- หน้าแรก
- ศิษย์พี่...ท่านพูดถูก!
- บทที่ 21 ศิษย์พี่อย่าขอรับ!
บทที่ 21 ศิษย์พี่อย่าขอรับ!
บทที่ 21 ศิษย์พี่อย่าขอรับ!
บทที่ 21 ศิษย์พี่อย่าขอรับ!
สามวันต่อมา
ณ ตีนเขาผิงติ่ง
ตึง!
ต้นไม้ใหญ่ล้มครืน เผยให้เห็นชายร่างกำยำถือขวานเหล็ก เขาเหน็บขวานไว้ที่เอว เอื้อมมือโอบรอบลำต้น แล้วส่งเสียงคำรามเบาๆ ยกต้นไม้ทั้งต้นขึ้นพาดบ่าอย่างง่ายดาย
รอบกายเขามีผู้คนกลุ่มใหญ่ บ้างก็กำลังออกแรงโค่นต้นไม้ บ้างก็กำลังใช้คราดไถปรับหน้าดิน
ไม่ไกลนัก จางเฟยเสวียนในชุดผ้าไหมราคาแพงกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าพุ่มไม้ หยิบสมุนไพรดอกสีม่วงออกมาให้ดู
"เจ้านี่เรียกว่า 'อูโถว' เป็นสมุนไพรทั่วไป เดินตามทางก็เจอ กินได้และเป็นยาได้ด้วย กลีบดอกช่วยบำรุงเลือดและฟื้นฟูพลังหยาง รากช่วยขับความเย็นและแก้ปวด ถ้าเอาไปต้มซุปก็จะช่วยบำรุงหยางและระงับปวดได้ แต่ต้องระวังให้ดี ดอกที่มีสามกลีบถึงจะกินได้ ถ้าเจอสี่กลีบ นั่นคือมีพิษร้ายแรง ห้ามแตะต้องเด็ดขาด เข้าใจไหม?"
ข้างกายเขามีเด็กหนุ่มวัยสิบสี่สิบห้าถือสมุดเล่มเล็กคอยจดบันทึกและพยักหน้าหงึกหงัก "เข้าใจแล้วขอรับ ท่านเซียนรอง!"
"เซียนก็เซียนสิ จะมาเซียนรองอะไร เจ้าเด็กนี่..." จางเฟยเสวียนหน้าดำคร่ำเครียด มองเด็กหนุ่มด้วยสายตาไม่สบอารมณ์
"แต่ว่า... ท่านเซียนใหญ่คือท่านซ่ง ท่านเป็นศิษย์น้องท่านซ่ง ก็ต้องเป็นท่านเซียนรองไม่ใช่หรือขอรับ?" เด็กหนุ่มตอบเสียงอ่อย
"เรียกข้าว่าท่านจางก็ได้ ทำไม ข้าไม่คู่ควรจะเป็นเจ้านายเจ้าหรือไง?" จางเฟยเสวียนหักสมุนไพรต้นนั้นแล้วโยนให้เด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มรับสมุนไพรมาแล้วแย้งว่า "แต่ท่านซ่งบอกว่าห้ามเรียกว่าเจ้านาย สำนักจินเซียนเราเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ ไม่มีการแบ่งชนชั้นเจ้านายบ่าวไพร่"
"แล้วเจ้ายังจะเรียกเขาว่าท่านซ่งอีก!"
จางเฟยเสวียนลุกขึ้นยืน ชี้หน้าเด็กหนุ่มด้วยความโมโหจนพูดไม่ออก
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เจอเด็กปากมากแบบนี้ เขาคงจับดูดเลือดให้เข็ดหลาบไปแล้ว
แต่ตอนนี้ทำไม่ได้...
เพราะเขาอยู่ที่ตีนเขาของสำนัก และบนยอดเขานั้น มีศิษย์พี่ผู้เหี้ยมโหดนั่งเฝ้าอยู่
สามวันแล้ว!
นับตั้งแต่วันที่ซ่งอินถ่ายทอดวิชา ก็ผ่านมาสามวันแล้ว
วันนั้นพอถ่ายทอดวิชาเสร็จ จางเฟยเสวียนกะว่าจะกลับไปทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ แต่กลับถูกซ่งอินเรียกไว้ จากนั้นซ่งอินก็เอาเครื่องมือที่เหลือมาประกอบกัน ใช้วิชา 'แปรเปลี่ยนวัตถุ' สร้างขวาน จอบ เสียม และคราดเหล็กขึ้นมา สั่งให้พวกเขาลงมาตัดไม้ ปรับหน้าดิน และขุดหิน
ตัดไม้กับขุดหินก็เพื่อซ่อมแซมสำนัก และสร้างบ้านให้พวกปุถุชน ส่วนปรับหน้าดินก็เพื่อให้มีพื้นที่ว่างสำหรับปลูกสร้างบ้านเรือนที่ตีนเขา
ที่นี่มีกระท่อมหลังเล็กอยู่หนึ่งหลัง ซ่งอินบอกว่าเขาเคยพักอยู่ที่นี่ จึงให้ยึดที่นี่เป็นศูนย์กลางเริ่มขยายพื้นที่
ไม่ว่าจะเป็นศิษย์บนเขาหรือปุถุชน ต่างถูกเกณฑ์ลงมาใช้แรงงานกันถ้วนหน้า
จางเฟยเสวียนเองก็ไม่รอด เพียงแต่วันนี้เขาไม่ได้มีหน้าที่ตัดไม้ปรับดิน แต่รับหน้าที่สอนปุถุชนให้รู้จักแยกแยะสมุนไพรและผักป่าที่กินได้
และเด็กหนุ่มที่อายุน้อยที่สุดในกลุ่มปุถุชนคนนี้ ก็คือลูกศิษย์จำเป็นของเขาในวันนี้
ตามคำสั่งของซ่งอิน ในแต่ละวันต้องคัดเลือกคนหนึ่งหรือสองคนมาสอนปุถุชนสลับกันไป นอกจากจะเป็นการทดสอบความรู้เรื่องสมุนไพรของตัวศิษย์เองแล้ว ยังช่วยให้ปุถุชนมีความรู้ติดตัว ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
แต่เขาคือศิษย์พี่รองแห่งสำนักจินเซียนเชียวนะ! เป็นถึงมารนอกรีตที่คนเขารังเกียจ ตอนนี้กลับต้องมาสอนหนังสือปุถุชน? ต้องมาตัดไม้? ขุดหิน? ทำนา?!
ตอนเป็นคนธรรมดาเขายังไม่เคยทำเรื่องพวกนี้เลย! ล้อกันเล่นหรือไง!
แต่เขาก็ต้องจำยอมทำตามอย่างว่าง่าย
ช่วยไม่ได้ ตั้งแต่วันที่ซ่งอินถ่ายทอดวิชา แค่ถูกหมอนั่นมองด้วยหางตา เขาก็กลัวจนหัวหด ไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน
แค่ใช้แรงงานยังพอทน แต่ตลอดสามวันที่ผ่านมา ทุกเช้าพวกเขาต้องตื่นมารับการทรมานจาก 'ปราณแห่งมรรควิถี' ของซ่งอิน เสียงโหยหวนดังลั่นยอดเขาผิงติ่ง ราวกับถูกจับโยนลงเตาหลอมจริงๆ
ส่วนเหตุผลที่ทำไมไม่หนี... ก็เพราะมันหอมหวนเกินห้ามใจ
ได้กินโอสถระดับสูง ได้เรียนรู้วิชาที่แท้จริง แค่สามวัน ศิษย์ร่างกำยำคนนั้นก็เลื่อนขั้นจาก 'เสริมสร้างรากฐาน' (กู้หยวน) มาเป็น 'ประลองกำลัง' (โต้วลี่) ได้สำเร็จ ลมปราณหมุนเวียนก่อเกิดพละกำลังมหาศาล ไม่อย่างนั้นคงแบกต้นไม้ทั้งต้นไม่ไหว
แม้แต่ตัวจางเฟยเสวียนเอง กลางวันทำงาน กลางคืนบำเพ็ญเพียร พลังตบะก้าวหน้าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด กำลังจะก้าวเข้าสู่ขั้นที่หก 'เชื่อมโยงวิญญาณ' (ทงโยว) อยู่รอมร่อ
เห็นผลประโยชน์ชัดเจนขนาดนี้ แถมไอ้ปราณแห่งมรรควิถีนั่นถึงจะทรมานแต่ก็ไม่ถึงตาย คิดไปคิดมา จางเฟยเสวียนเลยเลือกที่จะไม่หนี
แต่พูดก็พูดเถอะ การโดนปราณแห่งมรรควิถีชำระล้างมันเจ็บปวดจริงๆ แต่ละครั้งเล่นเอาวิญญาณแทบหลุดลอย เมื่อเช้านี้เขาถึงกับเห็นภาพท่านย่าที่ตายไปนานแล้วมายืนกวักมือเรียก...
คิดแล้วจางเฟยเสวียนก็แหงนหน้ามองฟ้าถอนหายใจ "เมื่อไหร่จะจบสิ้นกันเสียทีหนอ"
"เมื่อไหร่จะจบสิ้นกันเสียทีหนอ!"
เสียงถอนหายใจดังขึ้นพร้อมกัน หันไปมองก็เห็นศิษย์ร่างกำยำที่แบกต้นไม้อยู่ กำลังมองฟ้าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์เช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน เกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในชะตากรรมเดียวกันขึ้นมาทันที
วินาทีนี้ จางเฟยเสวียนเลิกดูแคลนศิษย์ไร้ชื่อเสียงคนนี้แล้ว เพราะในสายตาของศิษย์พี่ใหญ่ สถานะของทุกคนมันก็เท่าเทียมกันหมด
อืม... น่าสมเพชเท่ากันเป๊ะ
"ฟ้าจะมืดแล้ว กลับกันเถอะ กลับกันเถอะ..."
จางเฟยเสวียนมองดูดวงอาทิตย์ที่เริ่มคล้อยต่ำย้อมท้องฟ้าเป็นสีแดงเพลิง โบกมือเรียกทุกคน "วันนี้พอแค่นี้"
สิ้นเสียงเครื่องมือทุกชิ้นก็ถูกวางลงทันที ไม่มีใครอยากทำต่อแม้แต่วินาทีเดียว
ส่วนพวกปุถุชนกลับดูอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย แต่ก็ยอมเก็บของตามคำสั่งจางเฟยเสวียน
ทุกคนจัดแถวเป็นสองขบวน ศิษย์นำหน้า ปุถุชนตามหลัง เดินเรียงหนึ่งขึ้นเขาอย่างเป็นระเบียบ
"ซี้ด..."
เดินมาได้ครึ่งทาง จางเฟยเสวียนก็สูดปากด้วยความหนาว
"ศิษย์พี่รอง? เป็นอะไรไปหรือขอรับ?" ศิษย์ร่างกำยำถาม
จางเฟยเสวียนมองดูแถวที่เป็นระเบียบเรียบร้อย อ้าปากพะงาบๆ "ปกติ... พวกเราเดินขึ้นเขาแบบนี้กันหรือ?"
"ไม่รู้สิขอรับ... ไม่เคยเดินด้วยกันสักที" ศิษย์ร่างกำยำตอบเสียงทื่อ
"ช่างเถอะ ไม่มีอะไร..." จางเฟยเสวียนส่ายหน้า เดินนำขบวนต่อไป
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงยอดเขา ที่ลานกว้างตอนนี้มีกองไม้และหินวางเรียงราย เงาร่างหนึ่งที่มีไอสีขาวล้อมรอบกำลังกระโดดโลดเต้นอยู่รอบๆ เขาเอื้อมมือไปยกหินก้อนมหึมาสูงเท่าครึ่งตัวคนขึ้นมาอย่างง่ายดาย แล้วขว้างออกไปข้างหน้า
ตูม!
ขณะที่ขว้างออกไป เขาชกหมัดใส่ก้อนหินจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ แต่เศษหินเหล่านั้นกลับแปรเปลี่ยนรูปร่างกลางอากาศ กลายเป็นแผ่นกระเบื้องเรียงตัวสวยงาม บินไปมุงหลังคาตำหนักข้างจนเสร็จสมบูรณ์
จากนั้นเขาก็ใช้ห้านิ้วเจาะเข้าไปในท่อนซุงยักษ์ ยกขึ้นเหมือนถือของเบาหวิว พริบตาเดียวก็พุ่งไปที่หน้าตำหนัก กระแทกท่อนซุงเข้าไปอุดรอยโหว่ ท่อนซุงเปล่งแสงสีขาวแล้วหลอมรวมเข้ากับตัวอาคาร ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอจนเนียนสนิท
จะเป็นใครไปได้นอกจากซ่งอิน
"อืม..."
ซ่งอินมองดูตำหนักข้างที่ซ่อมเสร็จแล้ว พยักหน้าพอใจ "ไม่เลว ซ่อมเสร็จแล้ว ต่อไปถ้ามีคนเพิ่มค่อยสร้างเพิ่ม"
พูดจบเขาก็หันมามองทุกคนที่เพิ่งมาถึง "กลับมาแล้วรึ? วันนี้พอแค่นี้แหละ วางของลงแล้วไปพักผ่อนเถอะ"
ศิษย์ร่างกำยำรีบวางต้นไม้บนบ่าลงกระแทกพื้นดังตึง แล้วนวดไหล่หอบหายใจแฮกๆ
"ศิษย์พี่ลำบากแล้ว"
จางเฟยเสวียนประสานมือคารวะ เหลือบมองศิษย์ร่างกำยำแล้วก็ปลง
อยู่ขั้น 'ประลองกำลัง' (โต้วลี่) เหมือนกัน แต่ศิษย์น้องแบกต้นไม้ต้นเดียวแทบตาย ส่วนศิษย์พี่หยิบต้นไม้เหวี่ยงเล่นเหมือนของเล่น...
"จริงสิ ศิษย์น้อง เรื่องซ่อมแซมตำหนักประธานและตำหนักข้างข้าพอจัดการได้ แต่รูปปั้นในตำหนักนั่นข้าไม่รู้ว่าหน้าตาเดิมเป็นอย่างไร เจ้าพอจะรู้ไหม?"
ซ่งอินเดินไปยกหินก้อนใหญ่ขึ้นมา แล้วนึกขึ้นได้จึงหันมาถามจางเฟยเสวียน
"ข้าก็ไม่ทราบขอรับ บางทีท่านอาจารย์อาจจะทราบ ท่านอาจารย์..."
จางเฟยเสวียนสะดุ้ง นึกขึ้นได้
ตาเฒ่าจินกวงไม่ออกมาสี่ห้าวันแล้วนี่หว่า
"ท่านอาจารย์กำลังเก็บตัว อย่าไปรบกวนท่านเลยขอรับ ไว้ท่านออกจากฌานค่อยว่ากัน"
เก็บตัว?
จางเฟยเสวียนลอบเบ้ปาก ตาเฒ่านั่นยังไม่ถึงระดับสร้างรากฐานเลย จะเก็บตัวทำบ้าอะไร...
"แล้วเรื่องที่ตีนเขาเป็นอย่างไรบ้าง" ซ่งอินถามต่อ
จางเฟยเสวียนรีบทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน รายงานทันที "เรียนศิษย์พี่ ปรับหน้าดินเรียบร้อยแล้วขอรับ อีกสองวันน่าจะเริ่มสร้างที่พักให้ปุถุชนได้"
"ดีมาก ลำบากเจ้าแล้ว" ซ่งอินยิ้มกว้าง
"มิได้ มิได้..."
จางเฟยเสวียนยิ้มประจบ "ทั้งหมดเป็นเพราะศิษย์พี่สั่งสอนได้ดี ข้าทำไปไม่ใช่แค่เพื่อแบ่งเบาภาระศิษย์พี่ แต่ก็เพื่อจะได้เรียนรู้วิชาที่แท้จริงโดยเร็ววันด้วยขอรับ"
ซ่งอินพยักหน้าเห็นด้วย "อยากเรียนรู้วิชาเป็นเรื่องดี ในฐานะศิษย์พี่รอง เจ้าควรจะก้าวหน้าให้เร็วกว่าคนอื่น... เอาอย่างนี้ ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ข้าจะใช้ 'ปราณแห่งมรรควิถี' เคี่ยวกรำเจ้าเพิ่มอีกรอบ จะได้สำเร็จวิชาโอสถมนุษย์เร็วขึ้น"
"!!!"
จางเฟยเสวียนตาถลน ปากอ้าค้าง หน้าซีดเผือดเหมือนศพ
"มะ... ไม่ต้องหรอกขอรับ ศิษย์พี่ ข้าว่าวันละครั้งก็พอแล้วจริงๆ การบำเพ็ญเพียรไม่ควรใจร้อน ต้องค่อยเป็นค่อยไปนะขอรับ!"
จางเฟยเสวียนปั้นยิ้มที่ดูน่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ น้ำเสียงสั่นเครือ จนแทบจะกลายเป็นเสียงแหลมสูง
สาบานได้ เขาแค่พูดประจบไปงั้นเอง ไม่ได้มีความหมายอื่นเลยจริงๆ!
"วางใจเถอะ ข้ารู้ลิมิตดี คืนนี้จะไม่หนักมือเกินไป ผู้ฝึกตนเจอเรื่องลำบากแค่นี้เป็นเรื่องปกติ"
ซ่งอินคว้าข้อมือจางเฟยเสวียนไว้แน่น พร้อมรอยยิ้มพิมพ์ใจ
จางเฟยเสวียนพยายามดิ้นหนี ใช้แรงเฮือกสุดท้ายขัดขืน แต่ซ่งอินก็ยืนนิ่งเป็นภูเขาผิงติ่ง ต่อให้เขาลากเท้าจนพื้นหินเป็นรอย ก็ไม่หลุดจากการจับกุม
เมื่อเห็นไอสีขาวเริ่มก่อตัวในมือซ่งอิน จางเฟยเสวียนก็กรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง
"ศิษย์พี่! ศิษย์พี่อย่า! ศิษย์พี่อย่าขอรับ!!"
ในห้องปรุงยา ตำหนักประธาน
จินกวงที่ขลุกอยู่ในห้องมาหลายวันกำลังจะออกไปดูสถานการณ์ข้างนอก พอผนังหินเปิดออกได้ช่องนิดเดียว หัวยังไม่ทันโผล่พ้น ก็ได้ยินเสียงกรีดร้องโหยหวนจนเสียงแหบแห้งดังลอยมา
จินกวงกระพริบตาปริบๆ หดหัวกลับเข้าไปทันที ประสานมือร่ายคาถาปิดผนึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นก็หยิบโสมคนขึ้นมาเคี้ยวตุ้ยๆ หันกลับไปมองกองเนื้อเละๆ ที่ส่งกลิ่นเหม็นเน่าด้วยแววตามุ่งมั่น
"พรจากจอมเทพไร้ประมาณ วันนี้ข้าต้องวิจัยให้รู้แจ้งเห็นจริงให้จงได้!"