- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 45 - ข้าแพ้อย่างหมดรูป
บทที่ 45 - ข้าแพ้อย่างหมดรูป
บทที่ 45 - ข้าแพ้อย่างหมดรูป
บทที่ 45 - ข้าแพ้อย่างหมดรูป
โหย่วซูสัมผัสถึงแรงที่ส่งมาจากด้านหลัง เงยหน้ามองกู้เหยาด้วยความประหลาดใจ
พูดตามตรง โหย่วซูมีความประทับใจต่อกู้เหยาไม่ค่อยดีนัก บางทีในสายตาคนอื่นกู้เหยาคือทูตจากเขาเทพผู้สูงศักดิ์และเคร่งขรึม แต่ในสายตาโหย่วซูเขาเป็นเพียงคนจอมปลอมที่ใช้อำนาจข่มเหงคนอื่น ถ้าไม่ใช่เพื่อเอาใจเขาเพื่อให้ได้โควตาไปเรียนรู้ วันนั้นโหย่วซูคงไม่ยอมรับผิดทั้งที่ไม่ได้ทำ
กู้เหยาไม่สนใจสายตาของเด็กหนุ่ม พูดต่อว่า: "จริงอยู่ เด็กหนุ่มทั้งสองล้วนเป็นอัจฉริยะที่หาได้ยาก แม้แต่ในสำนักเสวียนเซียวของข้า ผู้ที่มีฝีมือระดับนี้ในขอบเขตเดียวกันก็นับว่ามีน้อย ในการประลองครั้งนี้ พวกเขาต่างแสดงศักยภาพของตัวเองออกมา สำหรับตัวเองแล้วย่อมไม่ถือเป็นผู้แพ้ แต่เพราะเหตุนี้ ข้ายิ่งไม่อาจตัดสินให้พวกเขาเสมอกัน"
"ไม่ว่าจะแพ้หรือชนะล้วนเป็นของขวัญ เป็นรางวัลที่พวกเขาควรได้รับในวันนี้ กระบวนการสำคัญก็จริง แต่จะเอามาปนกับผลลัพธ์ไม่ได้ แพ้ก็คือแพ้ ชนะก็คือชนะ การตัดสินให้ผู้ชนะเป็นผู้แพ้คือการดูถูกความพยายามของผู้ชนะ การตัดสินให้ผู้แพ้เป็นผู้ชนะก็คือการดูถูกความมุมานะของผู้แพ้เช่นกัน เส้นทางแห่งมรรคผลของพวกเขายังอีกยาวไกล เผลอๆ จะยาวกว่าพวกเราเสียอีก ยังต้องผ่านความสำเร็จและความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วน แทนที่จะให้พวกเขาปล่อยวางผลแพ้ชนะเหมือนคนแก่ตั้งแต่ตอนนี้ สู้ให้เด็กหนุ่มเลือดร้อนเหล่านี้จดจำสัจธรรมที่ว่าชนะไม่ลำพองแพ้ไม่ท้อถอยจะดีกว่า"
"ดังนั้น โหย่วซูชนะ! อูเฉิงแพ้!"
ความตื่นเต้นของฝูงชนเมื่อครู่สงบลงบ้างหลังจากฟังคำพูดของกู้เหยา คนนอกไม่มีสิทธิ์ไปกำหนดผลแพ้ชนะให้คนที่สู้กันในสนามจริงๆ นั่นเป็นการไม่ให้เกียรติพวกเขา
เจ้าเมืองหลิ่วและฉีเต้าตงพร้อมคณะสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงรักษารอยยิ้มจอมปลอมไว้
ทันใดนั้นในฝูงชนก็มีคนตะโกนเสียงแหลมว่า: "ท่านเซียนกู้ ไม่ใช่ท่านบอกเองหรือว่าอย่าไปยึดติดกับผลแพ้ชนะ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงพูดเหมือนผลแพ้ชนะสำคัญนักล่ะ? อีกอย่าง..."
"อีกอย่างข้าว่าพี่ข้าไม่แพ้! โหย่วซูยืนยังไม่ไหวแล้ว พี่ข้ายอมแพ้เพราะกลัวจะพลั้งมือฆ่ามันต่างหาก!" คนพูดตัวเตี้ยม่อต้อ หน้าตาเจ้าเล่ห์ ท่าทางไม่พอใจ ก็คืออูผิงนั่นเอง
"ผิงเอ๋อร์!" อูเสวียถิง ผู้นำตระกูลอู ตวาดลูกชายเสียงเข้ม แม้แต่ฉีเต้าตงก็หุบยิ้ม ขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่มที่ออกมาแก้ต่างให้พี่ชาย
ฉีเต้าตงและพวกรู้ดี นี่ไม่ใช่การโต้วาทีเรื่องผลแพ้ชนะ คำพูดกู้เหยาจะมีช่องโหว่สักหมื่นจุดแล้วยังไง? ใครพูดมีเหตุผลกว่าไม่สำคัญ ที่สำคัญคือท่าทีของกู้เหยาต่อเรื่องนี้ การที่เขาแย้งขึ้นมาก็แสดงว่าวันนี้เขาจะตัดสินให้โหย่วซูชนะ ต่อให้คนดูจะไม่เห็นด้วยกับความคิดเขาเขาก็ไม่สน
งั้นจะเถียงต่อไปเพื่ออะไร? รังแต่จะทำให้ดูเหมือนพวกเขามีเจตนาแอบแฝง
กู้เหยาไม่โกรธ เขาปรายตามองอูผิงเรียบๆ ทำเอาอูผิงหดหัวด้วยความกลัว ขณะที่กำลังจะอธิบายเพิ่ม ก็ถูกคนข้างๆ ชิงพูดขึ้นก่อน
"อูผิง อย่าเสียมารยาท! การไม่ยึดติดกับผลแพ้ชนะของท่านเซียนกู้หมายความว่าผลแพ้ชนะไม่สำคัญตั้งแต่เมื่อไหร่? อีกอย่างที่โหย่วซูยืนไม่อยู่ เป็นเพราะหลังจากข้ายอมแพ้ เขาพยายามรั้งกระบี่ไม่ให้ทำร้ายข้า จนฝืนรั้งพลังกลับทำให้บาดเจ็บภายใน การประลองครั้งนี้ ข้าอูเฉิงแพ้อย่างหมดรูป!"
อูเฉิงพูดตอนท้ายเสียงยิ่งดัง ไม่ได้พูดกับอูผิงแล้ว แต่เป็นการยอมรับความพ่ายแพ้ของตัวเองต่อหน้าทุกคน
โหย่วซูรู้สึกสับสนในใจ ปฏิกิริยาของอูเฉิงเหนือความคาดหมายยิ่งกว่ากู้เหยาเสียอีก
การออกหน้าของกู้เหยาอาจถือได้ว่าเป็นการชดเชยที่เคยบีบให้เขารับผิด แต่อูเฉิงไม่มีเหตุผลต้องออกมาพูดเพื่อเขา เขาแค่เงียบไม่พูดอะไร ก็ไม่เสียอะไรเลย
แต่คำพูดนี้ของเขา นอกจากจะขัดใจผู้ใหญ่ที่หนุนหลัง ยังยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเขาโหย่วซูคือผู้ชนะที่แท้จริงในวันนี้ นี่คือความจริงที่ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้
"ดี! สมกับเป็นศิษย์พี่กู้ที่มองการณ์ไกล อูเฉิงเข้าใจหลักการแพ้ไม่ท้อถอย อนาคตต้องรุ่งโรจน์แน่ โหย่วซูก็ห้ามลำพองใจ รักษาความดีงามไว้ต่อไป พวกเจ้าสองคนเข้าใจหลักการของท่านเซียนกู้ อนาคตย่อมสดใส และต้องสร้างชื่อเสียงให้เมืองชูอวิ๋นของเราได้อย่างแน่นอน!"
เจ้าเมืองหลิ่วไม่อยากให้เรื่องผลแพ้ชนะยืดเยื้อ จึงรีบสรุปจบ
จากนั้นกู้เหยากับเขาก็สลับกันพูดคำพูดสวยหรู ให้กำลังใจผู้บำเพ็ญเพียรทั้งเมือง และชื่นชมความพยายามของผู้เข้าแข่งขันทุกคน งานประลองสู่เซียนที่กินเวลาห้าวันก็จบลงด้วยชัยชนะของโหย่วซู
กู้เหยาตัดสินใจว่าจะจัดงานเลี้ยงที่จวนเจ้าเมืองในคืนพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายที่เขาจะอยู่ที่เมืองชูอวิ๋น เชิญเจ้าสำนักต่างๆ และผู้เข้าแข่งขันทุกคนมาร่วมงาน เขาจะมอบของรางวัลให้ผู้ที่มีผลงานโดดเด่น และประกาศรายชื่อสำนักในสังกัดรวมถึงผู้ที่ได้โควตาไปเรียนรู้ที่สำนักเสวียนเซียว
ฝูงชนแยกย้าย จวนเจ้าเมืองที่เคยจอแจกลับมาว่างเปล่า
โหย่วซูได้รับปราณรักษาจากกู้เหยาและโอสถรักษาบาดแผลวิญญาณช่วยจนเดินได้คล่องแล้ว เขาก็หายตัวไปในฝูงชนอย่างเงียบเชียบ
กู้เหยามองแผ่นหลังโหย่วซูส่ายหน้าเบาๆ ถอนใจว่าช่างเป็นเด็กหนุ่มที่เข้มแข็งเหลือเกิน มีแต่คนแบบนี้เท่านั้นถึงจะเข้าใจเจตจำนงแห่งกระบี่ที่พวกตาแก่ฝึกกระบี่มาหลายร้อยปีก็ยังสัมผัสไม่ได้ตั้งแต่อายุเท่านี้ ศิษย์คนก่อนของท่านหญิงกระบี่บัวก็เป็นยอดอัจฉริยะ คนต่อไปนี้เกรงว่าจะไม่ด้อยไปกว่ากัน
ตลอดทางกลับบ้านของโหย่วซู มีคนรุมล้อมมากกว่าตอนขามา ร้านเหล้าที่เขากินประจำถึงขั้นเสนอให้เขากินฟรีตลอดชีพ เถ้าแก่เเนี๊ยะร้านเสื้อผ้าไจ๋อวิ๋นแทบอยากจะอุ้มโหย่วซูเข้าอก ให้เสื้อผ้าชุดใหม่มาอีกเพียบ
โหย่วซูขอบคุณทุกคน แวะซื้อยาที่ร้านยาแล้วก็หลบฝูงชนจากไป พอเดินมาถึงถนนซีหลิ่วที่ไร้ผู้คน ก็กลับมาอยู่ตัวคนเดียวอีกครั้ง ทำให้เขารู้สึกสบายใจขึ้นมาก
แต่ศัตรูที่มาขวางทางข้างหน้ากะทันหัน ทำให้เขาต้องตื่นตัวอีกครั้ง ความทรงจำที่ถูกดักทำร้ายตั้งแต่เล็กจนโตผุดขึ้นมา
คืออูเฉิง
"ยังอยากสู้อีก?" โหย่วซูขมวดคิ้ว มือจับด้ามกระบี่ ขาเขาเจ็บ หนีเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้ ทางเดียวคือต้องสู้
"ไม่สู้แล้ว ก็บอกแล้วไง ว่าข้าแพ้อย่างหมดรูป" อูเฉิงยิ้ม เดินเข้าหาโหย่วซูช้าๆ เสื้อผ้าที่เปื้อนเลือดยังไม่ได้เปลี่ยน เห็นชัดว่ามารออยู่นานแล้ว
โหย่วซูไม่คลายความระมัดระวัง มือยังไม่ปล่อยจากด้ามกระบี่
"อย่าเครียดน่า แค่จะมาคุยด้วย ก่อนสู้ไม่ชอบคุย สู้เสร็จแล้วคุยไม่ได้หรือ?" อูเฉิงหยุดห่างจากโหย่วซูสองเมตร ระยะนี้ไม่ทำให้รู้สึกอันตราย แต่ก็ไม่ไกลเกินไป
"ไม่มีอะไรก็หลีกไป ข้ารีบกลับบ้าน" โหย่วซูไม่มีน้ำเสียงดีๆ ให้อูเฉิง
อูเฉิงเหมือนคาดไว้แล้ว เขาเบี่ยงตัวเปิดทาง มองดูใบไม้เขียวชอุ่มพูดเนิบๆ ว่า: "อาจารย์ข้าไม่ได้ใจแคบอย่างที่เจ้าคิด ตอนแรกเขาแค่ให้ข้ามาประลองกับเจ้า แต่เรื่องกลั่นแกล้งเจ้าหลังจากนั้นข้าทำเองทั้งหมด ต่อให้เจ้าชนะข้า เขาก็ไม่ลงมือกับเจ้าจริงๆ หรอก"
"อืม" โหย่วซูไม่หยุดเดิน ก้าวเท้าจะไป
"ดังนั้นเจ้ายอมสู้กับข้าแต่แรกก็จบแล้ว ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งขนาดนี้ก็ไม่ตามรังควานเจ้าแล้ว"
"นั่นไม่ใช่ข้ออ้างที่เจ้าต้องมารังควานข้า"
"ก็ถูกของเจ้า เมื่อก่อนข้ายึดติดไปหน่อย ต่อไปจะไม่มาอีก" อูเฉิงทำหน้าโล่งอก เหมือนได้ปลดปล่อยสิ่งที่ค้างคาใจ หันไปมองแผ่นหลังของโหย่วซูที่เดินจากไป พูดอย่างจริงจังว่า: "โหย่วซู เจอกันครั้งหน้าที่เขาเทพ ข้าจะชนะเจ้า"
โหย่วซูเดินต่อไป หายลับไปที่ท้ายตรอก เสียงเย็นชาลอยมาตามลม: "ครั้งหน้า ข้าจะไม่ออมมือแล้ว"
(จบแล้ว)