- หน้าแรก
- ทวงคืนโชคชะตาของธิดาผู้แท้จริง
- บทที่ 27: มาดูกันว่าลูกสาวคนไหนจะได้ไปเรียน
บทที่ 27: มาดูกันว่าลูกสาวคนไหนจะได้ไปเรียน
บทที่ 27: มาดูกันว่าลูกสาวคนไหนจะได้ไปเรียน
บทที่ 27: มาดูกันว่าลูกสาวคนไหนจะได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย
"ป้าซุนข้างบ้านอุตส่าห์ชมว่าแกเรียบร้อย ดูสารรูปตอนนี้สิ เรียบร้อยตรงไหน? ไร้มารยาทสิ้นดี!" ฉินหลานโกรธจนตัวสั่น
"ความเรียบร้อยมันต้องดูด้วยว่าทำกับใคร ต่อหน้าคุณ ฉันทำตัวเรียบร้อยไม่ลงหรอกค่ะ"
ฉินหลานถลันเข้ามาเงื้อมือขึ้น เตรียมจะตบหน้าหลี่เหวินซีเหมือนเมื่อวันก่อน แต่ยังไม่ทันที่ฝ่ามือจะสัมผัสใบหน้า ข้อมือของเธอก็ถูกคว้าไว้แน่น
"อะไร? จะตบฉันอีกแล้วเหรอ?" หลี่เหวินซีแค่นหัวเราะ มือยังกำข้อมือฉินหลานไว้แน่น
"ทำอะไรน่ะ? แกจะตบแม่งั้นเหรอ?" จู่ๆ หลี่เหวินถิงก็พุ่งเข้ามา "พ่อคะ มาเร็วเข้า! หลี่เหวินซีกำลังจะตบแม่ค่ะ"
หลี่หงปินได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงรีบวิ่งมาดู เห็นภาพหลี่เหวินซีกำลังบีบข้อมือฉินหลานอยู่ "เกิดอะไรขึ้นอีกแล้ว?"
เมื่อเห็นหลี่หงปิน หลี่เหวินซีจึงยอมปล่อยมือฉินหลาน แต่สายตายังคงจับจ้องฉินหลานอย่างระแวดระวัง
"ฉินหลาน คราวนี้มีเรื่องอะไรกันอีก?" หลี่หงปินขมวดคิ้วถามฉินหลาน
"ถามลูกสาวคุณดูสิคะ เธอมันปีนเกลียวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง" ฉินหลานหายใจหอบถี่ด้วยความโมโห เธอไม่เคยถูกใครปฏิบัติแบบนี้มาก่อน เธอรู้สึกว่าหลี่เหวินซีคือตัวกาลกิณีสำหรับเธอจริงๆ
หลี่เหวินซีเล่าต้นสายปลายเหตุด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลี่หงปินปรายตามองหลี่เหวินถิงแวบหนึ่ง แล้วหันไปพูดกับฉินหลาน "เตียงในห้องเหวินซีเป็นเตียงเดี่ยว นอนสองคนมันอึดอัด เตียงห้องเหวินถิงใหญ่กว่า ให้เหม่ยเหม่ยไปนอนกับเหวินถิงที่นั่นเถอะ"
จากนั้นเขาก็หันไปดุหลี่เหวินถิง "เหวินซีไปตบแม่ตอนไหน? ทีหลังอย่าพูดจาเหลวไหลอีกนะ"
เหวินถิงอ้าปากพะงาบๆ แต่เถียงไม่ออก เหม่ยเหม่ยแอบกลอกตามองบนใส่หลี่เหวินซี แล้วรีบลากเหวินถิงที่ยังยืนงงๆ เข้าห้องไปอย่างตื่นเต้น
หลี่เหวินถิงมองดูเหม่ยเหม่ยที่กำลังรื้อค้นข้าวของในห้องเธอ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก "อย่าแตะของฉันนะ"
"พี่เหวินถิง อย่าขี้งกไปหน่อยเลยน่า ฉันแค่ดูเฉยๆ เอง" เหม่ยเหม่ยหัวเราะคิกคัก
คำว่า "ขี้งก" เปรียบเสมือนคาถาที่สะกดหลี่เหวินถิงให้นิ่งงันไปทันที
ในขณะเดียวกัน ฉินหลานเดินตามหลี่หงปินเข้าไปในห้องนอนใหญ่แล้วเริ่มบ่น "คุณลำเอียงเกินไปแล้ว เหวินถิงอุตส่าห์ให้เหม่ยเหม่ยยืมชุดไปใส่ตั้งสองชุดแล้ว แค่ให้เหม่ยเหม่ยไปนอนห้องเดียวกับเหวินซีจะเป็นไรไป?"
หลี่หงปินปิดประตูห้อง หันกลับมาตอบเสียงเย็นชา "แค่เหวินซีจะได้ใส่ชุดใหม่บ้างมันยากนักหรือไง? ครั้งแรกที่คุณซื้อชุดให้เหวินซี คุณก็เอาไปให้เหวินถิง ครั้งนี้ป้าซุนอุตส่าห์ตัดชุดให้เหวินซีสองชุด คุณก็จะให้เหม่ยเหม่ยยืมไปใส่อีก ทำไมคุณถึงจ้องแต่จะแย่งชุดของเหวินซีนัก?"
ฉินหลานเถียงไม่ออกไปชั่วขณะ จึงเปลี่ยนเรื่อง "แต่แกกล้าลงไม้ลงมือโต้ตอบแม่นะ คุณว่านั่นคือกริยาของลูกสาวที่ดีเหรอ?"
ไม่พูดถึงเรื่องนี้ยังจะดีกว่า พอพูดขึ้นมา หลี่หงปินก็อดตวาดลั่นไม่ได้ "นั่นเรียกว่าลงไม้ลงมือเหรอ? นั่นมันการป้องกันตัว ไม่ยอมให้คุณตบต่างหาก คุณลองคิดดูนะ ตั้งแต่เหวินซีกลับมาไม่กี่วัน คุณตบลูกไปสองครั้งแล้ว ครั้งก่อนตบจนหน้าบวม เพิ่งจะหายดี คุณก็จะตบให้หน้าช้ำอีกแล้วเหรอ? ทีกับเหวินถิง คุณเคยกล้าทำแบบนี้ไหม?"
"ฉันตบแกสองครั้งเมื่อไหร่? ครั้งนี้ฉันตบโดนที่ไหน?"
"ถ้าเหวินซีไม่คว้ามือคุณไว้ คุณจะไม่ตบลูกงั้นสิ?"
ทั้งสองทะเลาะกันอีกครั้งและแยกย้ายกันไปอย่างไม่สบอารมณ์
ตั้งแต่นั้นมา หลี่เหวินซีจะออกมาจากห้องเฉพาะตอนกินข้าวและซักผ้า เวลาที่เหลือเธอจะขลุกอยู่ในห้องเพื่ออ่านหนังสือ บางครั้งก็จะออกไปเก็บหอยกับป้าซุนบ้าง
วันหนึ่ง หลี่เหวินซีกลับมาจากการเก็บหอยกับป้าซุน พร้อมถังใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยหอย กุ้งล็อบสเตอร์ และปลาที่ยังดิ้นพล่าน พอเดินเข้ามาในลานบ้าน เธอก็เห็นผู้หญิงในชุดทหารสองคนนั่งอยู่
ทันทีที่เห็นหลี่เหวินซีเดินเข้ามา ฉินหลานก็ทักทายอย่างกระตือรือร้นผิดปกติ "เหวินซี มานี่เร็วลูก มาสวัสดีผู้พันหานกับเจ้าหน้าที่หวังหน่อย"
หลี่เหวินซีทำหน้างงๆ แต่ก็ยังเข้าไปทักทายทั้งสองคนอย่างว่าง่าย
ฉินหลานชี้ไปที่หลี่เหวินซีแล้วแนะนำ "นี่ลูกสาวคนที่สองของฉันค่ะ หลี่เหวินซี เป็นไงคะ?"
ผู้พันหาน ทหารหญิงท่าทางทะมัดทะแมง ยิ้มแล้วดึงหลี่เหวินซีมาข้างกาย ถามว่า "หนูเรียนจบ ม.ต้น แล้วใช่ไหม? มีความสามารถพิเศษอะไรบ้างไหมลูก?"
"หนูเพิ่งจบ ม.2 ค่ะ ไม่มีตวามสามารถพิเศษอะไร"
ผู้พันหานลองจับๆ คลำๆ ร่างกายของหลี่เหวินซี แล้วหันไปยิ้มให้ฉินหลาน "รูปร่างดีนะ แต่ร่างกายเริ่มแข็งไปหน่อย คงฝึกเต้นไม่ได้แล้วล่ะ"
ฉินหลานรีบแทรกขึ้น "เต้นไม่ได้ก็ให้ทำอย่างอื่นก็ได้ค่ะ ผู้พันหาน คุณกับตาแก่หลี่ของเรารู้จักกันมาตั้งหลายปี ช่วยหน่อยนะคะ ถือซะว่าเห็นแก่อนาคตเด็ก"
"เสี่ยวฉิน เรื่องพวกนี้ทางเราจะพิจารณาให้อยู่แล้ว เหวินซีมีการศึกษา ร่างกายก็แข็งแรงดี งั้นเดี๋ยวให้ลงทะเบียนตามขั้นตอนปกติแล้วกัน"
ได้ยินผู้พันหานรับปาก ฉินหลานก็รู้ทันทีว่าเรื่องนี้น่าจะสำเร็จไปกว่าครึ่ง เธอรีบยิ้มขอบคุณยกใหญ่
ผู้พันหานแกล้งแซว "ลูกสาวคนโตคุณก็อายุเท่ากันนี่ อยากมาเป็นทหารด้วยไหม?"
"เหวินถิงของเราอยากเรียนต่อน่ะค่ะ"
ผู้พันหานถามไปอย่างนั้นเองไม่ได้ติดใจอะไร
"ผู้พันหานคะ คุณมาเกณฑ์ทหารเหรอคะ?" จู่ๆ หลี่เหวินซีก็โพล่งถามขึ้นมา
ผู้พันหานนึกถูกชะตากับเด็กสาวซื่อๆ คนนี้ จึงยิ้มตอบ "ใช่จ้ะ ไม่รู้เหรอ? หนูอยากมาเป็นทหารในคณะนาฏศิลป์ของเราไหม?"
หลี่เหวินซีตอบอย่างฉะฉาน "ผู้พันหานคะ พ่อหนูเป็นทหาร หนูก็ชอบทหารค่ะ แต่หนูอยากเรียนหนังสือมากกว่า หนูอยากสอบเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ"
ผู้พันหานกับเจ้าหน้าที่หวังหันมองฉินหลานด้วยความประหลาดใจ พวกเธอเข้าใจมาตลอดว่าเด็กคนนี้ไม่อยากเรียน แล้วฉินหลานกับครอบครัวเลยพยายามหาทางออกด้วยการให้มาเป็นทหาร
ฉินหลานขมวดคิ้ว พลางถลึงตาใส่หลี่เหวินซี "เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมจะไปรู้อะไร? ตอนเรียนอยู่บ้านนอกอ่านออกกี่ตัวเชียว? เรียนต่อไปก็เสียเวลาเปล่า แม่หวังดีนะ รีบเป็นทหารจะได้มีอนาคตที่มั่นคงเร็วๆ" แล้วเธอก็หันไปพูดกับผู้พันหาน "ผู้พันหานคะ อย่าไปถือสาคำพูดเด็กเลยค่ะ แกพูดไปเรื่อยเปื่อย"
ผู้พันหานนิ่งไปครู่หนึ่ง "พวกคุณไปตกลงกันก่อนเถอะ ถ้าตกลงได้แล้ว มะรืนนี้ค่อยไปลงชื่อแล้วกัน"
พูดจบ ทั้งสองก็ขอตัวกลับ
ฉินหลานโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง รู้สึกว่าหลี่เหวินซีทำให้เธอขายหน้า "ดูปากแกสิ พูดอะไรออกไป! เป็นไงล่ะทีนี้ ไปล่วงเกินผู้พันหานเข้าให้แล้ว รู้ไหมว่าโอกาสได้เป็นทหารมันยากแค่ไหน? ถ้าตอนนี้ไม่ได้เป็นทหาร อนาคตแกจะไปทำมาหากินอะไร?"
หลี่เหวินซีเลิกคิ้วถามกลับ "ถ้าโอกาสเป็นทหารมันหายากนัก ทำไมไม่ให้หลี่เหวินถิงไปเป็นล่ะคะ? ทำไมหนูถึงจะอยากเรียนหนังสือไม่ได้?"
"แกจะเอาอะไรไปเทียบกับเหวินถิง? เหวินถิงได้รับการศึกษาที่ดีกว่าแกมาตั้งแต่เด็ก ฉันเป็นคนสอนเองกับมือ เกรดแกจะดีสู้พี่เขาได้เหรอ? คิดว่าใครๆ ก็สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้หรือไง?"
"ยังไงหนูก็จะเรียน" หลี่เหวินซีทิ้งท้ายไว้แค่นั้นแล้วเดินกลับเข้าห้อง
ซุนอิงที่กำลังล้างกุ้งอยู่ในลานบ้านข้างๆ ได้ยินเข้า จึงตะโกนข้ามรั้วมาเตือนสติฉินหลาน "เด็กมันใฝ่เรียนก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอ? เด็กในเขตบ้านพักตั้งกี่คน ไล่ตีด้วยไม้กวาดให้ไปเรียนมันยังไม่ยอมไปเลย เด็กอย่างเหวินซีหายากนะ ฉันว่าถ้าแกอยากเรียนก็ส่งเสริมเถอะ บ้านเธอมีลูกไม่กี่คน ต่อให้เรียนทั้งสามคนก็ส่งไหวอยู่แล้ว"
"พี่ซุนคะ มันไม่ใช่เรื่องส่งไหวไม่ไหว แต่เกรดแกไม่ดี ให้รีบไปเป็นทหารหาทางรอดให้ตัวเองแต่เนิ่นๆ ดีกว่าค่ะ"
"ได้ยินว่าหน่วยที่มารับสมัครรอบนี้อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือนู่นแน่ะ เสี่ยวฉิน เธอตัดใจส่งเหวินซีไปลำบากคนเดียวที่นั่นทั้งที่ยังเด็กขนาดนี้ได้ลงคอเชียวเหรอ?" ซุนอิงพูดอย่างมีนัย
"ฉัน... ฉันก็ทำเพื่อตัวแกเองนั่นแหละ เป็นทหารก็ต้องอดทนลำบากเป็นธรรมดา" ฉินหลานตัดบทแล้วรีบเดินเข้าบ้าน
พอเข้าบ้านมา เธอก็เจอเหม่ยเหม่ยกำลังเดินลงมาจากชั้นบน "ป้าคะ ป้าคะ หนูได้ยินว่าคณะนาฏศิลป์รับสมัครทหารเหรอคะ? หนูอยากสมัครด้วยค่ะ"
"หนูจะไปคณะนาฏศิลป์?" ฉินหลานงงเป็นไก่ตาแตก "ไหนว่าจะเรียนต่อมหาวิทยาลัยไง?"
เหม่ยเหม่ยเขย่าแขนฉินหลานอ้อนวอน "ป้าคะ หนูแค่อยากเป็นทหาร เป็นทหารเท่จะตาย!" ที่จริงแล้วเกรดของเธอน่ะ อย่าว่าแต่มหาวิทยาลัยเลย ม.ปลายยังจะสอบไม่ติดด้วยซ้ำ ที่โม้ว่าเรียนเก่งก่อนหน้านี้ก็เพราะแม่เธออยากคุยโวเอาหน้ากับป้าเท่านั้นเอง
"เรียนต่ออีกสักปีเถอะ หนูน่ะยังเด็กเกินไปที่จะเป็นทหาร อีกอย่างหน่วยที่มารับสมัครรอบนี้มาจากเขตทหารตะวันตกเฉียงเหนือ ไกลบ้านมากนะ" ฉินหลานเกลี้ยกล่อม
"อ้าวป้า แล้วทำไมป้าถึงให้เหวินซีสมัครได้ล่ะคะ?" เหม่ยเหม่ยรู้สึกเหมือนโดนฉินหลานหลอก เพราะอยากกันโควตาไว้ให้หลี่เหวินซี
ฉินหลานจิ้มหน้าผากเหม่ยเหม่ยเบาๆ "เอาเถอะน่า ป้าหวังดีกับหนูนะ" จริงๆ แล้วฉันทำเพื่อส่งหลี่เหวินซีไปให้ไกลๆ จากบ้านนี้ต่างหาก บ้านจะได้กลับมาสงบสุขสักที ไม่งั้นมีเรื่องวุ่นวายไม่เว้นแต่ละวัน
หลี่เหวินซีที่กำลังจะลงมาเอาน้ำได้ยินเข้าพอดี เธอจึงเดินเงียบๆ กลับเข้าห้องไป
ตกเย็น ทันทีที่หลี่หงปินกลับมาถึงบ้าน เขาก็ยิงคำถามใส่ฉินหลาน "คุณจะให้เหวินซีสมัครเป็นทหารคณะนาฏศิลป์เหรอ?"
ฉินหลานงัดข้ออ้างเดิมๆ มาพูดซ้ำ
"แล้วทำไมไม่ให้เหม่ยเหม่ยสมัครล่ะ? ไหนคุณบอกว่าแกเด็กไป แถมหน่วยก็อยู่ไกลบ้าน แล้วเหวินซีไม่เด็กเหรอ? ไม่ไกลบ้านเหรอ? คุณจงใจจะส่งเหวินซีไปให้ไกลๆ ใช่ไหม?" หลี่หงปินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่ฉินหลานสัมผัสได้ถึงพายุอารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่ภายใต้ความสงบนิ่งนั้น
ทันใดนั้น ฉินหลานก็เหลือบไปเห็นหลี่เหวินซียืนอยู่ที่หน้าประตูห้อง เธอหัวเราะด้วยความโกรธเกรี้ยว "แอบฟังแล้วเอาไปฟ้อง นิสัยเสียจริงๆ ทำตัวลับๆ ล่อๆ ไม่น่าดูเอาซะเลย"
หลี่เหวินซีมองเธอด้วยสายตาไร้อารมณ์ ขนาดหนังสือยังไม่ให้ฉันเรียน แล้วยังจะมาคาดหวังมารยาทผู้ดีอะไรจากฉันอีก?
"แม่ที่บังคับไม่ให้ลูกเรียนหนังสือ นี่เรียกว่าทำตัวน่าดูเหรอ? ใครไม่รู้นึกว่าคุณเป็นแม่เลี้ยงใจร้ายซะอีก" เส้นเลือดที่ขมับของหลี่หงปินปูดโปนด้วยความโกรธ "เอาเป็นว่าผมจะส่งเสียเหวินซีเรียนเอง ไม่เกี่ยวกับคุณ แล้วคุณก็อย่ามายุ่งเรื่องของเหวินซีอีก"
"ฉันจะคอยดูว่าลูกสาวคุณจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ไหม! ระหว่างเหวินซีของคุณ กับเหวินถิงของฉัน ใครมันจะแน่กว่ากัน"
"คุณเอาลูกมาเปรียบเทียบกันแบบนี้อีกแล้วเหรอ? พูดจาภาษาอะไรต่อหน้าลูก?"