- หน้าแรก
- ศิษย์พี่...ท่านพูดถูก!
- บทที่ 29 ลงเขา! ลงเขาก็ดีแล้ว!
บทที่ 29 ลงเขา! ลงเขาก็ดีแล้ว!
บทที่ 29 ลงเขา! ลงเขาก็ดีแล้ว!
บทที่ 29 ลงเขา! ลงเขานั้นดียิ่งนัก!
ภายในห้องโถงหน้าห้องหลอมโอสถ เมื่อจางเฟยเสวียนและหวังฉีเจิ้งเดินเข้ามา ซ่งอินที่รออยู่ก่อนแล้วก็เผยรอยยิ้ม "ศิษย์น้องสามได้สติแล้วหรือ?"
หวังฉีเจิ้งตัวสั่นเทา ก้มหน้าต่ำไม่กล้าสบตาซ่งอิน ย่อกายลงต่ำโดยสัญชาตญาณ "ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่ ข้า... ข้าน้อยได้สติแล้ว..."
"ได้สติก็ดีแล้ว เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง ศิษย์น้องรอง จุดไฟหลอมโอสถเถิด วันนี้หลอมโอสถเสร็จ พวกเราก็จะได้ลงเขากันแล้ว"
ปริมาณโอสถที่สำรองไว้นั้นเพียงพอแล้ว หลายวันมานี้ เหล่าศิษย์น้องและผู้คนตีนเขาช่วยกันรวบรวมวัตถุดิบ ทำให้ทรัพยากรที่ซ่งอินมีใช้หลอมโอสถนั้น เพียงพอสำหรับเจ็ดวันตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก เดิมทีเขาตั้งใจว่าเมื่อสำรองโอสถได้ครบเจ็ดวันก็จะลงเขา แต่เมื่อเห็นความขยันขันแข็งของคนตีนเขา และเหล่าศิษย์น้องที่เริ่มคุ้นชินกับการทำงานหนัก ปริมาณ 'โอสถผักป่า' ที่จำเป็นสำหรับคนตีนเขานั้นมีพอใช้ไปถึงครึ่งเดือนแล้ว ขาดเพียง 'โอสถพลังชีวิต' สำหรับศิษย์น้องอีกเล็กน้อยเท่านั้น
เดิมทีตั้งใจจะสำรองไว้เจ็ดวัน แต่เมื่อพิจารณาจากเรื่อง 'โอสถพิษแค้น' ที่ทำให้เห็นว่าโลกภายนอกนั้นอันตรายเพียงใด เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน ซ่งอินจึงเห็นว่าควรสำรองโอสถให้เพียงพอสำหรับครึ่งเดือนจะดีกว่า
เมื่อหลอมโอสถเตานี้เสร็จ สรรพสิ่งก็จะพร้อมสรรพ
"ขอรับ"
จางเฟยเสวียนรับคำ ประสานมือร่ายเคล็ดวิชาจุดไฟหลอมโอสถ ซ่งอินยื่นมือออกไป ทันใดนั้นบนฝ่ามือก็ปรากฏเจ้าตัวเล็กสีเขียว มันส่งเสียงหัวเราะคิกคักอย่างร่าเริง กระโดดลงไปควบคุมวัตถุดิบให้ลอยวนรอบกาย จากนั้นก็ปีนป่ายขึ้นไปบนเตาหลอมโอสถ แล้วกระโดดลงไปตามขอบเตา
ซ่งอินรวบสองนิ้วเข้าด้วยกัน บังคับฝาเตาให้ลอยขึ้นปิดเตาหลอมโอสถ แล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิเพื่อหลอมโอสถ
"นี่... นี่... นี่มัน..."
หวังฉีเจิ้งที่ยืนอยู่ด้านข้างตาแทบถลนออกมานอกเบ้า ชี้ไปที่เตาหลอมโอสถ พูดจาติดอ่างอยู่นาน
ซ่งอินขมวดคิ้ว หันมามองเขาแวบหนึ่ง
ชายร่างยักษ์สูงสองเมตรกว่ารีบเอามือปิดปาก ถอยกรูดออกจากตำหนักไปอย่างรู้งาน
จางเฟยเสวียนมองซ่งอินที่กำลังตั้งสมาธิหลอมโอสถ แล้วค่อยๆ ถอยฉากออกมา ปิดประตูเบาๆ แล้วเดินตามหวังฉีเจิ้งออกไปให้ไกล
เมื่อออกมาไกลพอแล้ว หวังฉีเจิ้งถึงกล้าวางมือลง ปาดเหงื่อบนหน้าผาก "มารดามันเถอะ น่ากลัวชะมัด!"
"ข้านึกว่าเจ้าจะกล้าด่าเขาเสียอีก ทีตอนอยู่ต่อหน้าอาจารย์กับจ้าวยวนฮว่า ไม่เห็นเจ้าจะเกรงกลัวขนาดนี้เลยนี่?" จางเฟยเสวียนเย้าแหย่
หวังฉีเจิ้งกลอกตามองบน "ข้าจะทะลวงทวารบิดาเจ้าให้! ข้าก็อยากด่านั่นแหละ แต่พอถูกสายตานั้นมองเข้า คำด่ามันก็จุกอยู่ที่คอ พูดไม่ออกสักคำ รู้สึกเหมือนถ้าข้าด่าออกไป วินาทีถัดมาข้าคงกลายเป็นศพ"
ปกติเขาปากคอเราะร้าย ด่ากราดไปทั่วไม่เลือกหน้า แม้แต่อาจารย์เขาก็ไม่เว้น แต่พออยู่ต่อหน้าซ่งอิน เขากลับสงบเสงี่ยมเจียมตัวราวกับเด็กหนุ่มร่างยักษ์ผู้ขี้อายเสียอย่างนั้น
หวังฉีเจิ้งนึกถึงเจ้าตัวสีเขียวเมื่อครู่ ก็เอ่ยด้วยความตกตะลึง "ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่ไหม? เมื่อกี้มันคือ 'ภูตวิญญาณฮุ่นหยวน' ใช่หรือไม่?"
จางเฟยเสวียนตอบด้วยน้ำเสียงซับซ้อน "ถ้าตาเจ้าไม่บอด เจ้าก็มองไม่ผิดหรอก ศิษย์พี่ได้รับพรจากจอมเทพฮุ่นหยวน แต่ตามที่เขาบอก... เขาไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้มันเท่าไหร่"
"......"
หวังฉีเจิ้งมองไปทางตำหนักข้างที่ซ่งอินอยู่อย่างหวาดๆ "ถ้าเป็นคนอื่นพูด ข้าคงนึกว่ามันโม้"
เรื่องที่จางเฟยเสวียนเล่าให้ฟังก่อนหน้านี้ก็เหลือเชื่อพออยู่แล้ว ตอนนี้ยังมีภูตวิญญาณฮุ่นหยวนโผล่มาอีก ถ้าไม่ใช่เพราะมาเห็นกับตาและเป็นเรื่องของซ่งอิน เขาไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด
จางเฟยเสวียนถอนหายใจ "ข้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน"
แต่พอนึกถึงความมหัศจรรย์ต่างๆ ของซ่งอิน เขาขอยอมเชื่อว่าซ่งอินไม่จำเป็นต้องใช้ภูตวิญญาณฮุ่นหยวน ดีกว่าให้ซ่งอินคิดค้นเรื่องประหลาดอะไรออกมาอีก
มันตื่นเต้นเกินไป เขาหัวใจจะวาย
ทั้งสองรออยู่เกือบหนึ่งชั่วยาม ประตูตำหนักข้างก็เปิดออกในที่สุด ซ่งอินเดินออกมาด้วยท่าทางผ่อนคลายและรอยยิ้ม โยนห่อผ้าให้จางเฟยเสวียน "ศิษย์น้องรอง เอาไปแจกจ่ายให้คนอื่น ศิษย์น้องสาม เจ้าเพิ่งกลับมา ยังไม่ได้ไปคารวะอาจารย์เลยใช่ไหม พอดีเลย ไปคารวะอาจารย์พร้อมกับข้าเถอะ"
"อ่า... ขอรับ" หวังฉีเจิ้งประสานมืออย่างเก้ๆ กังๆ หันไปมองจางเฟยเสวียน ก็พบว่าอีกฝ่ายก็มองมาที่เขาเช่นกัน
อาจารย์ยังไม่ตายหรือนี่?
จางเฟยเสวียนรีบนำห่อผ้าบรรจุโอสถไปมอบให้ศิษย์ร่างใหญ่คนหนึ่ง จากนั้นก็กลับมารวมกลุ่มกับซ่งอินและหวังฉีเจิ้งที่รออยู่ในโถงใหญ่
ซ่งอินเดินไปที่กำแพงห้องหลอมโอสถ หันกลับมายิ้มให้ศิษย์น้องทั้งสอง "ไม่รู้ว่าคราวนี้อาจารย์จะค้นคว้าสิ่งใดออกมาได้บ้าง"
พูดพลางเขาก็เคาะกำแพง "ท่านอาจารย์?"
ไร้เสียงตอบรับจากภายใน
ซ่งอินเพิ่มระดับเสียง และเคาะแรงขึ้น
แต่ภายในยังคงเงียบกริบ
"อืม... คาดว่าคงยังปิดด่านอยู่ เช่นนั้นก็อย่ารบกวนท่านอาจารย์เลย"
ซ่งอินไม่กล้ารบกวนจินกวงมากนัก เขายังจำท่าทางรีบร้อนของอาจารย์คราวก่อนได้ดี หากไปขัดจังหวะการปิดด่านของอาจารย์เข้า คงเป็นบาปมหันต์
"เช่นนั้นพวกเราก็..."
ซ่งอินหันกลับมา กำลังจะพูดกับศิษย์น้องทั้งสอง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทึบๆ ดังมาจากผนัง
เห็นเพียงก้อนหินบนกำแพงส่วนหนึ่งเลื่อนเปิดออกเป็นช่องขนาดใหญ่ เผยให้เห็นร่างคนผู้หนึ่ง
ซ่งอินดีใจรีบประสานมือคำนับ "คารวะท่านอาจารย์!"
จางเฟยเสวียนและหวังฉีเจิ้งก็รีบประสานมือคำนับตามซ่งอิน
"ฉีเจิ้ง?"
คนผู้นั้นส่งเสียงสงสัยออกมาคำหนึ่ง แล้วก็เงียบไป
ซ่งอินเงยหน้าขึ้นมอง เห็นจินกวงมองมาที่ตนด้วยสายตาซับซ้อน จึงขมวดคิ้วกล่าวว่า "ท่านอาจารย์ปิดด่านหลายวัน ดูซูบผอมไปมากเลยขอรับ"
ยามนี้จินกวงเปลี่ยนมาสวมชุดคลุมเต๋าสีเรียบ ปิดบังร่างกายส่วนตั้งแต่คางลงไปอย่างมิดชิด มือทั้งสองซ่อนอยู่ในแขนเสื้อกว้าง เผยให้เห็นเพียงใบหน้าซีดขาวไร้สีเลือด ดูอ่อนแออย่างยิ่ง
เมื่อถูกซ่งอินจ้องมอง จินกวงก็สะดุ้งเฮือกโดยไร้สาเหตุ ฝืนยิ้มออกมาอย่างยากเย็น "อา... อินเอ๋ย"
ทว่าเมื่อเขาขยับใบหน้า ผงสีขาวก็ร่วงกราวลงมาจากแก้ม หากสังเกตให้ดี จะเห็นว่าบนใบหน้าของเขามีตุ่มเม็ดเล็กๆ ผุดขึ้นมาถี่ยิบ
"ท่านอาจารย์ ศิษย์กำลังอยากจะมาคารวะพอดี ภายใต้การจัดการของศิษย์น้องรอง ตอนนี้สำนักเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว พวกศิษย์กำลังจะลงเขา เมื่อได้พบท่านอาจารย์เช่นนี้ จิตใจก็ยิ่งมั่นคงขึ้นขอรับ"
เดิมทีจินกวงยืนโอนเอนไปมา แต่พอได้ยินซ่งอินพูดเช่นนั้น เสียงของเขาก็สูงปรี๊ดขึ้นมาทันที "ลงเขา? ลงเขาดี! รีบไปเถอะ!"
"ท่านอาจารย์?" ซ่งอินเผยสีหน้าสงสัย เขาแค่จะลงเขา อาจารย์จะตื่นเต้นทำไมขนาดนั้น
"ไม่ใช่ ความหมายของอาจารย์คือ... ใช่แล้ว ฝ่ายธรรมะอย่างเราต้องลงเขาไปฝึกฝนหาประสบการณ์ พวกเจ้าลงเขาถือเป็นเรื่องดี ลงไปเถอะ คนที่อยู่ตีนเขาอาจารย์จะช่วยดูแลให้เอง"
ในแววตาของจินกวงซ่อนประกายความหิวกระหายเอาไว้ มุมปากมีน้ำลายไหลย้อยออกมาเล็กน้อย ราวกับ... อดอยากมานานแสนนาน
"ท่านอาจารย์เห็นด้วยก็ดีแล้ว ศิษย์กังวลว่าท่านอาจารย์จะให้รอจนถึงขั้นห้าเสียก่อนถึงจะให้ลงเขาได้" ซ่งอินกล่าวกลั้วหัวเราะ
ศิษย์น้องทั้งสองต่างก็อยู่ขั้นห้า และเคยลงเขามาแล้ว เขาคิดว่าหากตนจะลงเขา ก็คงต้องรอให้ถึงขั้นห้าเช่นกัน
โดยเฉพาะเมื่อเขามีพรสวรรค์ระดับ 'มหาเซียน'
ในหนังสือมักกล่าวไว้ว่า เมื่อรับศิษย์ที่มีพรสวรรค์ล้ำเลิศ อาจารย์มักจะประคบประหงมดูแลอย่างดี กลัวว่าจะเกิดอันตราย จนศิษย์ผู้นั้นกลายเป็นคนหยิ่งยโสและขาดประสบการณ์
แม้ซ่งอินจะมั่นใจว่าตนจะไม่เป็นเช่นนั้น แต่หากอาจารย์ห้ามไม่ให้ลงเขา เขาก็คงลำบากใจน่าดู
"ไม่หรอก อาจารย์เห็นด้วยร้อยส่วน สำนักจินเซียนของเราเดิมทีก็ต้องออกไปฝึกฝนภายนอก ไปช่วยเหลือปุถุชน ค้นหาผู้มีแววฝึกตน เพื่อขยายสำนักให้ยิ่งใหญ่ เจ้าดูศิษย์น้องทั้งสองของเจ้าสิ ล้วนทำเช่นนั้นมาแล้ว... พวกเจ้าสองคน ได้อะไรกลับมาบ้างหรือไม่?"
จินกวงยิ้มบางๆ แล้วเบนสายตาไปที่จางเฟยเสวียนและหวังฉีเจิ้ง
จางเฟยเสวียนกลับมาถึงก่อนหน้านี้ แต่จินกวงถูกซ่งอินกดดันจนลืมถาม
จางเฟยเสวียนตอบอย่างนอบน้อม "ท่านอาจารย์ ศิษย์ลงเขาครานี้ไม่ได้อะไรกลับมาเลยขอรับ"
ที่จริงก็ได้มาคนหนึ่ง แต่ตอนนี้คงเน่าเปื่อยอยู่ในห้องหลอมโอสถไปแล้วกระมัง
"อย่าไปพูดถึงเลย ข้า... เอ้ย ข้าน้อยเดิมทีพาคนกลุ่มหนึ่งกับเสบียงสัตว์มาด้วย แต่ระหว่างทางดันไปเจอพวกสำนักพีเจี่ย เลยโดนพวกมันปล้นไปหมด"
หวังฉีเจิ้งเพิ่งนึกขึ้นได้ เขาถูกปราณแห่งมรรควิถีของซ่งอินเล่นงานจนเกือบลืมไปว่าที่กลับมาสำนักก็เพื่อจัดการเรื่องนี้
"ท่านอาจารย์ ของพวกนั้น... ทั้งคนทั้งของล้วนเป็นของดี ในกลุ่มนั้นมี 'มนุษย์สมบูรณ์' รวมอยู่ด้วยนะขอรับ!" หวังฉีเจิ้งกลอกตาไปมาพลางกล่าว
คำพูดนี้ทำเอาลูกตาของจางเฟยเสวียนหดเกร็ง ถลึงตามองหวังฉีเจิ้ง
ไอ้หมอนี่ไม่ซื่อ!
เขาเพิ่งจะคุยกับหวังฉีเจิ้งไปหยกๆ ว่าถ้าอาจารย์ไม่ตายจะทำอย่างไร นี่มันก็รีบใช้แผนประจบสอพลอทันที
หากทำให้จินกวงพอใจได้ ไม่แน่ว่าโอกาสที่มันจะได้วิชาโอสถมนุษย์อาจจะสูงกว่าเขาเสียอีก
หวังฉีเจิ้งมองกลับจางเฟยเสวียนอย่างท้าทาย
เขาอาจจะหยาบคายแต่ก็ไม่ได้โง่ เดิมทีเขากลับมาก็เพื่อจะเสี่ยงดวงกับของล็อตนี้อยู่แล้ว ตอนนี้โอกาสมาถึงมือ มีหรือจะปล่อยให้หลุดลอย
ทว่าในวินาทีถัดมา จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงความหนาวเหน็บรอบกาย จนเผลอตัวสั่นสะท้าน
เห็นเพียงเบื้องหน้า ซ่งอินที่ยืนอยู่ ร่างกายดูสูงใหญ่ขึ้นอย่างน่าประหลาด กลุ่มไอสีขาวปรากฏขึ้นรอบกาย หมุนวนราวกับพร้อมจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
"ศิษย์น้องสาม..."
ซ่งอินหันหน้ากลับมา น้ำเสียงเย็นเยียบลงเรื่อยๆ "เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ?"