- หน้าแรก
- มิติฟาร์มของฉันคือคลังแสงวันสิ้นโลก
- บทที่ 4 - หิมะสีแดง
บทที่ 4 - หิมะสีแดง
บทที่ 4 - หิมะสีแดง
บทที่ 4 - หิมะสีแดง
อุณหภูมิยังคงลดต่ำลงเรื่อยๆ จนติดลบห้าสิบกว่าองศา น้ำท่วมด้านนอกจับตัวเป็นน้ำแข็งหนา ตอนนี้ไม่เพียงแต่คนจะเดินบนผิวน้ำแข็งได้ แม้แต่รถยนต์ก็ยังวิ่งได้สบายๆ
เมื่อไม่มีน้ำท่วมมาขวางกั้น ผู้คนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาเป็นเดือนก็เริ่มออกมาค้นหาเสบียง แต่ความเสี่ยงที่ตามมาก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ บางคนลำบากแทบตายกว่าจะหาของกินมาได้ แต่บางคนกลับคอยจ้องจะชุบมือเปิบ แย่งชิงจากคนอื่นโดยไม่ต้องออกแรง
ประกอบกับบ้านส่วนใหญ่ไม่ได้มีเสื้อผ้ากันหนาวที่หนาพอ หลายคนยังไม่ทันหาของกินได้ ก็ต้องมาหนาวตายอยู่ข้างนอกเสียก่อน
รัฐบาลส่งคนมาแจกจ่ายเสบียงอีกครั้ง แต่ปริมาณน้อยนิดเหลือเกิน ได้น้ำแค่คนละขวดกับข้าวสารหรือแป้งอีกครึ่งชั่ง เรื่องน้ำยังพอถูไถ เอาน้ำแข็งหรือหิมะมาต้มกินได้ แต่ข้าวสารครึ่งชั่ง ต่อให้ประหยัดแค่ไหนก็กินได้ไม่กี่มื้อ
ผู้คนเริ่มคลุ้มคลั่ง พากันรุมล้อมรถขนเสบียง สุดท้ายรถขนเสบียงก็ถูกปล้นจนเกลี้ยง ทหารที่คุมรถมาก็ถูกเหยียบตาย หลังจากนั้นก็ไม่มีใครมาแจกของอีกเลย
รัฐบาลเริ่มประกาศให้ประชาชนย้ายไปที่ศูนย์พักพิง เสียงประกาศจากลำโพงดังขึ้นทุกวัน แต่สภาพความเป็นอยู่ที่ศูนย์พักพิงก็ไม่ได้ดีนัก คนจำนวนมหาศาลเบียดเสียดกัน เสบียงที่ได้รับแต่ละวันก็แค่พอยาไส้ไม่ให้หิวตายเท่านั้น ถ้าไม่ได้จนตรอกจริงๆ คนส่วนใหญ่ก็ไม่อยากไป
เสิ่นหนานชิงเองก็อยากออกไปหาเสบียง แต่เธอรู้ตัวดีว่าไม่มีกำลังพอจะป้องกันตัวเองได้ ต่อให้หาของเจอ ก็คงเอาดกลับมาไม่ได้ ดีไม่ดีอาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ
ตอนนี้เธอทำได้แค่เก็บตัวฝึกซ้อมอยู่ในบ้าน ฝึกท่าต่อสู้ที่ออกแรงน้อยที่สุดแต่สร้างความเสียหายได้มากที่สุด อาวุธคู่กายคือท่อเหล็กปลายแหลมที่อวี๋เหวินเหวินเอามาให้คราวก่อน
ตั้งแต่มีเตาเหล็ก การทำอาหารและต้มน้ำของเสิ่นหนานชิงก็สะดวกขึ้นมาก เพื่อตอบแทนที่โจวเจ๋ออวี่เคยช่วยไว้ ตั้งแต่อวี๋เหวินเหวินกลับไป ทั้งสองบ้านก็เริ่มมากินข้าวร่วมกัน
จางหลานซินจะออกวัตถุดิบเยอะหน่อย ส่วนเสิ่นหนานชิงใช้เตาของตัวเองทำอาหารให้
ทุกเช้าเสิ่นหนานชิงจะต้มข้าวต้มหม้อใหญ่ พอเย็นก็เอามาอุ่นบนเตา กินได้ทั้งวัน
พะโล้ในหม้อสุกได้ที่แล้ว เสิ่นหนานชิงใส่มันฝรั่งหั่นชิ้นลงไป ตามด้วยไข่ต้มปอกเปลือกอีกหลายฟอง รอจนเนื้อและมันฝรั่งเปื่อย ก็ยกหม้อลง พักไว้ให้ไข่ต้มดูดซึมรสชาติ
เสิ่นหนานชิงทอดแป้งจี่อีกสิบกว่าแผ่น เท่านี้มื้ออาหารก็พร้อมเสิร์ฟ
สามคนล้อมวงกินข้าวกันอย่างอิ่มหนำสำราญ เสิ่นหนานชิงยังหยิบสไปรท์ออกมาเทให้คนละแก้ว อาหารดีๆ แบบนี้ต้องคู่กับน้ำอัดลมถึงจะเข้ากัน
ตอนนี้เสิ่นหนานชิงเลิกคิดจะสอนสองแม่ลูกทำอาหารแล้ว สมกับที่เป็นแม่ลูกกันจริงๆ เรื่องทำอาหารนี่ถอดแบบกันมาเป๊ะๆ ไม่มีพรสวรรค์เลยสักนิด เสิ่นหนานชิงเลยไม่กล้าเสี่ยงให้พวกเขาทำของเสียของ
หลังกินข้าวเสร็จ โจวเจ๋ออวี่อาสาล้างจาน ส่วนอีกสองคนนั่งผิงไฟคุยกัน
ช่วงนี้จางหลานซินดูเหม่อลอยชอบกล เสิ่นหนานชิงกลัวว่าเธอไม่ได้ออกไปไหนนานๆ จะกลายเป็นซึมเศร้า
"พี่หลานซิน มีเรื่องไม่สบายใจเหรอ"
"ดูออกด้วยเหรอ ชัดเจนขนาดนั้นเลย"
จางหลานซินเหลือบมองไปทางครัว เธอไม่อยากให้ลูกชายได้ยิน ไม่อยากให้เขาต้องกังวล
"แบตเตอรี่สำรองหมดแล้วเหรอ"
ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ต่อให้ตุนไว้เยอะแค่ไหนก็น่าจะหมด เพราะต้องเสียบผ้าห่มไฟฟ้าทุกคืน
"ใช่ เหลือลูกสุดท้ายแล้ว"
"ถ้าไม่ไหวจริงๆ... ย้ายมาอยู่กับหนูก็ได้นะ"
ปกติเสิ่นหนานชิงไม่ชอบอยู่ร่วมกับคนอื่น แต่สองแม่ลูกคู่นี้ช่วยเธอไว้เยอะจริงๆ ถ้าไม่มีพวกเขาคอยเตือน ป่านนี้เธอจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้
"ไม่เป็นไรจ้ะ" จางหลานซินส่ายหน้าเบาๆ
"...พ่อของเสี่ยวอวี่... เขาจะมารับพวกเรา ตกลงกันไว้แล้วว่าเขาจะส่งคนมารับ"
เสิ่นหนานชิงใจหายวาบ แม้จะรู้อยู่แล้วว่าเธอเป็นภรรยาลับของผู้มีอิทธิพล แต่พอได้ยินว่าจะไปจริงๆ ก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้
ถ้าพวกเขาไป ชั้น 12 ก็จะเหลือแค่เธอคนเดียว
"งั้น... พี่ยังห่วงอะไรอีกล่ะ"
"น้องชายพี่ยังมาไม่ถึงเลย ถ้าพี่ไปแล้ว พี่กลัวว่า... เขาจะหาพี่ไม่เจอ"
จางหลานซินยิ้มเยาะตัวเอง แล้วเริ่มเล่าเรื่องราวของเธอ ตอนนี้เธอต้องการแค่ใครสักคนรับฟัง
จางหลานซินเกิดในครอบครัวชาวนาทางภาคเหนือ น้องชายอายุน้อยกว่าเธอสิบกว่าปี แม่เสียชีวิตตอนคลอดน้อง พอเธอเข้ามหาวิทยาลัย พ่อก็มาด่วนจากไปอีก ตอนนั้นน้องชายเพิ่งจะห้าขวบ
"หนูก็เห็นแล้วว่าพี่มันคนไม่ได้เรื่อง ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง เลี้ยงน้องไม่ไหว พี่เลยตัดสินใจไปอยู่กับพ่อของเสี่ยวอวี่"
พอน้องชายขึ้นมัธยมต้นก็รู้ความจริงว่าพี่สาวเป็นเมียน้อย เขาเริ่มทะเลาะกับพี่สาวไม่จบไม่สิ้น สุดท้ายจางหลานซินจนปัญญา ต้องส่งน้องที่กำลังจะขึ้น ม.3 ไปอยู่กับลุง ให้ย้ายโรงเรียนไปที่นั่น โดยเธอเป็นคนออกค่าเทอมและค่ากินอยู่ทั้งหมด
"ก่อนพายุเข้า พี่โทรบอกให้เขามาหาพี่ เขา... ปฏิเสธ เขาบอกว่าจะไม่ยอมรับเงินทองของพ่อเสี่ยวอวี่แม้แต่สตางค์แดงเดียว แถมยังโอนเงินค่าเทอมกับค่ากินอยู่คืนมาให้พี่ด้วย"
น้ำตาไหลอาบแก้มเงียบๆ จางหลานซินรู้ดีว่าน้องชายคงไม่มาแล้ว
"แล้วทำไมพ่อของเสี่ยวอวี่ถึงไม่มารับพวกพี่ตั้งแต่ก่อนพายุเข้าล่ะ" เสิ่นหนานชิงถามสิ่งที่สงสัย
"เพราะกลัวเมียเขารู้น่ะสิ"
"แล้วตอนนี้มารับ ไม่กลัวแล้วเหรอ"
"พี่ก็ไม่รู้เหมือนกัน คงไม่มีเวลามาห่วงเรื่องนั้นแล้วมั้ง"
ตกดึก เสียงกรีดร้องและเสียงต่อสู้ดังขึ้นมาจากข้างล่างอีกแล้ว
"อ๊าก... ช่วยด้วย... ช่วย..."
เสียงมาจากห้อง 1103 ที่อยู่ชั้นล่าง ก่อนหน้านี้เจ้ารับคนจากชั้นสองและชั้นสามมาอยู่ด้วย ตอนนี้คงกำลังฉายหนังเรื่องชาวนากับงูเห่าอยู่สินะ
เสียงร้องโหยหวนเงียบลงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยเสียงตุ้บเหมือนของหนักตกกระแทกพื้น
เจ้าของห้อง 1103 ถูกจับโยนลงตึกไปแล้ว
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวัน เดี๋ยวก็ตึกนี้ เดี๋ยวก็ตึกข้างๆ
เสิ่นหนานชิงดึงผ้าห่มคลุมโปง บังคับตัวเองให้รีบหลับ
วันที่ 11 กันยายน 2033 ในที่สุดคนที่จะมารับจางหลานซินก็มาถึง
ชายฉกรรจ์รูปร่างสูงใหญ่ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีหลายคน กำลังช่วยกันเก็บของในห้อง 1201
จางหลานซินเดินร้องไห้เข้ามาบอกลา
"ขอโทษนะ... พี่พาหนูไปด้วยไม่ได้... พี่ขอร้องพวกเขาแล้ว แต่พวกเขา..."
"พี่หลานซิน หนูไม่ไปหรอก"
เสิ่นหนานชิงพูดขัดขึ้น เธอไม่ได้กะจะไปกับพวกเขาแต่แรกแล้ว เธอเป็นห่วงอวี๋เหวินเหวิน อีกอย่างเธอไม่อยากเอาชีวิตไปฝากไว้กับชะตากรรมที่ไม่แน่นอน
ไปถึงที่นั่น ขนาดตัวจางหลานซินเองยังไม่รู้จะมีปากมีเสียงได้แค่ไหน นับประสาอะไรกับคนนอกอย่างเธอ
"หนานชิง นี่กุญแจห้องพี่นะ เผื่อว่า... พี่หมายถึงเผื่อว่าน้องชายพี่มา หนูช่วยให้เขาเข้าไปพักหน่อยนะ ให้เขาพอมีที่ซุกหัวนอน"
"ได้ค่ะ"
เสิ่นหนานชิงรับกุญแจมา
"เสบียงในบ้านยังเหลืออีกเยอะ ถ้า... เขาไม่มา หนูเอาไปกินเถอะ"
"ค่ะ ขอบคุณนะคะพี่จาง"
เสิ่นหนานชิงน้ำตาซึม เธอเองก็อาลัยอาวรณ์สองแม่ลูกที่คอยช่วยเหลือกันมาตลอด การจากลาครั้งนี้คงยากที่จะได้เจอกันอีก
ไม่นานข้าวของก็ถูกขนย้ายจนหมด เสิ่นหนานชิงยืนส่งพวกเขาที่โถงทางเดิน
"ลาก่อนนะคะพี่หลานซิน ลาก่อนนะเสี่ยวอวี่"
"ลาก่อนนะหนานชิง"
"ลาครับพี่หนานชิง"
จางหลานซินกับลูกชายไปแล้ว ชั้น 12 เงียบสงัดจนน่าใจหาย
เสิ่นหนานชิงกลับเข้าห้อง 1203 มองลงไปทางหน้าต่าง เห็นรถออฟโรดสองคันจอดรออยู่ข้างล่าง ในที่สุดรถก็เคลื่อนตัวออกไป
ในขณะที่กำลังเหม่อลอย ประกายสีแดงสายหนึ่งก็พาดผ่านสายตา เสิ่นหนานชิงเงยหน้ามองท้องฟ้า
หิมะ! ท้องฟ้ากำลังโปรยปรายหิมะสีแดงลงมา
[จบแล้ว]