เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2 ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว

บทที่ 2 ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว

บทที่ 2 ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว


บทที่ 2 ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว

"ศิษย์พี่ใหญ่!"

ศิษย์ผู้หนึ่งที่อยู่ใกล้เคียงตั้งสติได้ จึงตะโกนร้องด้วยความตื่นตระหนก มือประสานอินเรียกกลุ่มแสงสีเขียวพุ่งตรงเข้ามาหาซ่งอินอย่างรวดเร็ว ปลายนิ้วขยับวูบหนึ่ง กลุ่มไอพิษสีเขียวก็พ่นออกจากมือกระแทกใส่ร่างของซ่งอิน

โดนแล้ว!

ศิษย์ผู้นั้นลิงโลดใจ ไอพิษนี้เขาผสมพิษร้ายหลายชนิดเข้าด้วยกัน หากโดนเข้า ร่างกายจะเน่าเปื่อยประหนึ่งถูกไฟเผา

ปัง!

ทว่ายังไม่ทันจะได้ดีใจ หมัดขนาดมหึมาก็พุ่งทะลุกลุ่มไอพิษสีเขียวออกมา ประทับเข้ากลางหน้าผากอย่างจัง ร่างของเขากระเด็นไปไกลหลายเมตรราวกับผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่ง ตกลงกระแทกพื้น กะโหลกศีรษะยุบลงไปเป็นหลุมใหญ่ ของเหลวสีแดงขาวไหลทะลักออกมา ดูท่าคงไม่รอดเสียแล้ว

ท่ามกลางกลุ่มไอพิษ ไอสีขาวระเบิดออกกระแทกไอพิษจนแตกกระจายหายไปในอากาศ ไอขาวลอยกรุ่น เส้นผมของซ่งอินปลิวไสว ความโกรธเกรี้ยวฉายชัดบนใบหน้า

"พวกมารนอกรีตอีกแล้ว!"

ซ่งอินกัดฟันคำราม ก่อนจะหันไปมองคนที่ตนหิ้วคออยู่ แล้วถามเสียงเหี้ยม "เจ้าเป็นใคร รีบบอกมา!"

อุตส่าห์ได้บำเพ็ญเพียร อุตส่าห์ได้เข้าสำนักฝ่ายธรรมะ

ความปิติยินดีสองต่อนี้ควรจะนำมาซึ่งความสุขยิ่งกว่า แต่ซ่งอินวาดฝันไว้ว่าจะได้อยู่ร่วมกับเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องอย่างปรองดอง ช่วยกันปราบมารพิทักษ์ธรรม

แต่ทำไม... ทำไมที่นี่ถึงมีพวกมารนอกรีต!

นี่มันหยามหน้าท่านอาจารย์ชัดๆ!

แปะ...

จังหวะนั้นเอง คนในมือที่ดิ้นรนไปมา ขาก็สะเปะสะปะไปโดนบั้นท้ายของซ่งอินเข้า

"ฮึ่ม!!"

ซ่งอินคิ้วขมวด ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอดั่งฟ้าคำรน เส้นเลือดปูดโปนขึ้นตามท่อนแขน ก่อนจะเหวี่ยงร่างนั้นกระแทกลงพื้นอย่างแรง

ตึง!

แผ่นหินสีเขียวระเบิดแตก เศษหินคมกริบกระเด็นว่อน เฉียดผ่านปลายผมและแก้มของศิษย์รอบข้างไปอย่างน่าหวาดเสียว

ภาพอันน่าสยดสยองทำให้ทุกคนเงียบกริบ ตัวสั่นงันงก จ้องมองคนเถื่อนผู้นี้อาละวาดตาค้าง

"หยุดมือ!"

เสียงหนึ่งดังมาจากที่ไกล

ซ่งอินหันขวับไปมอง เห็นท่านอาจารย์ยืนจ้องตนเองอยู่ เขาหรี่ตาลง "ท่านอาจารย์ ท่านบอกให้ข้าหยุดมือหรือขอรับ"

ทันใดนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงกวาดสายตามองไปรอบๆ

สิ่งปลูกสร้างผุพังราวกับซากปรักหักพังมากกว่าสำนักเซียน เหล่าศิษย์ที่ตื่นตระหนกจนตัวสั่น...

"ที่นี่... ดูไม่ชอบมาพากล"

ซ่งอินสีหน้ามืดครึ้ม หันไปกล่าวกับนักพรตจินกวงว่า "ท่านอาจารย์ ท่านกำลังหลอกข้าอยู่ ใช่หรือไม่ขอรับ..."

สิ้นคำพูด สีหน้าของจินกวงเปลี่ยนไปทันที

ล้มเหลวไม่เป็นท่า นึกไม่ถึงว่าจะมาพังในขั้นตอนสุดท้าย

เขารีบประสานอิน สีหน้าเคร่งเครียด "เจ้ารู้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว..."

"สำนักจินเซียนแม้จะเป็นฝ่ายธรรมะ แต่ไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ท่านบอก ที่นี่เป็นสำนักเล็กๆ ใช่ไหมขอรับ ท่านอาจารย์!"

ซ่งอินยิ้มอย่างมั่นใจ

ทุกอย่างกระจ่างแจ้งแล้ว

ที่นี่เป็นเพียงสำนักเล็กๆ บางทีอาจจะเป็นซากโบราณสถานเก่าที่ท่านอาจารย์มาตั้งสำนักทับไว้ ศิษย์ในสำนักก็อ่อนแอ ไม่อย่างนั้นเจอมารบุกเข้ามาแค่คนเดียวจะแตกตื่นกันขนาดนี้หรือ คาดว่าคงเพิ่งก่อตั้งมาได้ไม่นาน

มิน่าล่ะ ทำไมท่านอาจารย์ถึงบ่ายเบี่ยงไม่ยอมพาเขาขึ้นเขาเสียที ที่บอกว่ามีปราณขุ่นมัวในกายจนขึ้นเขาไม่ได้นั่นเป็นข้ออ้างชัดๆ ท่านอาจารย์คงกลัวว่าเขามาเห็นสำนักซอมซ่อแบบนี้แล้วจะรังเกียจหนีไป

แต่ทว่า... คนอย่างซ่งอินหรือจะเป็นคนเช่นนั้น!

ซ่งอินปรับสีหน้าให้อ่อนโยนลง กล่าวว่า "ไม่เป็นไรหรอกขอรับท่านอาจารย์ ท่านไม่จำเป็นต้องปิดบังข้าเรื่องนี้ ในเมื่อข้าซ่งอินตัดสินใจเข้าร่วมสำนักจินเซียนแล้ว ย่อมไม่ทำให้ท่านผิดหวัง ข้าจะทำให้สำนักจินเซียนรุ่งโรจน์เกรียงไกรเองขอรับ!"

"หา... อ้อ ใช่ ถูกต้อง"

มือที่ประสานอินของจินกวงคลายลง เหลือบมองศิษย์เอกที่นอนพะงาบๆ ในหลุม แล้วหันมามองซ่งอินที่เขาเลี้ยงดูประคบประหงมมาสองเดือน ตัดสินใจได้ในทันที

เขาฉีกยิ้ม "เรื่องนี้ปิดบังเจ้าไม่ได้จริงๆ ศิษย์รัก เป็นอาจารย์เองที่ผิด อาจารย์ประมาทเกินไป ปล่อยให้มารนอกรีตบุกเข้ามาถึงหน้าประตูสำนัก เกือบทำให้ผู้คนเดือดร้อนเสียแล้ว"

ซ่งอินหันกลับไปมองเจ้ามารร้ายในหลุม เห็นว่ามันหายใจรวยรินใกล้จะตายเต็มที จึงกำหมัดขึ้นมาอีกครั้ง "จริงขอรับ มารพวกนี้ช่างเหิมเกริมนัก!"

เขาง้างหมัดขึ้นสูง ไอสีขาวหมุนวนรอบกำปั้น เตรียมจะทุบลงไปอย่างหนักหน่วง

"อย่า!"

ตึง!

เศษหินและฝุ่นควันฟุ้งกระจาย คลื่นลมกระแทกพัดชายเสื้อของศิษย์รอบข้างจนหน้าซีดเผือด

เมื่อฝุ่นจางลง หน้าอกของจ้าวยวนฮว่าก็กลายเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ สิ้นใจตายคาที่

ซ่งอินหันกลับไป พบว่าท่านอาจารย์มายืนอยู่ตรงหน้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ในท่าทางที่ยื่นมือออกมาเหมือนจะคว้าจับอะไรบางอย่าง

"ท่านอาจารย์ อย่าอะไรหรือขอรับ"

จินกวงยืนนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่ สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วหันไปมองศิษย์เอกที่ไร้ลมหายใจอีกครั้ง ใบหน้าที่แข็งทื่อพยายามฝืนยิ้มอย่างยากลำบาก "อย่า... อย่าออมมือ"

ซ่งอินขมวดคิ้ว มองดูศพนั้นอีกครั้งด้วยความกังวล "ท่านอาจารย์ ข้าได้ยินว่าพวกมารมักมีวิชาประหลาด มันจะทิ้งกายเนื้อหนีไปได้หรือไม่ขอรับ"

ทิ้งกายเนื้อ?

จินกวงมุมปากกระตุก วิชาแบบนั้นเขาก็อยากเรียนเหมือนกัน แต่นั่นมันไม่เกี่ยวกับระดับรวบรวมปราณเลยสักนิด!

"วางใจเถอะ... ตายสนิทแบบไม่รู้จะตายยังไงแล้ว" จินกวงกัดฟันพูด

ซ่งอินพยักหน้ายิ้ม จากนั้นหันไปมองหญิงสาวรูปร่างคล้ายงูหลามเขียวที่นอนอยู่บนพื้น ถามว่า "แม่นาง เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม"

สตรีร่างท้วมที่นอนอยู่ส่ายหน้าเบาๆ เหมือนเพิ่งตื่นจากฝัน ดวงตาฉายแววมึนงง นางมองซ่งอินที่จ้องเขม็งมา แล้วรีบกระชับชุดเขียวที่รัดแน่นจนเหมือนบ๊ะจ่าง พลางลากขาที่พันอยู่ในชุดเหมือนหางงูถอยหลังกรูด

"เจ้ามารร้าย! เจ้าจะทำอะไร!"

สิ้นเสียงนาง จินกวงนัยน์ตาเป็นประกาย นิ้วมือที่ยังคลายไม่หมดชี้ไปที่นางอย่างแนบเนียน หญิงสาวชุดเขียวก็หยุดนิ่งไปทันที ราวกับถูกพันธนาการไว้

ซ่งอินกล่าวอย่างใจเย็น "แม่นาง ข้ารู้ว่าเจ้าตกใจ แต่ข้าไม่ใช่มาร ข้าเป็นฝ่ายธรรมะ!"

หญิงสาวชุดเขียวขยับปากไม่ได้ ได้แต่กลอกตาไปมาอย่างรวดเร็ว

จินกวงกล่าวเสริมเนิบๆ "นางคงตกใจจนเลือดลมตีกลับ ประกอบกับถูกมารร้ายนั่นร่ายคาถาใส่ จึงขยับตัวไม่ได้ ไม่เป็นไร อาจารย์ร่ายคาถาแก้ให้แล้ว พักสักครู่ก็คงดีขึ้น"

ซ่งอินร้องอ๋อ "เป็นเช่นนี้นี่เอง แม่นางไม่ต้องกลัว ตอนนี้เจ้าปลอดภัยแล้ว!"

พอพูดจบ ดวงตาของหญิงสาวชุดเขียวก็ยิ่งกลอกรุนแรงขึ้น ดูเหมือนนางกำลังโกรธจัด

ซ่งอินสังเกตเห็นแววตานั้น จึงปลอบโยนว่า "แม่นาง ข้ารู้ว่าเจ้าร้อนใจ แต่ไม่ต้องรีบร้อน พักผ่อนก่อนเถิด เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง สำนักจินเซียนของพวกเราเป็นฝ่ายธรรมะแน่นอน"

"ถูกต้องแล้ว"

จินกวงหัวเราะแห้งๆ "สำนักจินเซียนเป็น 'ฝ่ายธรรมะ' อยู่ที่นี่ย่อมปลอดภัย ใครก็ได้ พานางไปพักผ่อนที..."

ไม่มีเสียงตอบรับ

ศิษย์โดยรอบยืนนิ่งราวกับถูกสาป ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว สายตาลอกแลกมองสลับไปมาระหว่างซ่งอินกับศพของจ้าวยวนฮว่า ไม่กล้าขยับตัว

"ไม่มีใครได้ยินข้าพูดรึ" จินกวงหน้าเครียด หันไปจ้องศิษย์ที่อยู่ใกล้ที่สุด

ศิษย์คนนั้นใจหายวาบ ก้มหน้าลง แต่เท้ายังก้าวไม่ออก

จินกวงถอนหายใจอย่างจนปัญญา กระซิบเสียงต่ำ "นี่คือศิษย์ใหม่ที่ข้าเพิ่งรับมา ให้เขาอยู่ข้างนอกกินมหาโอสถมาพักหนึ่ง วันนี้พาขึ้นเขาเพื่อทำพิธีเข้าสำนัก"

พอได้ยินเช่นนี้ ศิษย์นับสิบคนรอบข้างเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สีหน้าตื่นตะลึง

คนเถื่อนนี่... คือโอสถมนุษย์?!

ซ่งอินประสานมือคารวะ ยิงฟันขาว "ผู้น้อยซ่งอิน ศิษย์ใหม่สำนักจินเซียน ฝากเนื้อฝากตัวกับศิษย์พี่ทั้งหลายด้วยขอรับ!"

ยังคงไม่มีเสียงตอบรับ ศิษย์เหล่านั้นต่างเมินหน้าหนี ไม่กล้าสบตาซ่งอิน

"เอาล่ะ พอแค่นี้แหละ ศิษย์รัก ตามข้าไปที่ห้องหลอมโอสถเถอะ อาจารย์อดใจรอให้เจ้าเข้าสำนักแทบไม่ไหวแล้ว!"

จินกวงคว้าข้อมือซ่งอินอีกครั้ง ลากเขาเดินไปยังทิศทางของห้องหลอมโอสถ

เมื่อจินกวงและซ่งอินเดินจากไป เหล่าศิษย์ต่างพากันถอนหายใจโล่งอก แข้งขาอ่อนแรงจนแทบยืนไม่อยู่

"ตกใจแทบตาย นึกว่าจะตายซะแล้ว..."

"ไม่ใช่สิ ไอ้คนเถื่อนนั่นมันเรื่องอะไรกัน เป็นโอสถมนุษย์หรือ"

"เคยเห็นโอสถมนุษย์แบบนี้ที่ไหนกัน น่ากลัวเกินไปแล้ว ศิษย์พี่ใหญ่... จริงสิ ศิษย์พี่ใหญ่!"

"ศิษย์พี่ใหญ่ไปสวรรค์แล้ว!"

เหล่าศิษย์ส่งเสียงเซ็งแซ่วุ่นวายไปหมด

...

"ศิษย์รัก เจ้าฝึกมาได้อย่างไรกัน"

เดินมาได้สักพัก จินกวงก็อดถามไม่ได้

"ฝึกอะไรหรือขอรับ" ซ่งอินไม่เข้าใจ

"ก็... เอ่อ เมื่อครู่นี้ มารร้ายนั่นก็มีฝีมืออยู่บ้าง เจ้าเอาชนะเขาได้อย่างไร แล้วไอสีขาวของเจ้านั่น มันคือสิ่งใด"

พอลองนึกดู ตอนที่ซ่งอินเริ่มลงมือ ไอสีขาวที่แผ่ออกมาจากร่างทำให้พลังปราณในตัวเขาสั่นสะเทือน ราวกับเจอศัตรูตามธรรมชาติ

ปุถุชนคนธรรมดา ทำไมถึงทำได้ขนาดนี้?

เขาเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้านี่เป็นศิษย์สำนักใหญ่ปลอมตัวมาปราบมารพิทักษ์ธรรมหรือเปล่า

แต่คิดไปคิดมาก็เป็นไปไม่ได้

จินกวงมั่นใจว่าตอนเจอซ่งอิน เจ้านี่เป็นแค่คนธรรมดาจริงๆ แล้วใครมันจะมาที่กันดารอย่างเทือกเขาซูมีกัน

ไอพลังนั่นถ้าไม่ใช่สัญลักษณ์ของการฝึกปราณสำเร็จ ก็เป็นแค่พลังกายเนื้อที่ปะทุออกมา แต่ถ้าเป็นอย่างหลัง ยิ่งทำให้จินกวงคิดไม่ตกเข้าไปใหญ่

"ท่านอาจารย์สอนข้าเองนี่ขอรับ" ซ่งอินตอบ

"ข้าสอนรึ"

จินกวงอึ้งไป สองเดือนมานี้เขาสอนแค่วิธีดูดซับมหาโอสถอย่างเดียว ไม่ได้สอนอย่างอื่นเลยนี่นา

"ใช่ขอรับ ท่านอาจารย์ วิชาเหล่านี้ผิวเผิน ท่านไม่ใส่ใจก็เป็นเรื่องปกติ ท่านเคยบอกว่า ขจัดความขุ่นมัวเชิดชูความบริสุทธิ์ ผสานกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว ก็จะเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียนแท้จริง ท่านจึงถ่ายทอดวิชาฝึกกายให้ข้าชุดหนึ่ง"

ซ่งอินยิ้มกว้าง "ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว ข้ามีพรสวรรค์ระดับมหาเซียน การเข้าสู่ขอบเขตเซียนเทียนแท้จริงย่อมเป็นเรื่องง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ"

"เจ้าตรึกตรอง?"

คำตอบนี้ทำเอาจินกวงตะลึงอีกรอบ "อาจารย์เคยพูดหรือ"

ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้

เขาเคยพูดจริงๆ!

ตอนนั้นเจ้าเด็กนี่ตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่ แถมยังดูดซับมหาโอสถได้เร็ว เพื่อกันไม่ให้มันวิ่งเพ่นพ่าน เขาเลยแต่งวิชาฝึกกายมั่วๆ โยนให้ไปสองชุด แล้วก็โม้ไปสองสามประโยคก่อนจะปล่อยทิ้งไว้

ตอนนั้นเหมือนจะพูดคำว่า 'ขอบเขตเซียนเทียนแท้จริง' ไปจริงๆ นั่นแหละ แต่ทว่า...

นั่นมันของปลอมนะโว้ย!

เขาพูดมั่วซั่วไปเอง วิชาที่ทำให้คนธรรมดาแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ มันไม่มีอยู่จริงหรอก ถ้ามีเขาคงฝึกไปนานแล้ว

อีกอย่าง แม้แต่จอมยุทธ์ในโลกมนุษย์ ก็ไม่มีทางสู้ผู้ฝึกตนระดับรวบรวมปราณได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงศิษย์เอกของเขาเลย!

"หรือว่าจะมีพรสวรรค์จริงๆ?"

ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวจินกวงเพียงครู่เดียวก็ถูกปัดทิ้ง

ต่อให้พรสวรรค์ล้ำเลิศแค่ไหนก็เสกพลังขึ้นมาดื้อๆ ไม่ได้หรอก เขาไม่เคยได้ยินเรื่องขอบเขตเซียนเทียนแท้จริงอะไรนั่นมาก่อน...

ช่างเถอะ เสียศิษย์เอกไปคนหนึ่งแล้ว วันนี้ต่อให้ซ่งอินเป็นสี่มหาจอมเทพอวตารลงมา เขาก็ต้องสร้างรากฐานให้สำเร็จ!

จินกวงพาซ่งอินเดินลิ่วๆ ไปยังตำหนักใหญ่ พอเข้าไปด้านใน ซ่งอินก็ขมวดคิ้ว

ภายในตำหนักยิ่งดูทรุดโทรมกว่าภายนอกเสียอีก เต็มไปด้วยฝุ่นจับหนา เสาที่ค้ำยันตำหนักผุพัง บางต้นหักโค่นลงมา มีแมลงหน้าตาประหลาดทำรังอยู่ ตามซอกมุมเต็มไปด้วยหยากไย่

ตรงกลางมีรูปปั้นสวมชุดนักพรต ท่อนล่างเป็นมนุษย์ แต่ท่อนบนกลับมีปีกแหลมคมเหมือนหนามยื่นยาวออกไปสองข้าง ส่วนตั้งแต่หน้าอกขึ้นไปและแขนทั้งสองข้างหายไป ไม่รู้ว่ารูปร่างหน้าตาที่แท้จริงเป็นอย่างไร

รูปปั้นนั้นเต็มไปด้วยร่องรอยความเสียหาย เหมือนถูกของมีคมฟัน ซ่งอินยังสังเกตเห็นรอยกรงเล็บขนาดใหญ่ที่หน้าท้องของรูปปั้น

ดูไม่เหมือนรูปปั้นมนุษย์เลย...

เมื่อท่านอาจารย์ผลักประตูตำหนักข้างเข้าไป คิ้วของซ่งอินก็ขมวดมุ่นกว่าเดิม รูม่านตาหดเกร็งวูบหนึ่ง

ห้องหลอมโอสถนี้ก็ยังคงเก่าคร่ำคร่า พื้นฝุ่นเขรอะ ชั้นวางวัตถุดิบข้างผนังมีของวางอยู่ประปราย

มีทั้งใบไม้เขียว เถาวรรย์เหลือง รากไม้แดง ที่ดูคุ้นตาก็มีโสมคน แต่ที่ชั้นวางชั้นหนึ่ง เขาเห็นอวัยวะภายในที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี หัวกะโหลกมนุษย์ และ... ซากศพทารก!

ส่วนใจกลางห้อง มีเตาหลอมขนาดมหึมาที่ดูใหม่เอี่ยมตั้งตระหง่าน ดูเหมือนหล่อจากทองเหลือง มีสามขา ลวดลายเมฆาปกคลุม แบ่งเป็นสองชั้น ชั้นล่างเป็นทรงหม้อปกติ แต่ชั้นบนคล้ายเจดีย์ ฐานกว้างยอดแหลม ดูเหมือนเข่งนึ่งที่สามารถใส่คนลงไปได้

"ศิษย์รัก วันนี้อาจารย์จะทำพิธีรับเจ้าเข้าสำนัก!"

จินกวงหันกลับมา นัยน์ตาฉายประกายลึกลับน่าสะพรึง

จบบทที่ บทที่ 2 ข้าลองตรึกตรองดูแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว