- หน้าแรก
- มิติฟาร์มของฉันคือคลังแสงวันสิ้นโลก
- บทที่ 23 - การล้างแค้น
บทที่ 23 - การล้างแค้น
บทที่ 23 - การล้างแค้น
บทที่ 23 - การล้างแค้น
กลับมาถึงบ้านโลหะ ฟ้าก็มืดสนิท พวกเขาก่อไฟทำกับข้าวอีกครั้ง อวี๋เฟิงจัดการกระต่ายต่อ
สองพี่น้องนั่งผิงไฟ ช่วยเติมฟืน อวี๋เหวินเหวินเอาขนมที่กินเหลือเมื่อวานมาแบ่งให้ และชงชานมร้อนๆ ให้คนละแก้ว
"ขอบคุณค่ะ..."
สองพี่น้องน้ำตาคลอเบ้า ไม่ได้กินของหวานๆ แบบนี้มานานแค่ไหนแล้วนะ
เพราะมีสมาชิกเพิ่ม ไก่ตัวเล็กแค่นั้นคงไม่พอ พวกเขาเลยตุ๋นไก่ทั้งสามตัวพร้อมกัน ใส่เห็ดเขากวางกับเห็ดมอเรลลงไปเยอะๆ พอน้ำเดือดก็ใส่มันฝรั่งลงไปอีก
กลิ่นหอมลอยฟุ้ง สองพี่น้องนั่งเหม่อลอย น้ำลายสอ ตั้งแต่หนีมาอยู่บนเขา ได้กินแต่เกาลัดกับผักประทังชีวิต แถมยังไม่อิ่มท้อง ไม่ได้ดมกลิ่นเนื้อหอมๆ แบบนี้มานานมากแล้ว
พอไก่สุกได้ที่ เสิ่นหนานชิงทำทีเป็นหยิบแป้งจี่ตั้งหนึ่งออกมาจากในบ้าน เอามาวางอุ่นในหม้อ เห็นแป้งจี่แล้วสองพี่น้องตาโตเท่าไข่ห่าน
จางหลานเฉินสร้างโต๊ะโลหะมาวางข้างกองไฟ ทุกคนยืนล้อมวงกินข้าว ไก่ป่าสามตัวเลาะกระดูกแล้วเหลือเนื้อไม่ถึงสี่ชั่ง แต่พอต้มรวมกับเห็ดและมันฝรั่งก็ดูเยอะพอสมควร
ทุกคนฉีกแป้งจี่กินกับเนื้อไก่จนพุงกาง ปิดท้ายด้วยซุปไก่คนละถ้วย
อิ่มหนำสำราญแล้ว ก็เริ่มคุยธุระกัน
"พวกเธออยากแลกอะไร ข้าว แป้ง บะหมี่ เครื่องปรุง พวกเรามีหมด"
มองท้องของหญิงสาว เสิ่นหนานชิงก็เสริมอีกอย่าง "น้ำตาลทรายแดงก็มีนะ"
สองพี่น้องดีใจจนเนื้อเต้น คนพี่คิดคำนวณแล้วบอกว่า "ขอแลกน้ำตาลทรายแดงหนึ่งถุง เกลือหนึ่งถุง ที่เหลือขอเป็นข้าวครึ่งหนึ่งแป้งครึ่งหนึ่งได้ไหมคะ"
"ได้"
เสิ่นหนานชิงเดินเข้าไปในบ้าน หยิบเกลือ น้ำตาลทรายแดง และบะหมี่แห้งออกมาจากมิติ ตวงข้าวสารและแป้งใส่อย่างละครึ่งกระสอบ เอาใส่ลังกระดาษยกออกมา
"เอ้านี่ บะหมี่นี่แถมให้นะ"
สองพี่น้องรีบรับของมา ข้าวสารตั้งสิบกว่าชั่ง แป้งอีกเจ็ดแปดชั่ง บะหมี่ห้าชั่ง ไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะใจป้ำขนาดนี้ ดีใจจนแทบกราบ
"ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณจริงๆ"
"ไม่เป็นไร ตกลงกันไว้แล้วนี่"
นึกถึงที่นอนอนาถาในถ้ำ อวี๋เหวินเหวินเดินกลับเข้าไปในบ้าน หยิบผ้านวมออกมาผืนหนึ่ง
"อันนี้เหลือใช้ เอาไปเถอะ"
คราวก่อนไปเหมามาจากโรงแรมมีเยอะแยะ เสิ่นหนานชิงไม่ได้ห้าม
"ขอบคุณค่ะ... ขอบคุณมากจริงๆ"
หลังจากความตื้นตันผ่านพ้น หญิงสาวมองบ้านโลหะอย่างพินิจพิเคราะห์ คนกลุ่มนี้มีทั้งพลังจิตและพลังควบคุมโลหะ แถมยังใจกว้าง ต้องเป็นคนมีฝีมือแน่ๆ
เธอลั่งเลอยู่นานก่อนตัดสินใจพูด "ข้างล่างที่นิคมโลจิสติกส์มีโรงแรมเสี่ยวเป่ยอยู่ ในนั้นมีเสบียงเยอะมาก ถ้าพวกคุณมีความสามารถ..."
"พวกเราไม่ไป" เสิ่นหนานชิงพูดสวนทันควัน
"พวกเราไม่ช่วยพวกเธอแก้แค้นหรอกนะ"
แววตาของเสิ่นหนานชิงเย็นชาขึ้น เรื่องราวของสองพี่น้องเดาได้ไม่ยาก บนเขาที่รกร้างว่างเปล่า อยู่ใกล้แหล่งซ่องสุมโจร แถมแววตาเคียดแค้นหวาดกลัวผู้ชายของเด็กคนน้อง ก็พอบอกได้ว่าพวกเธอเจออะไรมา
ช่วยเท่าที่ช่วยได้ แต่เธอไม่อยากถูกใครยืมมือฆ่าคน
หญิงสาวได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าด้วยความละอายใจ เธอยอมรับว่ามีความเห็นแก่ตัว อยากยืมมือพวกเขาแก้แค้น แต่เรื่องเสบียงในนิคมเธอก็ไม่ได้โกหก
"โรงแรมในนิคมมีเครื่องปั่นไฟ ห้องเย็นของที่นั่นเลยทำงานตลอดช่วงพายุเข้า ข้างในมีผักผลไม้แช่แข็งเยอะมาก รวมถึงข้าวสารอาหารแห้งอีกเพียบ"
เหมือนความทรงจำอันเลวร้ายจะย้อนกลับมา มือของเธอสั่นเทา ต้องกอดตัวเองไว้แน่น "พวก... ปีศาจพวกนั้นฆ่าเจ้าของโรงแรมกับแขกคนอื่น ยึดของทั้งหมดไว้ ขัง... ขังคนไว้... ผู้ชายก็ฆ่าเล่นแก้เบื่อ ส่วนผู้หญิงก็..."
หญิงสาวสะอื้นไห้จนพูดไม่รู้เรื่อง น้องสาวเข้าไปกอดปลอบพี่ ร้องไห้ตามไปด้วย
"ฉันบอกข้อมูลของพวกมันให้พวกคุณได้... ฉัน... ฉันช่วยพวกคุณล่อพวกมันออกมาได้ด้วย"
"พี่คะ พูดอะไรอย่างนั้น ถ้าจะล่อก็ต้องเป็นหนู..."
คนพี่ตบมือน้องเบาๆ ปลอบประโลม ถ้าเธอตายไปก็ไม่เป็นไร ขอแค่พวกสารเลวนั้นตาย น้องสาวมีพลังพิเศษต้องเอาตัวรอดได้แน่
เสิ่นหนานชิงและพรรคพวกเงียบกริบ หากเรื่องที่เธอพูดเป็นความจริง ข้อเสนอนี้ยั่วยวนใจมาก
"พรุ่งนี้เช้าพวกเราจะมาหา ไปไม่ไปแล้วแต่พวกคุณตัดสินใจ"
พูดจบ สองพี่น้องก็อุ้มของเดินจากไป
ไม่มีใครพูดอะไร ทุกคนช่วยกันเก็บข้าวของแล้วกลับเข้าบ้านโลหะเงียบๆ
วันนี้เหนื่อยมาทั้งวัน ควรจะหัวถึงหมอนแล้วหลับปุ๋ย แต่ทุกคนกลับนอนตาค้าง ในหัววนเวียนอยู่แต่คำพูดของสองพี่น้อง เสิ่นหนานชิงรู้ดีว่าทุกคนเริ่มลังเล
"พรุ่งนี้ลองถามรายละเอียดดูก่อนไหมว่ามีกันกี่คน มีพลังอะไรบ้าง ถ้าสู้ไหวก็ลุย ถ้าไม่ไหวก็เผ่น โอกาสหน้ายังมี"
อวี๋เหวินเหวินอดรนทนไม่ไหวพูดเปิดประเด็น คนอื่นไม่ได้ตอบรับ แต่ทุกคนรู้ดีว่า ยิ่งเวลาผ่านไป โอกาสตุนเสบียงก้อนโตแบบนี้จะยิ่งหายากขึ้นเรื่อยๆ
"ถ้ามีของเยอะขนาดนั้นจริง มิติของหนานชิงจะพอใส่เหรอ"
"พอใส่" ความสูงเพิ่มขึ้นสองเมตร พื้นที่ 250 ตารางเมตร เหลือเฟือสำหรับเก็บของ
"ถ้ายึดนิคมได้ เราก็เอารถน้ำมันคันนั้นไปด้วยได้"
โจวเจ๋ออวี่ตาเป็นประกาย ถ้าได้เสบียงล็อตนี้ เสี่ยงหน่อยก็คุ้ม
"เรื่องของพรุ่งนี้ค่อยว่ากันพรุ่งนี้ นอนเถอะ"
เสิ่นหนานชิงเองก็หวั่นไหว ถ้าได้เสบียงชุดนี้ พวกเขาก็สบายไปได้อีกหลายปี แถมเครื่องปั่นไฟก็เป็นของจำเป็นที่หาไม่ได้ง่ายๆ
แต่คนที่ยึดนิคมได้ต้องไม่ใช่กระจอก แถมยังอำมหิตผิดมนุษย์ ถ้าต้องเอาชีวิตไปแลกกับของกิน มันจะคุ้มไหม
ทุกคนหลับๆ ตื่นๆ ฝันร้ายกันทั้งคืน ตื่นมาตอนเช้าเลยปวดหัวตึบๆ กันถ้วนหน้า
น้ำซุปไก่ที่เหลือเมื่อคืนเอามาเติมน้ำ ใส่บะหมี่กับผักกาดขาวลงไปต้ม แต่ไม่มีใครรู้รสรู้ชาติ จิตใจจดจ่ออยู่กับการรอคอยสองพี่น้อง
กินข้าวเสร็จ เสิ่นหนานชิงล้างมะเขือเทศแจกทุกคน นั่งแทะมะเขือเทศรอเวลา
มะเขือเทศรสชาติดีมาก ไม่ได้กินของสดกรอบแบบนี้มานานแล้ว ถ้าทีมพวกเขามีพลังพฤกษาบ้างก็คงดี อยากกินอะไรก็ปลูกเอา
กำลังคิดเพลินๆ สองพี่น้องก็มาถึง ในมืออุ้มกล่องมาด้วย พอกล่องวางบนโต๊ะโลหะ ทุกคนถึงเห็นว่าเป็นแตงกวาสิบกว่าลูก
"เมื่อคืนเสี่ยวรุ่ยเร่งโตมันมาค่ะ ลองชิมดูนะคะ"
"คืนเดียวเร่งโตแตงกวาได้เยอะขนาดนี้เลยเหรอ"
โจวเจ๋ออวี่ทึ่ง หิมะแดงเพิ่งตกได้สองเดือนกว่า พลังของเด็กคนนี้พัฒนาเร็วขนาดนี้เชียวเหรอ
"เปล่าค่ะ หนูเร่งโตมันทุกวัน มันออกผลอยู่แล้ว เมื่อคืนแค่เร่งให้มันสุก หนูไม่ได้นอนทั้งคืนเลย"
เด็กน้อยตอบอย่างเขินอาย พลังเธอไม่ได้เทพขนาดนั้น
คราวนี้เสิ่นหนานชิงเชิญสองพี่น้องเข้ามานั่งในบ้าน ชงชานมให้เหมือนเดิม
"เล่าเรื่องนิคมโลจิสติกส์ให้ฟังหน่อย"
[จบแล้ว]