทฤษฎีในอนาคตของเราขี้ขลาดตาขาวขนาดนี้เชียว? อายุอานามก็ปาเข้าไปเกือบสามสิบแล้ว ยังจะมากลัวเด็กหนุ่มวัยสิบเก้าที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอย่างข้าอีก”
คำพูดเหล่านี้พุ่งเป้าไปที่อวี้เสี่ยวกันโดยตรง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความประชดประชันและเหน็บแนมอย่างไม่ปิดบัง
“ความเคียดแค้นของอวี้เสี่ยวกัน +1888”
“เจ้า...” อวี้เสี่ยวกันที่จับมือปิปี๋ตงอยู่ รู้สึกเหมือนหัวใจอันเปราะบางถูกกระทบกระเทือน นิ้วมือค่อยๆ คลายออก สีหน้าเต็มไปด้วยความหดหู่ ไม่ยินยอมพร้อมใจ และแฝงความอาฆาตมาดร้ายที่แทบมองไม่เห็น
“ไม่ต้องห่วงนะ เสี่ยวกัน ในเมืองวิญญาณยุทธ์นี้ไม่มีใครกล้าทำร้ายข้าหรอก” ปิปี๋ตงตบหลังมืออวี้เสี่ยวกันเบาๆ ส่งสายตาให้เขาคลายกังวล ดวงตาคู่สวยหันไปมองฉินเสวียน แววตาพลันเย็นชาลง “และเขาก็ไม่มีความสามารถพอที่จะทำแบบนั้นด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น อวี้เสี่ยวกันก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ปลอบใจตัวเองในใจว่า: นั่นสิ ฉินเสวียนเป็นแค่ราชาวิญญาณ ส่วนปิปี๋ตงเป็นถึงจักรพรรดิวิญญาณ พรสวรรค์ของนางก็เหนือกว่าเขา ตราบใดที่ปิปี๋ตงไม่เต็มใจ ฉินเสวียนก็บังคับอะไรนางไม่ได้
“ไปกันเถอะ” ฉินเสวียนหมดความสนใจที่จะต่อปากต่อคำกับอวี้เสี่ยวกัน เขาหันหลังเดินนำเข้าป่าไป
เขาอดรนทนไม่ไหวที่จะเปิดกล่องสุ่มแล้ว
ปิปี๋ตงเดินตามหลังไปติดๆ
ทั้งสองเดินตามกันไป ครู่ต่อมา อวี้เสี่ยวกันก็มองไม่เห็นพวกเขาแล้ว ฉินเสวียนมองไปรอบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ จึงหยุดเดิน
“บอกมาสิ ว่าเจ้าต้องการอะไรกันแน่?” ปิปี๋ตงถามอย่างหมดความอดทน
เพื่ออวี้เสี่ยวกันแล้ว นางเตรียมใจที่จะจ่ายค่าปิดปากเพื่อตัดปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นเหรียญทอง เครื่องมือวิญญาณ หรือแม้แต่กระดูกวิญญาณ ด้วยความที่อาจารย์รักใคร่เอ็นดูนาง นางแค่แกล้งทำเป็นอยากได้ ก็คงขอมาได้ไม่ยาก
เมื่อถึงตอนนั้น ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีข้อแลกเปลี่ยนต่อกัน และไม่มีใครข่มขู่ใครได้อีก
“ข้ากำลังจะตาย” ฉินเสวียนหันกลับมา สีหน้ายังคงสงบนิ่ง แต่คำพูดกลับทำให้คนฟังตกตะลึง
“อะไรนะ?” ปิปี๋ตงสะดุ้ง ก่อนจะตั้งสติได้ “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ค่าความชอบของปิปี๋ตง +10 (สับสน)”
แบบนี้ก็เพิ่มค่าความชอบได้ด้วยเหรอ?
มุมปากของฉินเสวียนกระตุกเล็กน้อย เกือบจะหลุดมาด “ข้ามั่นใจว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้ารู้ดีถึงความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า”
“ข้ารู้ แต่เจ้าก็น่าจะรู้เหมือนกันว่า...” ปิปี๋ตงเหลือบมองไปทางทิศที่อวี้เสี่ยวกันอยู่ ใบหน้าสวยแดงระเรื่อขึ้นมา กล่าวด้วยความรู้สึกผิดว่า “ข้าชอบเสี่ยวกัน”
“ค่าความชอบของปิปี๋ตง +10 (รู้สึกผิด)”
“ค่าความชอบของปิปี๋ตง +10 (รู้สึกผิด)”
เมื่อหวนนึกถึงช่วงเวลาที่เคยใช้ร่วมกันก่อนที่นางจะพบอวี้เสี่ยวกัน ค่าความชอบของปิปี๋ตงก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่หยุดลงเมื่อถึง 60 (เพื่อน)
60 ถึง 70 คือเพื่อน
สูงกว่า 70 คือมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่คนรัก
สูงกว่า 80 คือความหลงใหล
สูงกว่า 90 คือแต่งงานมีลูก
100 คือรักนิรันดร์ภักดีจนตัวตาย
ทวีปโต้วหลัวก็เป็นเช่นนี้ วิญญาณจารย์หญิงเกือบทุกคนล้วนรักเดียวใจเดียว เมื่อปักใจกับใครแล้ว ก็จะไม่เหลียวมองใครอื่น สายตาจะมีไว้มองเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
นี่จึงทำให้วิญญาณจารย์หญิงในทวีปโต้วหลัวแทบทุกคนกลายเป็นพวกคลั่งรัก
และค่าความชอบที่ปิปี๋ตงมีต่ออวี้เสี่ยวกัน อย่างน้อยก็น่าจะอยู่ที่ 80 ขึ้นไป
“ข้ารู้ ข้าก็เลยไปขอองค์สังฆราชแต่งงานกับเจ้า”
ฉินเสวียนทิ้งระเบิดลูกใหญ่อีกลูก
“อะไรนะ? เจ้าทำแบบนั้นได้ยังไง ฉินเสวียน? ข้าบอกไว้เลยนะว่า ข้าไม่มีวันตกลง! ข้าไม่มีวันชอบเจ้า นอกจากเสี่ยวกันแล้ว ในใจข้าไม่มีที่ว่างให้ใครอีก!”
พอได้ยินเช่นนั้น ปิปี๋ตงก็ร้อนรนขึ้นมาทันที ความรู้สึกผิดเมื่อครู่หายวับไปกับตา ค่าความชอบร่วงกรูดลงเหลือศูนย์ในพริบตา
ด้วยภูมิหลังและพรสวรรค์ของฉินเสวียน ในบรรดารุ่นเยาว์ของสำนักวิญญาณยุทธ์ คงไม่มีใครเหมาะสมไปกว่าเขาอีกแล้ว
แน่นอน ทั้งหมดนี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่าอาจารย์ของนาง เชียนสวินจี๋ เป็นคนปกติ
อีกอย่าง นางไม่ได้ชอบฉินเสวียน นางชอบแค่อวี้เสี่ยวกัน
“ค่าความชอบของปิปี๋ตง -60 (รังเกียจอย่างรุนแรง ถึงขั้นเป็นศัตรู)”
“ไม่ต้องห่วง องค์สังฆราชปฏิเสธข้าทันที” สีหน้าของฉินเสวียนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่ในใจกลับพูดไม่ออก ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยนสีหน้าได้เร็วจนน่าขันจริงๆ
เมื่อได้ยินดังนั้น ปิปี๋ตงก็ยกมือทาบอกเบาๆ รู้สึกโล่งอกขึ้นมาทันที แต่ยังไม่ทันจะได้ดีใจ คำพูดต่อมาของฉินเสวียนก็ทำให้นางนิ่งเงียบไปอีกครั้ง
“ข้าเลยยื่นคำร้องต่อองค์สังฆราช” ฉินเสวียนเลิกอ้อมค้อมและเริ่มแถอย่างจริงจัง “ข้าจะไปเมืองแห่งการสังหาร ตราบใดที่ข้าสามารถออกมาจากที่นั่นและได้รับเขตแดนเทพสังหาร องค์สังฆราชก็จะยอมตกลงให้เราแต่งงานกัน”
ปิปี๋ตงก้มหน้าลง แววตาซับซ้อน หลังจากเงียบไปนาน นางก็เงยหน้าขึ้นแล้วถอนหายใจ “สิ่งที่เจ้าทำ... มันคุ้มแล้วหรือ?”
เช่นเดียวกับเชียนสวินจี๋ ปิปี๋ตงเองก็ไม่เชื่อว่าฉินเสวียนจะมีความสามารถพอที่จะรอดออกมาจากเมืองแห่งการสังหารได้
อย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่ปิปี๋ตงเองก็ยังไม่มั่นใจ
คนล่าสุดที่ออกมาจากเมืองแห่งการสังหารได้คือถังเฮ่า อัจฉริยะในรอบศตวรรษของสำนักเฮ่าเทียนเมื่อไม่กี่ปีก่อน ยิ่งไปกว่านั้น เขาอายุยี่สิบหกปี มีกระดูกวิญญาณหลายชิ้น และพลังวิญญาณก็ไม่ได้ด้อยไปกว่านางมากนัก
ในทางตรงกันข้าม ฉินเสวียน
พลังวิญญาณของเขาอยู่แค่ระดับห้าสิบสี่ ไม่มีกระดูกวิญญาณ แล้วเขาจะรอดออกมาจากเมืองแห่งการสังหารได้อย่างไร?
การไปเมืองแห่งการสังหารครั้งนี้ เท่ากับเป็นการไปตายชัดๆ
“ไม่มีอะไรคุ้มหรือไม่คุ้มหรอก หากข้าไม่ได้ความรักจากเจ้า แล้วข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปเพื่ออะไร?” ฉินเสวียนองค์ลง สวมบทบาทนักแสดงเจ้าบทบาท มองปิปี๋ตงด้วยสายตา 'ลึกซึ้ง' และบีบน้ำตาที่เตรียมไว้นานออกมา
ดูเหมือนฉินเสวียนจะมีแววเป็นดาราตุ๊กตาทองนะเนี่ย
“ค่าความชอบของปิปี๋ตง +65”
ในเวลานี้ ปิปี๋ตงยังคงไร้เดียงสา อ่อนไหว บริสุทธิ์ และจิตใจดี
นางยังไม่ใช่องค์สังฆราชหญิงผู้บ้าคลั่งที่ถูกเชียนสวินจี๋ข่มขืนและถูกเทพรากษสล่อลวง จนคิดแต่จะทำลายสำนักวิญญาณยุทธ์ในภายหลัง
เมื่อเห็นฉินเสวียนผู้ซึ่งแอบชอบนางมาตลอด 'เผยความในใจ' และกำลังเผชิญหน้ากับความตาย หัวใจของปิปี๋ตงก็อ่อนยวบทันที
และในจังหวะนี้เอง หลังจากปูทางมาอย่างยาวนาน ในที่สุดฉินเสวียนก็เผยเขี้ยวเล็บออกมา
เขาเดินเข้าไปหาปิปี๋ตง วางมือขวาลงบนไหล่ของนาง แล้วถามว่า “ก่อนที่ข้าจะไปเมืองแห่งการสังหาร เจ้าช่วยรับปากข้าเรื่องหนึ่งได้ไหม?”
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน ฉินเสวียนที่สูงเกือบหนึ่งร้อยเก้าสิบเซนติเมตรนั้นสูงกว่าปิปี๋ตงอยู่พอสมควร
ปิปี๋ตงทำได้เพียงเงยหน้ามองใบหน้าของเขา ซึ่งดูหล่อเหลาและแฝงความชั่วร้ายเล็กน้อยจากอิทธิพลของวิญญาณยุทธ์
ในระยะประชิดเช่นนี้ บรรยากาศคลุมเครือแผ่ซ่านไปทั่ว แม้แต่ปิปี๋ตงที่มีคนในดวงใจอยู่แล้ว ก็ยังเผลอใจลอยไปชั่วขณะ
โดยที่นางไม่รู้ตัวเลยว่า ไอ้เด็กขี้ตื้อน่ารำคาญที่เคยเดินตามต้อยๆ คนนั้น ได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว