- หน้าแรก
- เซียนยุคดิจิทัล
- ตอนที่ 18 ช็อป ช็อป ช็อป
ตอนที่ 18 ช็อป ช็อป ช็อป
ตอนที่ 18 ช็อป ช็อป ช็อป
เฝิงจวินพอจะเดาในใจได้ว่า กัวเยว่หลิงตั้งใจจะทำให้เขาลำบาก… ในเรื่องของหลิวซู่หมิง เดิมทีเขาควรจะถูกลงโทษ แต่ผลคือเจ๊หงปรากฏตัวขึ้น ผู้จัดการจึงถูกบีบให้ต้องถอนการตัดสินใจนั้น
เห็นได้ชัดว่าท่านประธานคือต้นเหตุ แต่ผู้จัดการกลับไม่กล้าบ่น กลับกลายเป็นว่ามาเกลียดเขาแทน
เฝิงจวินอดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ ผู้หญิงนี่นะ ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เข้าใจยากจริง ๆ
แต่เขาก็ไม่คาดคิดว่า การจากไปของเขาจะทำให้เจ๊หงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง
เขาคิดว่าหากไม่ใช่เพราะท่านประธานสั่ง ต่อให้ผู้จัดการกัวมีความกล้าอีกร้อยเท่า เธอก็ไม่กล้าที่จะแอบไล่เขาออกลับหลังเจ๊หงเด็ดขาด
เขาน่ะเป็นคนที่สามารถเข้าถึงเบื้องบนได้โดยตรง สามารถพูดคุยกับเจ๊หงได้
แน่นอนว่าตอนนี้จะพูดคุยได้หรือไม่ได้ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว เขาถูกผู้จัดการกัวเยาะเย้ยถากถางอย่างหนัก ไม่มีหน้าจะไปขอคำอธิบายจากท่านประธานอีก
จริง ๆ แล้ว ในใจเขาเริ่มจะเกลียดเจ๊หงอยู่หน่อย ๆ ด้วยซ้ำ ต่อให้จะไล่ฉันออก คุณก็ไม่มีหน้ามาอธิบายเหตุผลให้ฉันฟังต่อหน้าได้เลยเหรอ? สรุปแล้วในหงเจี๋ยฟิตเนสคลับแห่งนี้ น่าจะไม่มีคนดีเลยสักคน
แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ คนที่ปกติทำให้เขาปวดหัวอยู่บ้างกลับแสดงความปรารถนาดีต่อเขา… นั่นคือเจ๊เริ่นที่รับผิดชอบฝ่ายการเงิน
เจ๊เริ่นเป็นคนของประธานกรรมการบริษัท มีอำนาจในการกำกับดูแลด้านการเงิน แต่ประธานกรรมการกับเจ๊หงมีความสัมพันธ์ที่ดีกันอย่างยิ่งยวด เจ๊เริ่นจึงไม่สร้างความวุ่นวายให้กับผู้จัดการทั่วไปในการทำงาน
เมื่อเธอเห็นเรื่องที่ไม่ชอบมาพากลในบริษัท เธอก็จะบ่นพึมพำ เสียงไม่ดังแต่จะบ่นไม่หยุด น่ารำคาญมาก เฝิงจวินก็ค่อนข้างจะปวดหัวกับเรื่องนี้เช่นกัน
แต่ครั้งนี้ หลังจากที่เจ๊เริ่นจ่ายเงินเดือนให้เขาแล้วก็กระซิบบอกเขาว่า “เสี่ยวเฝิง ครั้งนี้เป็นเพราะมีคนจากกรมกีฬาของเมืองชี้เป้ามาที่นาย พวกเขาเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัทเรา บริษัทคงจะต้านทานแรงกดดันไม่ไหว”
ในที่สุดเฝิงจวินก็รู้สาเหตุที่ตัวเองถูกไล่ออก แต่เขาก็ยังคงตกตะลึง “ผมไปล่วงเกินกรมกีฬาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เรื่องนี้เจ๊ก็ไม่รู้เหมือนกัน” เจ๊เริ่นส่ายหน้า คิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ลองถามดู “เป็นหลิวซู่หมิงหรือเปล่า? เจ้าเด็กเหลือขอนั่น เส้นสายมันเยอะ”
เธอไม่มีความประทับใจที่ดีต่อเทรนเนอร์หลิว ตอนที่พูดแบบนี้ บนใบหน้าของเธอมีสีหน้าเกลียดชัง แต่ก็แฝงไว้ด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย
ไม่น่าเชื่อ เจ๊เริ่นอายุสี่สิบกว่าแล้วยังมีต่อมเผือกอยู่เลย
เฝิงจวินได้ยินก็พยักหน้าเบา ๆ สำหรับเขาที่เป็นคนต่างถิ่น การที่หลิวซู่หมิงเป็นคนท้องถิ่นของเมืองหยางซื่อ ถือว่าได้เปรียบมากเกินไป พลังภายนอกต่าง ๆ ที่สามารถหยิบยืมมาใช้ได้ก็มีมากเกินไปจริง ๆ
เจ้าหมอนั่นพอเจอเรื่องเข้า ก็สามารถติดต่อกับคนในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องได้ทันที
ถึงได้มีคำกล่าวว่าของไกลบ้านมีค่า คนไกลบ้านไร้ค่าเพราะหลักการแบบนี้ ในทางกลับกัน ถ้าคนเราไม่จากบ้านเกิดก็จะมีค่ามาก
แต่เจ๊เริ่นกลับรู้สึกไม่ยอมแพ้ เธอกระซิบแนะนำ “เธอไปหาผู้หญิงคนที่จับเขาสิ... เด็กคนนั้นมีเส้นสายใหญ่ไม่แพ้กัน น่าจะช่วยพูดแทนเธอได้”
ต้องยอมรับว่านี่ก็เป็นคำแนะนำที่ค่อนข้างจะน่าเชื่อถือ แต่เฝิงจวินเกิดความรังเกียจต่อหงเจี๋ยฟิตเนสคลับขึ้นมาแล้ว จึงไม่อยากจะฝืนใจตัวเองอีก และเขาเองก็มีแผนการสำหรับอนาคตของตัวเองไว้แล้ว
กลับมาทำงานอีกสองสามวัน แล้วก็ลาออกอีกครั้งงั้นเหรอ? เกิดเป็นคนไม่ควรเอาแต่ใจแบบนี้
แน่นอนว่าที่สำคัญที่สุดคือเขากับเด็กสาวคนนั้นก็ไม่ได้สนิทกัน จะไปหน้าด้านขอความช่วยเหลือทำไม?
ดังนั้นเขาจึงยิ้มแหย ๆ ให้เจ๊เริ่น “เจ๊ครับ ขอบคุณสำหรับความเป็นห่วงนะครับ ผมจะไปจริง ๆ แล้ว ความปรารถนาดีของเจ๊ ผมรับไว้แล้วครับ”
เฝิงจวินไม่ได้เอาของไปมากนัก มีแค่กระเป๋าเดินทางล้อลากสองใบ ใบหนึ่งขนาด 20 นิ้ว อีกใบขนาด 24 นิ้ว
หงเจี๋ยฟิตเนสคลับก็ไม่ได้ส่งคนมาตรวจกระเป๋าของเขา ล้อกันเล่นหรือไง ใครจะกล้าขโมยของของหงเจี๋ย?
ถึงของเล็ก ๆ น้อย ๆ จะหายไปบ้าง หงเจี๋ยไม่ใส่ใจ แต่ถ้าของมีค่าหายไป ท่านประธานของหงเจี๋ยจะใช้การกระทำบอกให้หัวขโมยรู้ว่า ‘เจ๊หงตัวแม่’ เป็นอย่างไร
หวังไห่เฟิงถูกบริษัทส่งตัวไปช่วยบริษัทในเครือจัดสัมมนา พอกลับมาได้ยินว่าเฝิงจวินถูกไล่ออกก็ไปหาเรื่องกัวเยว่หลิงอย่างฉุนเฉียว
คนอื่นกลัวผู้จัดการกัว แต่เขาไม่กลัว จริง ๆ แล้วในบริษัทหงเจี๋ย มีคนที่มีเส้นสายแบบเขาอยู่หลายคน พูดว่าเป็นพนักงานบริษัท แต่จริง ๆ แล้วก็เป็นที่พึ่งพิงของบริษัทหงเจี๋ยในแวดวงต่าง ๆ
แต่ต่อให้เขาจะทุบโต๊ะจ้องตาแค่ไหนเฝิงจวินก็ไปแล้ว ขั้นตอนต่าง ๆ ก็ทำเสร็จหมดแล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ บ้านเมืองมีขื่อมีแป
ดังนั้นเขาจึงไปหาเจ๊หงอีกครั้ง ผลคือเจ๊หงให้คำตอบกับเขาว่า “มีคนในกรมอยากจะประจบเอาใจคน บอกว่าแค่ลงโทษหลิวซู่หมิงคนเดียวไม่พอ ยังไงซะแม่สาวสี่คนนั่นก็ถูกรังแกในฟิตเนส พนักงานบริการต้อนรับไม่ดี ก็ควรจะถูกลงโทษด้วย”
หวังไห่เฟิงได้ยินก็ถึงกับอ้าปากค้าง “แต่... แต่เฝิงจวินเป็นคนช่วยผู้หญิงคนหนึ่งจากเงื้อมมือของหลิวซู่หมิง ไม่มีใครเห็นเลยเหรอ? นี่มันไม่เรียกว่าเนรคุณหรือไง?”
“คนที่อยากจะประจบเอาใจไม่ได้คิดอะไรมากขนาดนั้นหรอก” เจ๊หงยิ้มอย่างจนปัญญา “แถมเขาก็พูดแบบอ้อม ๆ ฉันอยากจะแก้ต่างก็ไม่มีช่องให้พูด... คนคนนั้นก็แค่ตามกระแสไปเรื่อยเปื่อย พอฉันจะอธิบายให้ชัดเจนจริง ๆ กลับกลายเป็นการไปขวางทางเขา”
หวังไห่เฟิงได้ยินถึงตรงนี้ก็รู้สึกว่ามันเหลือเชื่ออยู่บ้าง อดไม่ได้ที่จะถามอีก “ถ้างั้น เฝิงจวินไปคุยกับเด็กสาวคนนั้นสักหน่อย ก็ไม่มีเรื่องแล้วน่ะสิ?”
“นั่นก็ต้องให้เขาไปพูดเอง” เจ๊หงหยิบบุหรี่ผู้หญิงกล่องหนึ่งจากบนโต๊ะ ดึงออกมาหนึ่งมวนแล้วจุด ควันสีขาวถูกพ่นออกมา
ใบหน้าที่งดงามของเธอถูกควันสีขาวจาง ๆ บดบัง มองไม่เห็นสีหน้าโดยละเอียด ในคำพูดของเธอก็ไม่มีอารมณ์ใด ๆ “อยากจะมีชีวิตที่ดีในสังคมนี้ได้ ต้องมีไหวพริบ... เขาคิดไม่ถึง คนอื่นก็ไม่มีหน้าที่ที่จะต้องเตือนเขา”
หวังไห่เฟิงพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “ใช่ครับ สำหรับคนอื่นแล้ว การเตือนเขากลับกลายเป็นว่าคุณอาจจะทำไม่เหมาะสมเสียเอง”
“ถูกต้อง” เจ๊หงพยักหน้าเบา ๆ ส่งสายตาชื่นชมให้เขา “นายก็ไม่บุ่มบ่ามเหมือนที่พ่อของนายพูดนี่นา”
หวังไห่เฟิงหน้าแดงขึ้นมาอย่างที่ไม่ค่อยได้เป็น “ผม... ก็แค่ได้ยินคนอื่นพูดถึงบ่อย ๆ เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างน่ะครับ”
เฝิงจวินไม่รู้ว่าหวังไห่เฟิงยังไปเรียกร้องความเป็นธรรมให้เขาอยู่ ตอนนี้เขาจดจ่ออยู่กับการชาร์จพลังให้ตัวเอง
ไม่ใช่การชาร์จความรู้เข้าสมอง แต่เป็นการชาร์จทางกายภาพ... แบบเพียว ๆ
แต่สำหรับไฟฟ้าแรงดัน 220 โวลต์ เขาก็ยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง ของแบบนี้มันทำให้คนตายได้เลย
ดังนั้นเขาจึงใช้เงินห้าสิบหยวน ซื้อที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือเก่า ๆ มาสามอัน สองครั้งแรกที่เขาชาร์จเขาใช้ที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นครั้งนี้ก็ต้องใช้เจ้านี่ทำการทดลองเช่นกัน
ไฟฟ้าของโรงงานริมถนน เขาไม่กล้าที่จะทดลองอย่างบ้าบิ่น จำต้องไปที่ตลาดของตกแต่งอีกครั้ง ซื้อฟิวส์ขนาดสองแอมป์มาสิบอัน อันละห้าสิบเหรียญ รวม ๆ ใช้เงินไปห้าหยวน
หลังต่อฟิวส์เข้ากับสะพานไฟ เขาก็เสียบที่ชาร์จโทรศัพท์มือถือ เริ่มชาร์จมือถือเครื่องเก่าอย่างระมัดระวัง
ที่ชาร์จทำงานปกติ สามารถชาร์จได้
เมื่อเขาวางมือซ้ายลงบนมือถือเครื่องเก่า ประกายไฟก็แลบแปลบ ที่ชาร์จไหม้อีกครั้ง ฟิวส์ก็ขาด
โชคดีที่ครั้งนี้แค่ฟิวส์ขาด หม้อแปลงไฟฟ้าข้างนอกไม่ได้รับความเสียหาย
แต่ไฟในห้องของคุณลุงเฝ้าประตูกลับหรี่ลงเล็กน้อย
คุณลุงกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เงยหน้าขึ้นมองหลอดไฟอย่างประหลาดใจ แล้วก็ก้มหน้าลงอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ
เฝิงจวินหยุดการกระทำ เริ่มทบทวนการทดลองครั้งนี้
กระแสไฟฟ้ายังคงแรงเกินไป! นี่คือข้อสรุปที่เขาได้ ส่วนที่ว่าทำไมครั้งนี้ไม่ทำให้หม้อแปลงเสีย เขาก็พอจะเดาได้ ดูเหมือนว่าฟิวส์ขนาดสองแอมป์จะได้ผล… แค่สองแอมป์ สามารถรองรับเครื่องใช้ไฟฟ้าได้สูงสุดห้าร้อยวัตต์
ฟิวส์ของหงเจี๋ยฟิตเนสคลับไม่ใช่แค่สองแอมป์แน่ ต้องรู้ว่าบ้านคนธรรมดาหนึ่งหลัง สวิตช์สะพานไฟหลักก็ต้องมีสามสิบแอมป์ หรือแม้กระทั่งห้าสิบแอมป์ก็พบได้ทั่วไป
ฟิวส์ของคลับน่าจะอยู่ที่หนึ่งร้อยแอมป์ขึ้นไป
หากมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงขนาดนี้ไหลผ่านในชั่วพริบตา บวกกับกระแสไฟฟ้าของผู้ใช้รายอื่น ทำให้หม้อแปลงไฟฟ้าทะลุ และตัวเองไม่ตัดไฟ ดูเหมือน... ก็เป็นไปได้?
เด็กสายศิลป์ผู้น่าสงสารวิเคราะห์ไปวิเคราะห์มาก็ได้ข้อสรุปแบบนี้… โชคดีที่ฉันซื้อฟิวส์ขนาดสองแอมป์มา
จากนั้นเฝิงจวินก็เปลี่ยนฟิวส์ แล้วก็เปลี่ยนที่ชาร์จเก่าอีกอันหนึ่ง ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ชาร์จมือถือเหมาหลิน
ในชั่วพริบตาที่มือซ้ายของเขาสัมผัสกับมือถือ ที่ชาร์จก็ไหม้อีกครั้ง โชคดีที่มือถือเหมาหลินดูเหมือนจะไม่ได้รับความเสียหาย
ดูเหมือนว่า... สิ่งที่จะเป็นสื่อกลางในการชาร์จพลังให้ตัวเองได้ไม่ใช่แค่มือถือเครื่องเก่า? นี่เป็นข่าวดี แต่เฝิงจวินยังไม่ทันจะได้ตรวจสอบว่ามือถือเหมาหลินดีหรือไม่ดี คุณลุงเฝ้าประตูก็ขว้างหนังสือพิมพ์ทิ้ง เดินออกมาจากห้อง ตะโกนเสียงดังลั่น “ไอ้เวรตัวไหนมาขโมยไฟอีกแล้ว?”
สายไฟของโรงงานริมถนนมักจะมีคนมาแอบต่อใช้อยู่บ่อย ๆ คุณลุงเองก็อำนวยความสะดวกให้คนอื่นเพื่อหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ
แต่แรงดันไฟฟ้าไม่เสถียรขนาดนี้ เป็นสิ่งที่เขาทนไม่ได้ ยิ่งเรื่องขโมยไฟแบบนี้ต้องรู้จักขอบเขตและรู้จักพอดีพอควร ถ้าทำเกินไป ทุกคนก็จะอดได้ประโยชน์กันหมด
เฝิงจวินแอบแลบลิ้นอย่างเงียบ ๆ เปลี่ยนฟิวส์อย่างไม่มีเสียง หยิบมือถือเหมาหลินขึ้นมาตรวจสอบ
ไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็ยิ้ม… มือถือไม่มีปัญหาอะไรเลยจริง ๆ
นี่เป็นข่าวดีมาก ถ้าใช้แค่มือถือเครื่องเก่าชาร์จพลังให้ตัวเองได้ เขาคงจะต้องบ่นกับโอกาสพิเศษครั้งนี้แน่… มือถือเครื่องเก่ามันดูโลว์จริง ๆ
และมือถือเหมาหลินก็เป็นของที่เขาใช้เงินสองพันกว่าหยวนซื้อมา เกิดเสียหายขึ้นมาเขาต้องเสียดายแน่นอน
ผลการทดสอบเบื้องต้นเป็นไปด้วยดี แต่ตอนนี้ เขาไม่กล้าที่จะทดสอบต่อไปแล้ว… คุณลุงเฝ้าประตูใกล้จะฟิวส์ขาดแล้ว
อย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ เขาก็จะไม่ใช้เครื่องปั่นไฟ แม้ว่าหวังไห่เฟิงจะสัญญาว่าหนึ่งเดือนเปลี่ยนเครื่องให้ หนึ่งปีซ่อมให้ ซ่อมตลอดชีวิต แต่ก็นั่นมันของชิ้นใหญ่ราคาหมื่นกว่า จะไปเสี่ยงทำไม? ตัวเองก็ลำบาก คนอื่นก็ลำบาก
ตอนนี้ทดสอบไม่ได้ เฝิงจวินที่ไม่มีอะไรทำจึงใช้มือขวาปัดหน้าจอมือถือ จ้องมองไอคอนต่าง ๆ บนหน้าจออย่างเหม่อลอย
อยากใช้มือซ้ายแตะดูสักหน่อย ทดสอบฟังก์ชันอื่น ๆ อีกจัง
แต่เมื่อมองดูรอยบนข้อมือที่ค่อย ๆ จางลง เขาก็ฝืนกดความอยากนั้นลงไป แต้มพลังงานลดลงเหลือประมาณห้าสิบแล้ว น่าจะพอให้เขาเข้าสู่มิติในมือถือได้อีกประมาณสิบครั้ง นี่คือในกรณีที่ไม่นำสิ่งของใด ๆ เข้าไปด้วย
อย่างที่เคยบอกไป แต้มพลังงานนี้เขาเป็นคนกำหนดเอง ไม่ได้แม่นยำมากนัก แต่โดยรวมก็ไม่ต่างกันมาก
จะว่าสิบครั้งก็ไม่น้อย แต่เฝิงจวินเป็นคนที่มีความรู้สึกวิกฤตค่อนข้างสูง ดูจากที่เขามีเงินเก็บหมื่นกว่าหยวนก็จะรู้ว่าเขาไม่ใช่พวกใช้เงินเดือนชนเดือน มักจะเคยชินกับการเหลือเผื่อไว้ให้ตัวเองบ้าง
ถ้าต้องหาเงินด้วยการลักลอบนำเข้าสินค้าจริง ๆ ปริมาณที่เหลือเผื่อไว้อาจจะไม่ถึงสิบครั้งด้วยซ้ำ เขายิ่งต้องทะนุถนอมมากขึ้น
ตอนนี้ในเมื่อไม่สามารถทำการทดสอบได้ สิ่งที่เฝิงจวินต้องทำคือ: เข้าเว็บเถาเถา ช็อป ช็อป ช็อป!