- หน้าแรก
- เทพยุทธ์ไร้ตา
- บทที่ 38 - ถามศิษย์พี่หญิงอีกครั้ง
บทที่ 38 - ถามศิษย์พี่หญิงอีกครั้ง
บทที่ 38 - ถามศิษย์พี่หญิงอีกครั้ง
บทที่ 38 - ถามศิษย์พี่หญิงอีกครั้ง
แสงอรุณเบิกฟ้า หน้าจวนเจ้าเมืองเนืองแน่นด้วยผู้คนอีกครั้ง
งานประลองสู่เซียนครั้งนี้มีผู้บำเพ็ญเพียรลงสมัครทั้งหมดสามสิบสามคน หนึ่งในนั้นโชคดีจับสลากผ่านรอบแรกได้ ซึ่งบังเอิญว่าเป็นอูเฉิงพอดี
วันนี้เป็นรอบที่สอง การประลองของอูเฉิงถูกจัดไว้คู่แรก ทุกคนต่างมารอกันแต่เช้าตรู่ พวกเขาอยากเห็นกับตาว่าเด็กหนุ่มผู้มีชื่อเสียงโด่งดังมานานในเมืองผู้นี้จะมีท่วงท่าสง่างามเพียงใด
คู่ต่อสู้ของอูเฉิงชื่อเหลียงหง เป็นลูกชายคนเดียวของตระกูลเหลียงซึ่งเป็นอีกหนึ่งตระกูลใหญ่ในเมือง แน่นอนว่าเป็นอัจฉริยะที่มีชื่อเสียงในเมืองชูอวิ๋นเช่นกัน เพียงแต่ชื่อเสียงยังเป็นรองอูเฉิงอยู่บ้าง เนื่องจากเขาก็เกลียดขี้หน้าโหย่วซูเข้าไส้เหมือนกัน จึงนับว่าเป็นเพื่อนกับอูเฉิงได้
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากันกลางลานประลอง เหลียงหงไม่ได้แสดงความขลาดกลัวใดๆ แม้เขาจะรู้ว่าเขาอาจจะไม่ใช่คู่มือของอูเฉิง แต่เขาก็อดคิดไม่ได้ว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวในชีวิตของเขา
เสียงกลองทองดังขึ้น แสงอาทิตย์สาดส่องลานกว้าง อูเฉิงชักกระบี่ จบการต่อสู้ด้วยความเร็วแสงจนหูตามองไม่ทัน
สำนักโส่วเซียวไม่ใช่สำนักกระบี่ วิถีกระบี่เป็นเพียงแขนงย่อยในสำนัก ศิษย์ส่วนใหญ่เน้นฝึกวิชาคาถาอาคม อูเฉิงก็เช่นกัน แต่วันนี้เขากลับไม่ใช้วิชาคาถาอาคมแม้แต่น้อย ยืนกรานจะใช้กระบี่เอาชนะในดาบเดียว ราวกับกำลังแข่งกับโหย่วซูที่จบการต่อสู้ด้วยความเร็วเมื่อวาน
การต่อสู้ของเขาทำให้ทุกคนในที่นั้นเข้าใจว่า แม้จะเป็นอัจฉริยะเหมือนกัน ก็ยังมีสูงต่ำ และทำให้ทุกคนรู้ชัดว่าคนที่จะได้ยืนอยู่บนเวทีงานประลองสู่เซียนเป็นคนสุดท้าย จะต้องเป็นหนึ่งในสองคนระหว่างโหย่วซูและอูเฉิงเท่านั้น
ฉีเต้าตงสีหน้าปกติ ลูบเคราขาวเบาๆ ท่าทางเหมือนคาดการณ์ไว้แล้ว ไม่สนใจสีหน้าเขียวคล้ำของผู้นำตระกูลเหลียงแม้แต่น้อย แม้แต่เจ้าเมืองหลิ่วและกู้เหยา ก็ยังอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าชื่นชม
การประลองเช่นนี้แม้จะน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ก็ขาดรสชาติในการรับชมไปหน่อย คนทั่วไปยังชอบดูการต่อสู้ที่สูสีคู่คี่มากกว่า พร้อมกันนั้น ก็เริ่มตั้งตารอว่าโหย่วซูในคู่สุดท้ายจะมีผลงานโดดเด่นอะไรบ้าง
ช่วงบ่าย การประลองของโหย่วซูก็มาถึง
ก่อนออกจากบ้านโหย่วซูบอกศิษย์น้องว่าจะไปตีกับชาวบ้าน ใครเก่งกว่าก็มีโอกาสได้โควตาไปเรียนรู้มากกว่า และยังกำชับจีหลิงรั่วเป็นพิเศษว่าให้พักผ่อนต่อ อย่าแอบมาดูเขาแข่ง
จีหลิงรั่วกลอกตาคู่งาม บอกว่านางไม่ได้คิดจะไปอยู่แล้ว ยังไงโหย่วซูก็คงเอาชนะคนพวกนั้นได้ง่ายๆ อยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าดู
จะให้นางไปยืนดูโหย่วซูแสดงอิทธิฤทธิ์ต่อหน้าธารกำนัล แล้วทำหน้าแบบ 'ว้าว ศิษย์พี่เก่งจังเลย' ที่น่าขยะแขยงแบบนั้น ไม่มีทางเสียหรอก
ท่ามกลางสายตาร้อนแรงของผู้ชม โหย่วซูเดินไปกลางสนาม คู่ต่อสู้ของเขาในวันนี้ชื่อเกาลี่ อายุมากกว่าโหย่วซูแค่ปีเดียว แต่เขาเป็นอันดับหนึ่งของสำนักหมัดวายุอัสนีในรุ่นอายุไม่เกินสามสิบปี และเป็นศิษย์น้องที่เซิ่งจื่อหลิงอยากจะเหยียบให้จมดินคนนั้น
แต่ความจริงแล้ว โหย่วซูไม่รู้จักเขาเลย เพราะเขากับโหย่วซูไม่เคยมีความบาดหมางหรือแม้แต่ความข้องเกี่ยวกัน โหย่วซูสัมผัสได้ว่าคู่ต่อสู้ที่เงียบขรึมตรงหน้าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่แท้จริง ในใจจึงเกิดความเคารพขึ้นมาบ้าง
ความจริงพิสูจน์แล้วว่า เกาลี่ไม่ใช่คนไร้ฝีมือ เขาเก่งกว่าเซิ่งจื่อหลิงมาก โหย่วซูไม่ใช่คนชอบดูถูกคู่ต่อสู้ เพียงแต่เมื่อวานเจ้าเซิ่งจื่อหลิงนั่นน่ารำคาญเกินไป เขาถึงได้ลงมือสังหารในพริบตาโดยไม่ไว้หน้า เมื่อเผชิญหน้ากับเกาลี่ โหย่วซูจงใจรั้งกระบี่ไว้ รับมือกับหมัดคู่ที่ดุดันของอีกฝ่าย ทั้งสองผลัดกันรุกรับ ดูเหมือนเป็นการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้กันจริงๆ ไม่มีใครมุ่งแต่จะเอาชนะ
จนกระทั่งหมัดที่เต็มไปด้วยพลังปราณของเกาลี่ถูกโหย่วซูปัดป้องออกไป เขาจึงตัดสินใจประสานมือขอยอมแพ้ การดวลที่ยอดเยี่ยมนี้ถึงได้จบลงอย่างสมบูรณ์
ผู้ชมดูอย่างออกรสออกชาติ ก็อดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบกับการประลองของอูเฉิงเมื่อเช้า ทั้งที่คู่ต่อสู้มีฝีมือไม่ธรรมดาเหมือนกัน แต่ความง่ายดายในการเอาชนะกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว สรุปแล้วโควตาไปเรียนรู้จะตกเป็นของใคร ในใจทุกคนเหมือนจะมีคำตอบอยู่แล้ว
โหย่วซูไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ หลังจากถามเวลาแข่งของวันพรุ่งนี้เสร็จก็ออกจากสนามไป
ถึงบ้านฟ้ายังไม่มืด ศิษย์น้องยังพักผ่อนอยู่
โหย่วซูอาศัยช่วงเวลาที่ยังเช้าอยู่เดินลมปราณสักพัก พอพระอาทิตย์ตกดิน เขาก็เดินไปหน้าห้องศิษย์พี่หญิง
เมื่อวานถามศิษย์น้องเรื่องไปเขาเทพแล้ว วันนี้ต้องถามศิษย์พี่หญิงบ้าง
นับดูแล้ว ศิษย์พี่หญิงเงียบหายไปสิบวันแล้ว ความจริงระยะเวลานี้ในช่วงแปดปีที่ผ่านมาถือว่าไม่นาน สถิติที่นานที่สุดที่โหย่วซูเคยนับได้ คือสี่สิบสี่วันเต็ม
โหย่วซูก็ไม่รู้ว่าทำไมศิษย์พี่หญิงที่ปากบอกว่าเป็นคนไม่มีวรยุทธ์ ถึงสามารถอดอาหารได้นานขนาดนี้ อาจจะเคยกินของวิเศษหรือยาวิเศษอะไรมาบ้างกระมัง
แต่โหย่วซูมักรู้สึกว่า ศิษย์พี่หญิงผู้มีความงามดั่งเซียน แม้ไม่ใช่เซียน แต่ความรู้สึกที่ให้กลับเหนือกว่าเซียน ดังนั้นโหย่วซูจึงเชื่อคำพูดของศิษย์พี่หญิงอย่างสนิทใจ เพราะคนแบบนั้นไม่มีทางโกหก เหมือนดอกบัวขาวบริสุทธิ์ ที่ไม่มีทางเกิดจุดด่างพร้อย
โหย่วซูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เคาะประตู
"ศิษย์พี่หญิง?"
รออยู่นานพักใหญ่ เสียงเย็นชาของศิษย์พี่หญิงถึงลอยออกมา ให้ความรู้สึกว่างเปล่ายิ่งกว่าเมื่อก่อน: "มีธุระอันใด?"
โหย่วซูจัดเสื้อผ้าที่ยับย่นอย่างประหม่า ไม่รู้ว่าตัวเองตื่นเต้นอะไร: "โหย่วซูมีคำถามอยากถามศิษย์พี่หญิงขอรับ"
พูดจบโหย่วซูก็นึกเสียใจ: ประโยคเปิดบทสนทนาคราวนี้เหมือนกับคราวที่แล้วเปี๊ยบ ศิษย์พี่หญิงคงไม่นินทาในใจว่าทำไมข้าขี้สงสัยจังหรอกนะ?
"ถามมาเถิด" ศิษย์พี่หญิงตอบรับอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์พี่หญิง... อยากไปเขาเทพเหิงเกาไหมขอรับ?"
"เหตุใดจึงถามเช่นนี้?"
"เอ่อ... ช่วงนี้มีท่านเซียนจากเขาเทพมาที่เมืองชูอวิ๋น เป็นผู้ดูแลฝ่ายนอกของสำนักเสวียนเซียว เขามีโควตาให้ไปเรียนรู้ที่สำนักเสวียนเซียวหนึ่งที่ ข้าอยากจะลองชิงดูขอรับ"
"เจ้าอยากเข้าสำนักเสวียนเซียวมากหรือ?" น้ำเสียงของศิษย์พี่หญิงมีกระแสสูงต่ำขึ้นมาอย่างหาได้ยาก เห็นได้ชัดว่าสนใจคำตอบของคำถามนี้
"ไม่ใช่ว่าอยากเข้าสำนักเสวียนเซียวขอรับ การไปเรียนรู้ไม่ได้เปลี่ยนสังกัดสำนัก ข้ายังคงเป็นคนของสำนักกระบี่คู่ยวนยาง โหย่วซูแม้ตาบอดแต่ใจไม่บอด ไม่มีอาจารย์ก็ไม่มีข้าในวันนี้ ข้าจะฉวยโอกาสตอนอาจารย์ออกท่องเที่ยวไปเข้าสำนักอื่น กราบคนอื่นเป็นอาจารย์ได้อย่างไร?" โหย่วซูรีบอธิบาย กลัวจะพูดไม่ครบ จึงรีบเสริมว่า: "โหย่วซูอยากไปเรียนรู้ เพียงแค่อยากเรียนรู้วิชาที่แตกต่าง พบเจอผู้คนหลากหลาย และถือโอกาสสัมผัสความยิ่งใหญ่ของเขาเทพ เปิดหูเปิดตาดูจุดสูงสุดของโลกใบนี้ อาจารย์เคยบอกว่า รอท่านกลับมาจะต้องมีชื่อเสียงก้องห้าทวีป โหย่วซูย่อมต้องพยายามให้คู่ควรกับชื่อศิษย์ของอาจารย์ขอรับ"
ศิษย์พี่หญิงดูเหมือนกำลังพิจารณาคำพูดนี้ เงียบไปครู่หนึ่ง ศิษย์พี่หญิงก็ให้คำตอบ: "ข้าอยากไป"
โหย่วซูยิ้มแก้มปริ กำหมัดเบาๆ
สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือศิษย์พี่หญิงไม่อยากจากสำนักกระบี่คู่ยวนยาง แต่อยากรออาจารย์ที่กำหนดกลับไม่แน่นอนอยู่ที่นี่จนแห้งตาย โชคดีที่ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ราวกับวันที่ศิษย์น้องและศิษย์พี่หญิงจะหายดีอยู่แค่เอื้อม
"ขอบคุณศิษย์พี่หญิงขอรับ"
"ไม่ต้องขอบคุณข้า หากเจ้าอยากไปเรียนรู้จริงๆ ก็ไปชิงมาซะ"
"โหย่วซูจะพยายามให้ถึงที่สุดขอรับ"
พูดจบโหย่วซูก็คำนับแล้วถอยออกมา เขาเงยหน้ามองไปทางทิศตะวันตก สายตาที่พร่ามัวสบเข้ากับแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับพอดี ในใจเปี่ยมล้นไปด้วยความหวัง
(จบแล้ว)