- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 125 ปลาซ่งซู และความจริงที่ต้องเอ่ย
บทที่ 125 ปลาซ่งซู และความจริงที่ต้องเอ่ย
บทที่ 125 ปลาซ่งซู และความจริงที่ต้องเอ่ย
บทที่ 125 ปลาซ่งซู และความจริงที่ต้องเอ่ย
แม้ว่าเหออวี่จู้จะบุกทะลวงอย่างห้าวหาญ รุกไล่ราวกับนักรบกำลังตีป้อม แต่...ป้อมสุดท้ายกลับไม่อาจบุกผ่าน ไม่ใช่เพราะไร้ฝีมือ แต่เพราะเขาเลือกจะหยุดเองต่างหาก
และเหตุผลหนึ่ง...ก็เพราะอีกฝ่ายไม่ยินยอม จึงทำได้เพียงสำรวจทุกซอกทุกมุมอย่างละเอียด
จนกระทั่งแสงอาทิตย์คล้อยไปถึงสี่โมงเย็น เมื่อดูเวลาแล้ว ใกล้เวลาเลิกเรียนของอวี่สุ่ย เขาจึงจำต้องพักปฏิบัติการไว้เพียงเท่านี้ ไว้พรุ่งนี้ ค่อยว่ากันใหม่!
“อวี่สุ่ยใกล้เลิกเรียนแล้ว!ฉันต้องรีบไปรับเธอ!ว่าไง? จะไปกับฉัน หรือจะอยู่รอที่บ้าน?”
เหออวี่จู้หันไปถามหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความอ่อนโยน พร้อมสัญญาว่าพรุ่งนี้เที่ยง จะทำหมูตุ๋นจานโปรดให้เธอลิ้มลองอย่างแน่นอน
“ไม่ไปหรอก! วันนี้ก็บอกแม่ไว้แล้ว ว่าจะกลับก่อนเที่ยง…แต่สุดท้ายก็มาติดกับนายจนได้ เจ้าเล่ห์จริงนะ!”
เธอหัวเราะค่อนขำ พลางลุกขึ้นเตรียมกลับ เหออวี่จู้จึงจำต้องขี่จักรยานไปส่งเธอถึงป้ายรถเมล์ มองดูเธอขึ้นรถเขาจึงปั่นจักรยานมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนอนุบาล
เมื่อถึงหน้าโรงเรียน พอเห็นอาจารย์หร่านชิวเย่ก็ยิ้มทักทายตามเคย แต่คราวนี้…ฝ่ายหญิงกลับตอบรับอย่างเย็นชา ชัดเจนว่า…การทดลองใจของเธอครั้งก่อน ไม่ได้ผลดั่งใจหวัง
หร่านชิวเย่รู้สึกไม่พอใจอยู่ไม่น้อย
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เหออวี่จู้ไม่ใช่คนเจ้าชู้ ในเมื่อกำลังสานสัมพันธ์กับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์อยู่ จะให้ไปเล่นหูเล่นตากับเธออีกคนได้อย่างไร?
แม้แต่รัสเซียสาวสวยอย่างเซลีน่า ที่เคยเสนอตัวให้แบบชัดๆ เขายังปฏิเสธมาแล้ว ก็เพราะเธอคนนั้น ทำให้เขาต้องถูกไล่ออกจากร้านเฟิงเจ๋อหยวน
เรื่องนี้พูดไปก็แค้นใจ แต่ต้นตอก็หนีไม่พ้น…หลัวหมิงอี้ ถ้าไม่ใช่เพราะหลัวหมิงอี้ไม่กล้ารับผิดชอบ เขาก็คงไม่ต้องถูกเฉดหัวออกมา
ถ้าวันหนึ่งเฟิงเจ๋อหยวน เกิดกิจการไม่ดีขึ้นมา เหออวี่จู้อาจจะใจดีซื้อกิจการมาเองก็ได้ ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณเก่า
เพราะเมื่อก่อนตอนเข้าไปเป็นเด็กฝึก หลัวหมิงอี้ก็ช่วยฝากฝังให้เองกับมือ
แม้ตอนนั้นจะเพราะเล็งเห็นฝีมือของเหออวี่จู้ ที่ทำอาหารเสฉวน และอาหารสกุลถานได้หมด แต่ยังไงก็ถือว่าช่วยเหลือ
เขาจึงไม่เคยมีคำครหาหรือวาจาใดๆ แม้ถูกไล่ออก เดินจากมาเงียบๆ ไม่แม้แต่จะสร้างเรื่องอื้อฉาว
“อวี่สุ่ย ลาคุณครูก่อนสิ”
“คุณครูหร่าน พรุ่งนี้เจอกันนะค่ะ!”
เสียงน้อยๆ ของอวี่สุ่ยทำให้หร่านชิวเย่ต้องฝืนยิ้ม โบกมือลานักเรียนอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก
“อวี่สุ่ย พรุ่งนี้เจอกันนะจ๊ะ~”
เมื่อเห็นรอยยิ้มกลับมาในที่สุด เหออวี่จู้จึงรีบเสริมอีกประโยค “ครูหร่าน ยิ้มเยอะๆ หน่อยนะครับ คุณยิ้มแล้วน่ารักที่สุดเลย!ไปล่ะครับ บ๊ายบาย~”
ไม่ปล่อยให้เธอได้ตอบอะไรอีก เขาก็พาอวี่สุ่ยซ้อนจักรยานจากไป
หร่านชิวเย่เพียงยิ้มบางเบา ในใจยังคงครุ่นคิด ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้า คงต้องหาจังหวะแอบถามอวี่สุ่ยดู ว่าเหตุใดเหออวี่จู้ถึงไม่สนใจเธอเลย?
รู้เหตุย่อมแก้ไขได้ เมื่อไร้ข้อกีดกัน เธอก็มั่นใจว่าจะทำให้ผู้ชายคนนี้ตกเป็นของเธอได้แน่นอน
ระหว่างทางกลับบ้าน…
“อวี่สุ่ย วันนี้อยากกินอะไร?พี่จะทำให้กิน!”
เหออวี่จู้ถามเสียงนุ่ม วันนี้อารมณ์ดี ทั้งปิดดีลธุรกิจสำคัญ ทั้งได้กระชับสัมพันธ์กับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ ชีวิตวันนี้…ถือว่าสมบูรณ์แบบสุดๆ
“พี่! ฉันอยากกินปลาค่ะ!เพื่อนในห้องบอกว่า ‘ซ่งซู’ อร่อยมาก~”
“เมื่อวันอาทิตย์คุณพ่อเขาพาไปกินที่ภัตตาคาร!ฉันก็อยากกินบ้าง!”
ได้ยินดังนั้น เหออวี่จู้ตอบรับทันที ในพื้นที่เก็บของยังมีวัตถุดิบอยู่มาก พรุ่งนี้ก็จะครบชุดทำ “พระกระโดดกำแพง” แล้ว ถือโอกาสเก็บค่าประสบการณ์อีกหน่อย บางทีอาจจะได้เลื่อนระดับทักษะทำอาหารขึ้นถึงเลเวล 8 ก่อนเปิดร้านจริง
“ได้เลย! เย็นนี้พี่จะทำปลาซ่งซูให้กิน! จับให้แน่นๆ ล่ะ พี่จะเร่งความเร็วแล้ว!”
ว่าจบก็เร่งปั่นจักรยาน เร็วชนิดที่แทบไม่แพ้รถยนต์ ด้วยฝีมือกังฟูบวกกับร่างกายที่แข็งแกร่ง แบกอวี่สุ่ยตัวน้อยไว้หน้ารถอย่างไม่รู้สึกหนักแม้แต่น้อย
“ลุยเลยพี่! ฉันอยากกินปลาซ่งซู!!!ปั่นเร็วๆ นะพี่!”
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงตัวน้อย ทำเอาผู้คนที่เดินผ่านต้องเหลียวมอง
พอเห็นชายหนุ่มรูปร่างดี ขี่จักรยานดี ใส่นาฬิกา ก็พากันคิดในใจว่า “นี่มันเด็กในระบบรัฐแน่ๆ!”
เพราะในยุคนี้ คนธรรมดาไม่มีทางมีเงินซื้อจักรยาน เสื้อผ้าก็ใช้แบบเย็บซ่อมแล้วซ่อมอีก ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคนในระบบ ลูกคนมีตำแหน่งแน่นอน
หลายสิบนาทีต่อมาทั้งสองคนก็กลับมาถึงซื่อเหอหยวน ทันทีที่เดินเข้าลานหน้า ก็เจอเหยียนปู้กุ้ยกำลังนั่งแต่งกิ่งไม้ด้วยกรรไกรเล็กในมือ
“กลับมาแล้วเหรอ เสี่ยวจู้!เป็นพี่ชายได้สมกับตำแหน่งจริงๆนะ!”เขาว่า พลางชูนิ้วโป้งให้ สายตาแฝงความเอ็นดูปนยินดี
“น้องสาวตัวเอง คนเป็นพี่ชายไม่รักแล้วจะให้ใครรักล่ะครับ?” เหออวี่จู้ตอบอย่างสุภาพ พลางทำท่าจะเดินผ่าน
แต่ผู้เฒ่ากลับรั้งไว้ก่อน “เดี๋ยวก่อนๆ!ป้านายเย็บเสื้อไว้ให้ทั้งนายกับอวี่สุ่ยคนละตัว ลองไปลองดูก่อนว่าใส่ได้ไหม ใส่ได้ก็จะได้เย็บอีกชุดให้ครบ ไซซ์ไหนไม่พอดีจะได้แก้ทัน!”
ได้ยินแบบนั้น เหออวี่จู้ก็นึกชื่นชมป้าสามคนนี้ที่มีฝีมือไม่เลวเลยทีเดียว
“โอเคครับ กินข้าวเสร็จจะเข้าไปลองเลย!”
เหออวี่จู้พูดพร้อมรอยยิ้ม แต่ก็ไม่เอ่ยชวนไปกินข้าวด้วย ทำเอาเหยียนปู้กุ้ยถึงกับยืนเหงาๆ มองตาม ใจคิดว่า ‘ไม่ชวนก็ไม่ชวน’
ระหว่างที่เหออวี่จู้พาน้องสาวกลับถึงเรือน ยังไม่ทันได้จอดจักรยานดี เสียงฝีเท้าก็เดินกระชั้นเข้ามาทางด้านหลัง หันไปดูก็พบว่าเจี่ยตงซวียิ้มแป้นอยู่ไม่ไกล
“กลับมาแล้วเหรอ เสี่ยวจู่!คนที่มาเยี่ยมบ้านนายวันนี้ ถ้าฉันดูไม่ผิด…นั่นลูกสาวประธานหลัวไม่ใช่เหรอ?”
น้ำเสียงแฝงด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง เพราะตอนนี้เขากำลังถูกไล่ออกจากโรงงานเหล็กจะกลับเข้าไปทำงานได้หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของเหออวี่จู้กับ “พ่อ” ของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์
“ก็ใช่…เธอชื่อหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ แวะมาเล่นที่บ้าน กินข้าวนิดหน่อย ทำไมเหรอ? มีข่าวแจ้งการไล่ออกมาแล้วสินะ?” เหออวี่จู้ถามแบบไม่ใส่ใจ
เจี่ยตงซวีรีบพยักหน้า “ใช่เลย! เหมือนที่นายบอกเป๊ะ โรงงานเอาเรื่องของฉันกับอี้จงไห่มาเป็นตัวอย่างลงโทษ”
“บอกว่าเป็นพฤติกรรมของ ‘อาจารย์ไม่เป็นอาจารย์ ศิษย์ไม่เป็นศิษย์’ ต้องกำจัดให้สิ้น! บอกเลยว่าครั้งหน้าเกิดอีก จะไม่ออมมือ!”
เจี่ยตงซวีตอนนี้ยิ่งมั่นใจ ว่าเหออวี่จู้คือว่าที่ลูกเขยของท่านประธาน ไม่งั้นเขาจะรู้ข้อมูลลับได้ยังไง?
อนาคตของเขาขึ้นอยู่กับคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้า ถ้าพูดช่วยสักคำ กลับเข้าโรงงานก็ไม่ยาก แต่ถ้าถูกเกลียดล่ะก็…หมดสิทธิ์แน่นอน
“เห็นแล้วใช่ไหม ว่าฉันไม่ได้ไม่ช่วยนาย แต่เพราะนายเลือกทะเลาะกับอี้จงไห่ตอนจังหวะคับขัน!จะให้ช่วยยังไงไหวล่ะ?”
“ทีนี้ก็รอไปก่อน รอให้กระแสรอบนี้ซาลง ถึงตอนนั้น ฉันค่อยไปคุยกับพ่อของเสี่ยวเอ๋อร์ให้อีกที ถ้าเขาอารมณ์ดี จะรับนายกลับไปก็เป็นแค่คำพูดเดียว!”
คำพูดของเหออวี่จู้…ราบเรียบแต่ทรงอิทธิพล เจี่ยตงซวีได้ฟังถึงกับตาเป็นประกาย รีบยกมือไหว้แทบจะคุกเข่า “แน่นอนสิ! นายก็เหมือนเป็นลูกเขยคนเดียวของประธานหลัว อีกหน่อยโรงงานเหล็กก็ต้องตกเป็นของนายแน่ๆ!ฉันยังไงก็ต้องขอพึ่งบารมีล่วงหน้านะ!”
เหออวี่จู้เพียงแค่พยักหน้า ก่อนจะชี้ไปที่บ้าน “ไปได้แล้ว ฉันต้องทำอาหารให้น้องสาวกิน เธอหิวแล้ว”
ว่าเสร็จ ก็โบกมือ คล้ายกับไล่แมลงวันตัวหนึ่งให้พ้นทาง
เจี่ยตงซวีรีบถอยไปทันที “โอเคๆ! ไม่รบกวนแล้ว!ถ้ามีอะไรให้ช่วย ล้างจาน ขัดครัว บอกมาเลยนะ!ฉันจะให้ฉินหวยหรูช่วยนายทันที!”
เหออวี่จู้พยักหน้าส่งๆ ก่อนจะจูงน้องสาวกลับเข้าบ้าน ปล่อยให้เจี่ยตงซวียืนยิ้มอยู่กลางลาน
แต่ที่บ้านฝั่งตรงข้าม “อี้จงไห่” ที่เพิ่งโดนไล่ออกเช่นกัน กำลังแอบมองด้วยความเคียดแค้น
เขาเห็นเจี่ยตงซวีพูดคุยกับเหออวี่จู้อย่างสนิท ก็เดาออกทันทีว่าตอนประชุมใหญ่วันนั้น ที่เจี่ยตงซวีหักหลังเขา ต้องเป็นเพราะมีใครยุยงอยู่เบื้องหลัง
ใช่แล้ว...เจี่ยตงซวีอาจเป็นมีด แต่คนที่จับมีดฟันเขา...ก็คือ เหออวี่จู้!
“สารเลวทั้งสอง!พวกแกเล่นงานฉันลับหลังหรือ ไม่เป็นไร...พวกแกคอยดูเถอะ!!แค่ฉันโดนไล่ออก อย่าคิดว่าฉันจะหมดหนทาง!”
“ฉันเป็นช่างฝีมือระดับสูง มีโรงงานไหนไม่อยากได้ฉัน?หึ! ออกจากโรงงานเหล็กแล้วไง? ฉันก็ยังหาเงินได้!”
อี้จงไห่คิดในใจอย่างเจ็บแค้น เขาตัดสินใจว่า…พรุ่งนี้จะไปสมัครงานใหม่ทันที ไม่ยอมพ่ายแพ้ให้ใคร
ขณะที่เจี่ยตงซวีกลับถึงบ้านก็มีข้าวต้ม ผักดอง วางอยู่บนโต๊ะ เขาหันไปบอกฉินหวยหรู เสียงจริงจัง
“ช่วงนี้ เธอไปบ้านเหออวี่จู้บ่อยๆ หน่อยเขามีงานบ้านอะไรก็ไปช่วยทันที! ฉันโดนไล่ออกแล้ว กลับเข้าโรงงานได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับเขาคนเดียว! ถ้าเขาเอ่ยปากกับพ่อตาเขาสักคำ ทุกอย่างก็จบ!”
ฉินหวยหรูเงียบไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าเบาๆ “ค่ะ…เข้าใจแล้ว”
แต่ในใจกลับขมขื่นนัก เธอเคยพยายามอ่อยเหออวี่จู้ แต่ไม่เคยได้อะไรกลับมา ตอนนี้ต้องไปหาด้วยหน้าที่อีก ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมาอีก…จะทำยังไง?
เธออดไม่ได้ที่จะครุ่นคิด “ถ้า...ตอนนั้นไม่แต่งกับเจี่ยตงซวีล่ะก็…ถ้าได้รู้จักเหออวี่จู้เร็วกว่านี้…”
แต่ทุกอย่างก็เป็นอดีตที่ไม่อาจย้อนกลับ
ชีวิตตอนนี้…ได้แค่ “จำใจ” เดินไปตามทางที่เลือกไว้
ทำได้เพียงหวังว่าเหออวี่จู้จะไม่ทำให้เรื่องแย่ลง เธอจะพูดความจริงกับเขา…
บางทีเขาอาจจะเห็นใจ และยื่นมือช่วยอีกครั้ง
แต่นั่นก็แค่ “บางที”… เท่านั้นเอง