- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 19 สองร้อยยี่สิบโวลต์ก็งั้น ๆ
ตอนที่ 19 สองร้อยยี่สิบโวลต์ก็งั้น ๆ
ตอนที่ 19 สองร้อยยี่สิบโวลต์ก็งั้น ๆ
เฝิงจวินมีแผนการที่ชัดเจนมากสำหรับตัวเอง
หากต้องการหาเงินก้อนโต เขาไม่สามารถหวังพึ่งเศรษฐีกระเป๋าหนักที่จะปรากฏตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และยอมจ่ายไม่อั้นเพื่อลบยอดเงินคงเหลือในแอปเหลียวเหลียวได้
หนทางที่น่าเชื่อถือกว่าคือการลักลอบนำเข้าสินค้า แต่เรื่องการชาร์จพลังงานไฟฟ้านี้ เขายังไม่รู้วิธีที่แน่นอน
ทางเลือกที่ดีที่สุดคือไปยังมิติที่ดูเหมือนจะเป็นแนวเทพเซียนเพื่อตามหาหินวิญญาณจำนวนมาก ประสิทธิภาพในการชาร์จของสิ่งนั้นมันสุดยอดจริง ๆ
แน่นอนว่า หากสามารถได้เคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนมาได้ นั่นก็ถือว่ารวยเละ
เอาเถอะ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการคาดเดา สิ่งที่เฝิงจวินอยากทำที่สุดในตอนนี้คือการไปสำรวจมิติที่แปลกประหลาดนั่น หากบังเอิญไปเจอเหมืองทองหรืออะไรเข้า นั่นก็กำไรเห็น ๆ...
เขาไม่แน่ใจว่าในมิตินั้นมีอันตรายมากน้อยเพียงใด การเตรียมตัวล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ครั้งนี้สิ่งที่เขาจะซื้อไม่ได้จำกัดอยู่แค่เสื้อผ้าและอาหารสำหรับยังชีพในป่าอีกต่อไป ของสำหรับป้องกันตัวก็ต้องมี แม้ว่าจะหาซื้ออาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงไม่ได้มากนัก แต่มีไว้ก็ยังดีกว่าไม่มีเลย
เฝิงจวินท่องเว็บเถาเถาอยู่ครึ่งค่อนวัน ก่อนหน้านี้เขาก็เคยซื้อมีดกูกรีมาแล้ว จึงไม่ค่อยจะแปลกใจกับของพวกนี้เท่าไหร่ แต่ถ้าจะบอกว่าเขาเชี่ยวชาญ นั่นก็คงจะมองเด็กสายศิลป์อย่างเขาสูงเกินไป
เขาเลือกร้านที่ดูเข้าตาสองสามร้าน เข้าไปคุยกับเจ้าของร้าน แล้วก็กดสั่งซื้อเชือกช่วยชีวิตและของอื่น ๆ
สิ่งที่เขาอยากซื้อไม่ใช่เชือกช่วยชีวิตจริงหรอก ของสิ่งนี้เขาก็ต้องการอยู่ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เขาอาศัยการซื้อเชือกช่วยชีวิตเป็นฉากหน้า เพื่อสั่งซื้อของบางอย่างที่ไม่ได้แสดงไว้บนหน้าร้าน
ตัวอย่างเช่นหน้าไม้พลังสูง หรือมีดกูกรีที่ใช้งานได้จริง ของเหล่านี้ไม่สามารถเห็นได้บนหน้าร้าน ทำได้เพียงพูดคุยกับเจ้าของร้านเป็นการส่วนตัว แล้วสั่งซื้อในนามของสิ่งอื่น
ของถูกไม่ใช่ของดี ด้วยความรู้ของเฝิงจวินอาจจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือของดี แต่เขามั่นใจมากว่า ของแพงอาจจะไม่ใช่ของดีเสมอไป แต่ของดีต้องแพงแน่
หลังจากท่องเว็บเถาเถาไปหนึ่งรอบ เขาก็ตกตะลึงเมื่อพบว่าตัวเองใช้เงินไปกว่าหนึ่งหมื่นหยวนโดยไม่รู้ตัว
ความเร็วในการใช้เงินนี้น่ากลัวเกินไปจริง ๆ ในวินาทีนี้ เขารู้ซึ้งถึงเหตุผลที่แก๊งค์นักช็อปถึงกับประกาศว่าต้องตัดมือจริง ๆ แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็อยากจะตัดมือตัวเอง… เผลอแป๊บเดียว ก็ใช้เงินไปมากมายขนาดนี้
และของที่เขาซื้อมาก็อาจจะไม่ใช่ของแท้ แค่อาจจะไม่ใช่ของปลอมเท่านั้น
แต่เฝิงจวินก็ไม่ได้เสียใจ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ความปลอดภัยย่อมมาก่อน หากต้องเสียชีวิตไป ต่อให้มีโอกาสพิเศษที่น่าตื่นเต้นเพียงใด เขาก็ไม่มีวาสนาที่จะได้สัมผัส
หลังจากท่องเถาเถาเสร็จและออกจากหน้าเว็บ เขาก็ดูเวลา พบว่าเป็นเวลาบ่ายสี่โมงแล้ว จึงลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
คุณลุงกำลังตะโกนลั่นอยู่ที่หน้าประตูให้ทุกคนที่แอบต่อสายไฟของเขารื้อสายออกไป ไม่เช่นนั้นเขาจะตัดเอง
พวกที่แอบต่อสายไฟบางคนเคยให้ของกำนัลเขา แต่มาวันนี้มีเจ้าหนึ่งทำให้ไฟของเขาหรี่ลงถึงสองครั้งติด ๆ กัน คุณลุงไม่เพียงแต่หาตัวคนทำไม่เจอ แม้แต่ตอนที่เขาตะโกนขู่ คนอื่นก็ทำเป็นไม่ได้ยิน
คราวนี้เขาไม่ยอมแล้ว คุณลุงเป็นชาวบ้านหมู่บ้านเสี่ยวอู๋ แน่นอนว่าชอบของถูกเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่บ้าง แต่พอเขาโกรธขึ้นมาก็จะไม่เกรงใจใครหน้าไหนที่เคยรู้จักกันมาก่อน เป็นพวกที่ไม่ค่อยจะมองภาพรวม
ตรรกะของเขาคือ: ที่ผ่านมาฉันให้พวกแกแอบต่อสายไฟก็แค่แลกกับบุหรี่ เหล้า และของกินนิด ๆ หน่อย ๆ พวกแกก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร ตอนนี้ฉันแค่ให้พวกแกรื้อสายไฟออก พวกแกควรจะแอบยิ้มดีใจด้วยซ้ำ
เฝิงจวินไม่มีอารมณ์จะไปฟังคุณลุงตะโกน เขาขี่จักรยานสาธารณะคันหนึ่งออกไป เขาต้องไปซื้อฟิวส์และที่ชาร์จกลับมาเพิ่ม
ขณะที่ขี่จักรยานอยู่บนถนน เขาก็อดไม่ได้ที่จะแสยะปาก ว่ากันว่าการทำงานวิจัยเป็นอะไรที่โคตรเปลืองเงิน คำพูดนี้... เป็นความจริงล้วน ๆ
วันที่เฝิงจวินถูกไล่ออกก็มีแต่ซื้อ ซื้อ แล้วก็ซื้อ เมื่อเขาขี่จักรยานกลับมาพร้อมกับถุงหลายใบ ก็เป็นเวลาหกโมงครึ่งแล้ว พอคนเรายุ่งขึ้นมา เวลาก็ผ่านไปเร็ว
ท้องฟ้าใกล้จะมืดสนิท ตามปกติฤดูนี้ไม่ควรมืดเร็วขนาดนี้ แต่เพราะวันนี้เป็นวันฟ้าครึ้ม
เฝิงจวินขี่จักรยานไปได้ครึ่งทาง เม็ดฝนก็เริ่มโปรยปรายลงมา
ฝนครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนที่มีฟ้าแลบฟ้าร้อง แต่เม็ดฝนก็ไม่เล็กเลย แถมยังตกถี่อีกด้วย
ตอนที่เขาออกมาเขาไม่ได้พกร่มมาด้วย ลูกผู้ชายอกสามศอก ใครจะไปสนใจเรื่องฟ้าครึ้ม? ดังนั้นตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงขี่จักรยานตากฝน
ที่ชาร์จและฟิวส์ที่ซื้อมาโดนฝนไม่ได้ เขาจอดรถอย่างระมัดระวัง ใช้ถุงพลาสติกห่ออย่างดีถึงสองชั้น
นี่คือความน่าเศร้าของคนหนุ่มสาวระดับล่างในเมืองใหญ่ยุคนี้ ตัวเองตากฝนได้ แต่ของจะเปียกไม่ได้
เมื่อเขาขี่กลับมาถึงที่พัก เสื้อยีนส์บนตัวก็เปียกโชก น้ำหยดติ๋ง ๆ ลงมาจากชายเสื้อ
ทางฝั่งโรงงาน คุณลุงยามเรียกช่างไฟจากในหมู่บ้านมา หลังจากตัดสะพานไฟของโรงงานแล้วก็ไล่ตัดสายไฟไปตามสายเมน ผลคือตัดไปได้ครึ่งทางฝนก็เริ่มตก การทำงานในวันฝนตกไม่ปลอดภัย จึงต้องหยุดลง
ตอนที่เฝิงจวินกลับมา สะพานไฟของโรงงานเพิ่งจะถูกสับขึ้นพอดี คุณลุงเห็นเขากลับมาในสภาพเปียกปอนก็กำชับเขาว่า “สายไฟในโรงงานมันเก่าแล้ว อย่าใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าอบเสื้อผ้านะ ไปเปลี่ยนชุดเถอะ”
เฝิงจวินกลับไปที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็ไปที่ร้านอาหารเล็ก ๆ หน้าประตู สั่งก๋วยเตี๋ยวร้อน ๆ ชามใหญ่ กินกับหมั่นโถวห้าลูกจนอิ่มหนำ ถึงได้เดินโซซัดโซเซกลับมา
ฝนตกไม่หนักไม่เบา พื้นดินในโรงงานเริ่มจะเฉอะแฉะแล้ว เขาเดินอยู่บนนั้น อดไม่ได้ที่จะแอบดีใจ โชคดีที่เราปรับพื้นให้เรียบไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่งั้นเดินเข้าไปรอบนี้ คงจะต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอีกรอบ
เมื่อเดินมาถึงหน้าห้อง เขาจ้องมองแผ่นไม้แผ่นหนึ่งอย่างเหม่อลอย แผ่นไม้นี้ เดิมทีเขาตั้งใจจะใช้รองเครื่องปั่นไฟ
ตอนที่เครื่องปั่นไฟทำงานเสียงมันดังมาก ไม่ใช่แค่ดังแต่ยังสั่นอีกด้วย แม้ว่าเครื่องที่เขาซื้อมาจะเป็นแบรนด์ดัง แต่ก็เป็นของที่ผลิตจากโรงงานรับจ้างผลิต ขาดอุปกรณ์กันกระแทกและฉนวนกันเสียงไปบ้าง เสียงจึงดังกว่าของแท้เล็กน้อย
ดังนั้นเขาจึงปูแผ่นไม้นี้ไว้บนพื้นหน้าประตู คิดว่าตอนที่เครื่องปั่นไฟทำงานก็จะวางไว้ตรงนี้ เพื่อดูดซับแรงสั่นสะเทือน และป้องกันไม่ให้เครื่องปั่นไฟกระโดดไปมา
แต่ตอนนี้ฝนตกแบบนี้ บนแผ่นไม้เต็มไปด้วยน้ำ ตอนแรกขาคิดไว้ว่าตัวเองได้ทดสอบสถานการณ์คร่าว ๆ แล้ว ตอนกลางคืนสามารถลองใช้เครื่องปั่นไฟชาร์จพลังได้ ไม่นึกว่าจะมาเจอสถานการณ์แบบนี้
และฝนก็ยังคงตกไม่หยุด ถ้าให้เครื่องปั่นไฟทำงานในสถานการณ์แบบนี้ ก็ง่ายที่จะเกิดอุบัติเหตุ
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็ทำได้เพียงหมายตาไฟฟ้าของการไฟฟ้าต่อไป โชคดีที่ตอนนี้เป็นคืนที่ฝนตก คุณลุงยามหลบอยู่ในห้อง กำลังดื่มเหล้าคุยกับช่างไฟจากในหมู่บ้าน
เฝิงจวินแอบเปลี่ยนฟิวส์เป็นขนาดสิบแอมป์ หยิบที่ชาร์จอันหนึ่งขึ้นมา ครั้งนี้เขาตั้งใจจะใช้มือจับที่ชาร์จโดยตรง ไม่ใช่การชาร์จผ่านมือถือ
ในความคิดของเขา แรงดันไฟฟ้าของที่ชาร์จต่ำมาก ต่อให้ถูกไฟดูดโดยตรงสักทีก็ไม่น่าจะมีปัญหาใหญ่อะไร
แต่เขาก็ไม่ได้สังเกตว่า ที่ชาร์จที่เขาถืออยู่ในมือเปียกน้ำฝน
ดังนั้นในวินาทีต่อมา เขาก็ต้องประสบเคราะห์กรรม ถูกไฟดูดจนตัวสั่นไปทั้งร่าง เกือบจะร้องออกมา
คุณลุงยามก็ประสบเคราะห์กรรมเช่นกัน เขากำลังยกแก้วเหล้าขึ้นมา ยังไม่ทันจะได้เทเข้าปาก ตรงหน้าก็พลันมืดสนิท
จากนั้น ช่างไฟที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็หัวเราะร่วน “ฮ่า ๆ เบรกเกอร์ตัดแล้ว”
คุณลุงกำลังจะโกรธ พอได้ยินเสียงหัวเราะนี้ก็ไม่โกรธแล้ว “นี่คือเหตุผลที่นายเปลี่ยนฟิวส์สะพานไฟให้เล็กลงเหรอ?”
“ใช่ นี่ไม่ใช่สิ่งที่ลุงต้องการเหรอ?” ช่างไฟตอบพลางยิ้ม “ฟิวส์เล็กลง พอใช้ไฟเกินเบรกเกอร์ก็ตัด... ใครใช้ไฟเยอะ คนนั้นก็โมโหที่สุด”
เดิมทีคุณลุงก็ตั้งใจแบบนั้น เขาไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าเร่งด่วนอะไรนัก แม้แต่โทรทัศน์ก็ไม่ค่อยจะดู ขอแค่มีแบตเตอรี่ในวิทยุให้เขาได้ฟังงิ้วไปเรื่อย ๆ ก็พอ
มือถือเขาก็มี เป็นมือถือสำหรับผู้สูงอายุจริง ๆ ปุ่มใหญ่และเสียงดัง แต่ถ้ามือถือแบตหมดก็คือหมด ชีวิตก็ยังคงดำเนินต่อไปได้ เขาไม่ใช่คนหนุ่มสาวที่ขาดมือถือไม่ได้ซะเมื่อไหร่
ดังนั้น คุณลุงถึงกับจุดเทียนแค่เล่มเดียว ช่างไฟยื่นมือไปหยิบอีกเล่มก็ถูกเขาห้ามไว้ “อะไร ดื่มเหล้ายังกลัวจะซดเข้าจมูกหรือไง?”
“ไอ้คนขี้เหนียว” ช่างไฟด่าพลางยิ้ม “จุดเพิ่มอีกสองเล่ม ไม่คีบกับข้าวง่ายกว่าเหรอ?”
คุณลุงกลอกตา “ให้จุดเทียนสองเล่ม ฉันไปเปลี่ยนฟิวส์ดีกว่า”
พอไม่มีไฟฟ้า จริง ๆ แล้วเขาก็ไม่ชินเหมือนกัน ที่เขายืนกรานไม่เปลี่ยนฟิวส์ก็เพราะคิดว่าคนอื่นจะลำบากกว่า
ทั้งสองคนกำลังพูดคุยกันไปเรื่อยเปื่อย แล้วก็ได้ยินเสียง “ตุบ ตุบ ตุบ” ดังขึ้นในโรงงาน
ช่างไฟคุ้นเคยกับเสียงแบบนี้ดี เขาเลิกคิ้ว “เอ๊ะ นักศึกษาที่เช่าห้องนั่นมีเครื่องปั่นไฟด้วยเหรอ?”
“อืม” คุณลุงพยักหน้า “บอกว่าทดสอบมือถือ ไฟดับนานไม่ได้”
ช่างไฟส่ายหน้า พูดอย่างไม่ใส่ใจ “แค่แป๊บเดียวก็รอไม่ได้ ใจร้อนจริง ๆ...”
เฝิงจวินใจร้อนเหรอ? ตอนนี้เขายังไม่ทันจะดีใจเลย
ที่ชาร์จที่เปียกน้ำฝนเพิ่งจะเสียบเข้ากับเต้ารับก็ปล่อยประกายไฟออกมา มือซ้ายของเขาถูกไฟดูดเข้าเต็ม ๆ
แต่หลังจากที่สะพานไฟตัดแล้วเฝิงจวินถึงได้รู้ตัว: นี่เราถูกไฟสองร้อยยี่สิบโวลต์ดูดเหรอ?
การสัมผัสกับแรงดันไฟฟ้าสองร้อยยี่สิบโวลต์ไม่ใช่ประสบการณ์ครั้งแรกสำหรับเขา ตอนเด็ก ๆ เขาก็เคยถูกไฟดูดมาก่อน นั่นเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากความซนของเขา ไม่ได้ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง แต่รสชาตินั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาจดจำไปตลอดชีวิต
การถูกไฟดูดครั้งนี้ ดูเหมือน... จะไม่รุนแรงเท่าครั้งก่อนนี่? เฝิงจวินคิดไปคิดมาอยู่ครึ่งค่อนวัน ในที่สุดก็สามารถยืนยันได้ว่าเขาไม่ได้ห่อที่ชาร์จให้ดีพอ ทำให้เปียกน้ำฝน ความประมาทครั้งใหญ่นี้ กลับนำประสบการณ์ที่แตกต่างมาให้เขา หรืออาจจะพูดได้ว่าเป็นความประหลาดใจ
แต่ไหนแต่ไรมา เฝิงจวินมีความคิดที่จะใช้ไฟฟ้าของการไฟฟ้าชาร์จพลังให้ตัวเองโดยตรง แต่ประสบการณ์ในวัยเด็กครั้งนั้น นำความทรงจำที่ลึกซึ้งและเลวร้ายมาให้เขา ทำให้เขามีปมในใจกับเรื่องนี้
แต่ความรู้สึกจากการถูกไฟดูดครั้งนี้กลับบอกเขาว่าสองร้อยยี่สิบโวลต์ จริง ๆ ไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้น
ฟังดูน่ากลัว แต่พอโดนเข้าไปมันก็แค่นั้น สะพานไฟก็ตัดแล้ว เขาก็ไม่เป็นอะไรซะหน่อย? ในเมื่อไฟฟ้าของการไฟฟ้าสามารถชาร์จโดยตรงได้ ความรู้สึกก็ไม่ได้ทรมานเป็นพิเศษ เฝิงจวินก็สามารถเริ่มการทดสอบใหม่ได้แล้ว
ดังนั้นเขาจึงดึงเชือกสตาร์ทเครื่องปั่นไฟในห้องโดยตรง
เมื่อเครื่องปั่นไฟทำงานอย่างคงที่ เขาก็ตัดสายไฟสองเส้น ปอกฉนวนที่ปลายทั้งสองข้างออก เสียบเข้าไปในรูสองรูของเต้ารับอย่างระมัดระวัง
เต้ารับนี้เชื่อมต่อกับขั้วเอาต์พุตของเครื่องปั่นไฟ ตรงกลางยังมีสวิตช์ป้องกันอีกตัวหนึ่ง ขนาดหนึ่งร้อยแอมป์
สายไฟสองเส้นปลายด้านหนึ่งเสียบอยู่ในเต้ารับ ปลายอีกด้านหนึ่งเปิดโล่งอยู่ใต้แสงไฟ ปลายสุดคือแกนทองแดงที่ส่องประกายแวววาว บอกเล่าถึงอันตรายอย่างเงียบ ๆ
แต่ในสายตาของเฝิงจวิน นี่คือสิ่งยั่วยวนอันเปลือยเปล่า ปลุกเร้าความปรารถนาที่ไม่สิ้นสุดของเขา!