- หน้าแรก
- ย้อนเวลามาปี 2000 ผมเลยขนเพลงจากอนาคตมาถล่มวงการ
- บทที่ 23 - การจากลาและบทเพลงสุดท้าย
บทที่ 23 - การจากลาและบทเพลงสุดท้าย
บทที่ 23 - การจากลาและบทเพลงสุดท้าย
บทที่ 23 - การจากลาและบทเพลงสุดท้าย
จางจง: "จะไปจริงเหรอ?"
เสิ่นล่าง: "ครับ ตกลงกับทางสถานีเรียบร้อยแล้ว"
จ้าวเสวี่ย: "วันหน้าได้ดีแล้วอย่าลืมเพื่อนเก่าอย่างพวกเรานะ"
เสิ่นล่าง: "ลืมใครก็ได้ แต่ไม่ลืมพี่จ้าวแน่นอนครับ"
อู๋โจวถง: "กลับมาเยี่ยมกันบ่อยๆ นะ"
เสิ่นล่าง: "แน่นอนครับ"
…………
มื้อเที่ยง อาหารขอบคุณกลายเป็นอาหารเลี้ยงส่ง แม้จะรู้จักกับอู๋โจวถง จ้าวเสวี่ย และจางจงได้ไม่นาน แต่ก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน พวกเขาถือเป็นเพื่อนกลุ่มแรกๆ หลังจากที่เสิ่นล่างย้อนเวลามาที่นี่ โดยเฉพาะอู๋โจวถง คือกุญแจสำคัญที่ทำให้เขาได้ติดปีกบิน ถ้าไม่มีไอเดียร้องเพลงสดในรายการ และอาการท้องเสียกะทันหันของอู๋โจวถง ก็คงไม่มีโอกาสได้ร้อง ‘Jimo Shazhou Leng’ จนนำมาสู่เรื่องราวต่างๆ ในวันนี้ บนโต๊ะอาหาร เขาใช้เครื่องดื่มแทนเหล้า คารวะอู๋โจวถงไปหลายแก้ว
ช่วงบ่าย พอเข้างานก็มีประกาศเรียกประชุมรวม ในที่ประชุม ผู้บริหารประกาศแต่งตั้งเสิ่นล่างเป็นผู้จัดรายการกิตติมศักดิ์ และมอบใบประกาศเกียรติคุณให้ ความจริงหลังจากเพลงเขาดัง ทุกคนก็เดาได้แล้วว่าเขาต้องไปแน่ๆ แค่ไม่คิดว่าจะไปในรูปแบบนี้ เขามาทำงานได้แค่สองเดือนกว่าๆ ก็สร้างตำนานอัลบั้มเพลงวิทยุชุดแรกและผู้จัดรายการกิตติมศักดิ์คนแรก เรียกได้ว่าเป็นตำนานของวงการวิทยุเลยทีเดียว
เก็บของเสร็จ เสิ่นล่างยังไม่กลับ เพราะวันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ มีรายการ ‘เรื่องเล่าดนตรีเที่ยงคืน’ เขาจะเข้าร่วมรายการสด และนี่จะเป็นรายการเทปสุดท้ายของเขา การเริ่มต้นที่ดีคือความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง ถ้าไม่มีแฟนรายการสนับสนุน เขาคงไม่มีวันนี้ ดังนั้น ต้องมีการบอกลาแฟนรายการด้วย
เที่ยงคืน
เกาหยวนหยวนในชุดนอนลายการ์ตูนน่ารัก นั่งอยู่หน้าวิทยุในห้องนอน รอคอยรายการ ‘เรื่องเล่าดนตรีเที่ยงคืน’
"ลืมถามเขาเลยว่าคืนนี้จะมีเพลงใหม่ไหม"
ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่วันชาติที่ไปปั่นจักรยานเล่นกับเสิ่นล่างมาทั้งบ่าย ภาพเหตุการณ์วันนั้นก็วนเวียนอยู่ในหัวเธอตลอด เป็นครั้งแรกที่เธอเป็นแบบนี้ คืนนี้เธอเข้านอนแต่หัวค่ำ แต่นอนพลิกไปพลิกมา ข่มตาไม่หลับ ใจลอยไปไกล พอได้สติ ดูเวลา เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว กำลังจะปิดไฟนอน ก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้แม้จะเป็นวันทำงานวันแรกหลังหยุดยาว แต่ก็เป็นวันอาทิตย์ มีรายการของเสิ่นล่าง เธอรีบดีดตัวจากที่นอนไปเปิดวิทยุ
"วันนี้มีข่าวจะแจ้งให้ทุกท่านทราบครับ เสิ่นล่างมีความจำเป็นส่วนตัว ต้องอำลาจากสถานีวิทยุของเราแล้ว..."
จะออกจากสถานีแล้วเหรอ? เกาหยวนหยวนได้ยินข่าวก็ตกใจเหมือนกัน แต่ก็เข้าใจได้
"ยังดีที่ไม่หลับ ไม่งั้นคงพลาดรายการสุดท้ายของเขา ว่าแต่จะมีเพลงใหม่ไหมนะ?" เกาหยวนหยวนกอดหมอน เกาะขอบโต๊ะ ดวงตาคู่สวยฉายแววคาดหวัง
‘เรื่องเล่าดนตรีเที่ยงคืน’ เทปนี้อบอวลไปด้วยบรรยากาศเศร้าสร้อยของการจากลา สายที่โทรเข้ามา ไม่มีใครเล่าเรื่องราวของตัวเองอีกแล้ว ต่างโทรมาบอกชอบและอาลัยอาวรณ์เสิ่นล่าง หลังจากเปิดเพลงตามปกติไป 5 เพลง ก็มาถึงช่วงท้ายรายการ สายสุดท้าย เสิ่นล่างเป็นคนรับสาย
เวลานั้น เกาหยวนหยวนที่มือกดโทรศัพท์ยิกๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เธอโทรไม่ติด กะว่าถ้าสายก่อนหน้านี้ไม่ขอเพลงใหม่เสิ่นล่าง เธอจะขอเอง แต่ดวงไม่ดีเอาซะเลย
"วันนี้ยังรับปรึกษาปัญหาอยู่ไหมครับ?" เสียงชายวัยกลางคนดูเหนื่อยล้าดังมาจากปลายสาย
"ได้ครับ เชิญเลย" เสิ่นล่างตอบเสียงนุ่ม
"ขอโทษด้วยนะ ที่มารบกวนเวลาบอกลาแฟนคลับของคุณ" ชายคนนั้นกล่าวอย่างเกรงใจ เขาอายุมากแล้ว ปีนี้ 45 เคยฟังเสิ่นล่างร้องเพลงในรายการ เพลงรักพวกนั้นเพราะก็จริง แต่ไม่อินกับเขา เขาเลยไม่ได้เป็นแฟนคลับเสิ่นล่าง
"คนที่ต้องขอโทษควรเป็นผมครับ ที่รบกวนเวลาของทุกคน เจตนารมณ์ของ ‘เรื่องเล่าดนตรีเที่ยงคืน’ ไม่เคยเปลี่ยน ใช้ดนตรีสื่อสาร มาร่วมตามนัดไม่ว่าฝนจะตกหรือฟ้าจะร้องครับ" เสิ่นล่างขอโทษอย่างจริงใจ รายการเทปนี้มันออกนอกลู่นอกทางไปหน่อย ไม่ใช่ความตั้งใจของเขา รีบดึงรายการกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
"ช่วงนี้ผมมักจะคิดอยู่บ่อยๆ ว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมจะใส่ใจพ่อให้มากกว่านี้ไหม แต่ความจริงมันโหดร้าย เวลาผ่านไปแล้วไม่หวนคืน" ชายคนนั้นค่อยๆ เล่า น้อยครั้งมากที่จะไม่ใช่ปัญหาความรัก เสิ่นล่างตั้งใจฟัง
"ผมเกิดในชนบท แม่เสียไปตั้งแต่เด็ก พ่อเลี้ยงพวกเราสามพี่น้องมาด้วยตัวคนเดียว เดือนก่อน พ่อหัวใจวายกะทันหัน เข้าไอซียู ในวาระสุดท้าย พ่อจับมือผมไว้ เสียงขาดๆ หายๆ ว่า ‘ความเสียใจที่สุดในชีวิตพ่อ คือมัวแต่ยุ่งหาเงิน ไม่ได้อยู่ดูแลพวกแก...’ พูดยังไม่ทันจบ พ่อก็หมดสติไป"
"ผมยืนอยู่หน้าห้องผ่าตัด หัวใจเจ็บแปลบ ที่แท้ในใจพ่อมีแต่พวกเรามาตลอด แต่พอพวกเราโตขึ้น มีเงิน ประสบความสำเร็จ กลับละเลยความรักความห่วงใยของพ่อเพราะเรื่องจุกจิกในชีวิต ความรู้สึกผิดและการตั้งรับไม่ทันในตอนนั้น กลายเป็นความเสียใจตลอดกาล"
"ผมคิดถึงพ่อ แต่ทุกอย่างมันสายไปแล้ว"
เล่าจบ ชายคนนั้นก็ถอนหายใจยาว
"ความเปราะบางของชีวิตมักทำให้เรานึกถึงความเสียใจและความจำยอมมากมาย ชีวิตคนเราเหมือนการเดินทางทวนกระแส ผ่านไปแล้วเรียกคืนไม่ได้คือวันเวลา จากไปแล้วอยากเจอแต่ไม่ได้เจอคือบุพการี..."
เสิ่นล่างจัดคำคมปลอบใจชุดใหญ่ไปหนึ่งดอก
หน้าวิทยุ ผู้ฟังมากมายเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม ก่อนหน้านี้เสิ่นล่างแต่งแต่เพลงรัก แต่สถานการณ์ของชายคนนี้ร้องเพลงรักไม่ได้แน่ๆ แล้วเสิ่นล่างจะแต่งเพลงแนวอื่นเป็นไหม? ถ้าเป็น จะคลาสสิกเหมือนเพลงรักก่อนหน้านี้หรือเปล่า? หรือว่าเสิ่นล่างจะเลือกเปิดเพลงเกี่ยวกับพ่อของคนอื่นแทน
"ผมเป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยเห็นหน้าพ่อแม่ แต่ผมก็มักจะจินตนาการอยู่บ่อยๆ ว่าชีวิตที่มีพ่อแม่จะเป็นยังไง..."
นี่เป็นครั้งแรกที่เกาหยวนหยวนรู้ภูมิหลังของเสิ่นล่าง ไม่นึกว่าเขาจะมีชีวิตที่น่าสงสารแบบนี้
"ผมไม่รู้จะปลอบใจคุณยังไง ขอมอบเพลงนี้ให้คุณและคุณพ่อของคุณนะครับ"
มาแล้ว ช่วงเวลาที่ผู้ฟังรอคอย
เวลาเดียวกัน ณ คฤหาสน์หรูในปักกิ่ง สองพี่น้องน่าอิงและน่าซิ่งก็นั่งอยู่หน้าวิทยุเหมือนกัน
"ไม่ใช่ว่าเขาแต่งเป็นแต่เพลงรักเหรอ?" น่าซิ่งแค่นเสียง
"เพลงป็อปกว่า 70% ก็เป็นเพลงแนวนี้ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะสื่ออารมณ์ไหน มันก็มีสูตร มีแพทเทิร์นให้เดินตาม" น่าอิงพูดด้วยน้ำเสียงเปรี้ยวจี๊ด
ระหว่างพูด เสียงกีตาร์ก็ดังขึ้น จังหวะเนิบช้า ท่วงทำนองแฝงความเศร้าจางๆ คนรู้หรือไม่รู้เรื่องดนตรีก็ฟังออก ว่าเพลงนี้สไตล์ต่างจาก 10 เพลงก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง สรุปแล้ว มีสูตร มีแพทเทิร์นจริงเหรอ?
น่าซิ่งกัดฟันกรอด น่าอิงขมวดคิ้วเล็กน้อย
"ปี 1984 พืชผลในไร่ยังเก็บเกี่ยวไม่เสร็จ
ลูกชายนอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมอกฉัน หนังกลางแปลงคืนนี้คงไม่มีเวลาไปดู ภรรยาเตือนให้ฉันซ่อมที่เหยียบจักรเย็บผ้า..."
[จบแล้ว]