- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 122 สไตล์การตกแต่งบ้าน และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
บทที่ 122 สไตล์การตกแต่งบ้าน และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
บทที่ 122 สไตล์การตกแต่งบ้าน และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
บทที่ 122 สไตล์การตกแต่งบ้าน และการเปลี่ยนผ่านของยุคสมัย
สถาปัตยกรรม…เปรียบได้กับภาษาที่แข็งแกร่งแต่เงียบงัน เป็นภาพสะท้อนของประวัติศาสตร์เมือง วัฒนธรรม และจิตวิญญาณของยุคหนึ่ง ส่วนการตกแต่งบ้านนั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำความคลาสสิกของยุคสมัยมาหลอมรวมกับรากเหง้าและวิถีของครอบครัว เป็นศิลปะในรูปแบบหนึ่ง
สภาพแวดล้อมของสังคม แนวคิดการบริโภค และมุมมองต่อชีวิตในแต่ละยุค ล้วนหล่อหลอมให้เกิดรูปแบบการตกแต่งบ้านที่แตกต่างกันไปตามกาลเวลา
ลองย้อนมองดูตอนนี้…คนในยุคปี 50s สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ “กินอิ่มนอนอุ่น” เรื่องตกแต่งบ้านนั้นเหรอ ? แทบไม่มีใครใส่ใจ เว้นเสียแต่จะเป็นครอบครัวที่มีเงินมีอำนาจ
ยุคนี้หากจะเรียกสไตล์ตกแต่งบ้าน คงต้องใช้คำว่า เรียบง่ายและอดทนต่อความลำบาก
คนยุคนั้นไม่ได้คิดเรื่องความสวยงามของบ้านเลย ขอแค่มีข้าวกิน มีที่นอน ก็ถือว่าหรูหราแล้ว !
แน่นอนว่า…เหออวี่จู้ไม่อยากให้บ้านของเขาในอนาคตเป็นแบบนั้นเด็ดขาด เพราะเขารู้ดีว่า ยุค 60s ก็ยังคงลำบากอยู่ดี สิ่งของยังขาดแคลนกำแพงขาวซีด พื้นปูนประสาน ประตูหน้าต่างไม้ คือภาพคุ้นตาของบ้านยุคนั้น เฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดก็เป็นของช่างไม้ทำเอง จะซื้อก็ต้องมี "บัตรเฟอร์นิเจอร์" หรือไม่ก็ใช้เส้นสายแย่งกันมา แต่ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท สิ่งที่มีในบ้านก็มีแค่ เตียง โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า และตู้กับข้าว เท่านั้นเอง
แต่ว่า…เขามี "สกิลช่างไม้" อยู่นี่นา !
จะเตียง โต๊ะ ตู้เสื้อผ้า ตู้กับข้าว เขาสามารถลงมือทำได้เองหมด แถมยังออกแบบตามใจชอบได้อีกด้วย ไหนจะ "ตู้แบบรวมฟังก์ชัน" ที่เขาเคยเห็นในชาติก่อน บอกเลยว่าเจ๋งสุด ๆ !
เฟอร์นิเจอร์ยุคนี้มันช่างล้าสมัย ฟังก์ชันก็มีจำกัด หน้าตาก็ไม่สวย จะให้ซื้องานไม้เก่า งานสะสมอะไรพวกนั้น เขายังไม่เข้าใจมากพอด้วยซ้ำ จะไปซื้อที่ไหนก็ไม่รู้ อีกอย่าง เขาก็ไม่อยากไปพึ่งพา "ลุงหลัว" ทุกเรื่องหรอกครั้งสองครั้งพอได้ แต่บ่อย ๆ มันก็จะกลายเป็นการพึ่งพาที่เกินพอดี สุดท้ายความสัมพันธ์ก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไป
เพราะงั้น สิ่งที่ทำได้เอง เขาจะทำเองให้หมด !
พูดถึงยุค 70s… ตอนนั้น คนเริ่มหันมาตกแต่งบ้านมากขึ้นบ้าง ตกแต่งด้วยปฏิทิน แขวนภาพรางวัล ภาพผู้นำ ฟังวิทยุ มีจักรยาน มีจักรเย็บผ้า ของพวกนี้เริ่มมีเข้ามาในบ้านคนทั่วไป แต่มันก็ยังไม่ใช่ "สไตล์" ที่เขาต้องการ
อย่างน้อย สี่อย่างที่เรียกว่า "ของหรูแห่งยุค" นาฬิกาข้อมือ จักรยาน วิทยุ และจักรเย็บผ้า เขาต้องหามาให้ครบไว้ก่อน ถึงจะไม่ได้ใช้ ก็เอามาตั้งโชว์เป็นพร็อพก็ยังดี ชาติที่แล้ว เขาไม่เคยมีครบเลยซักที ตอนนี้ มีนาฬิกาแล้ว มีจักรยานแล้ว เหลืออีกแค่สองชิ้น ก็จะครบเซ็ต !
เพราะหลังจากนี้ ถ้ารัฐบาลเริ่มใช้ระบบ "บัตรสินค้า" ขึ้นมา การจะหาบัตรซื้อของพวกนี้ จะกลายเป็นเรื่องยากสุดๆ ต้องรีบซื้อไว้ก่อน ที่ยังไม่ต้องใช้บัตร !
“ยุค 70s ก็ยังไม่ใช่…เราจำได้ว่า พอเข้ายุค 80s มันเริ่มมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นบ้าง…”
ระหว่างที่เหออวี่จู้ปั่นจักรยานโดยมีหลัวเสี่ยวเอ๋อร์นั่งซ้อนท้าย เขาก็ครุ่นคิดไปด้วย
เขาจำได้ลาง ๆ ว่า พอเข้าช่วงยุค 80s ระบบสวัสดิการเรื่องบ้านเริ่มเข้ามา เริ่มมี “แฟลต” หรือ “ยูนิตบ้าน” แบบใหม่ บ้านเริ่มซื้อขายได้ การตกแต่งภายในเริ่มใช้ช่างไม้มากขึ้น ตู้ต่าง ๆ ถูกติดตั้งรอบบ้าน เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของ มีทั้งพัดลมเหล็ก กาน้ำเหล็ก กะละมังเคลือบลาย จักรเย็บผ้า ฯลฯ
เริ่มมีการใช้สีทาภายในบ้าน สีเริ่มเยอะขึ้น มีการทาสีผนังแบบไล่ระดับ เช่น ผนังเขียวครึ่งล่าง สีขาวครึ่งบนเฟอร์นิเจอร์ก็เริ่มทาสี โดยเฉพาะสีแดงเข้มกับสีน้ำตาลทอง ที่นิยมกันมากในยุคนั้น
แต่…ถ้าเป็นยุค 90s นี่แหละ ถึงจะเริ่มแตกต่างจริงจัง !
ตอนนั้น คนเริ่มมีเงินใช้ ทุกบ้านพูดถึงการตกแต่งกันหมด คุณภาพของวัสดุก็ก้าวกระโดด เริ่มมีโซฟา เตียงสปริงปูพื้น กระเบื้องถูกนำมาใช้ปูพื้นบ้านที่ฐานะดีหน่อยก็เริ่มใช้ไม้ปูพื้นกันแล้ว
การออกแบบในยุคนั้น เริ่มรับอิทธิพลจากตะวันตก แต่คนยังไม่มีแนวคิดออกแบบชัดเจน เวลาจะตกแต่งบ้านก็จะพูดแค่ว่า “อยากให้เหมือนบ้านคนนั้นบ้านคนนี้” ทำให้การตกแต่งในยุคนั้นขาดความเป็นเอกลักษณ์
แต่เหออวี่จู้กลับอยากจะดึงจุดเด่นของแต่ละยุคมาใช้ เขาจะสร้าง "รังรัก" ของเขากับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ ให้กลายเป็นบ้านที่ทั้งสองคนรู้สึกพึงพอใจที่สุด
ระหว่างทาง มาถึงหอสมุด เหออวี่จู้หยิบบัตรสมาชิกออกมา พร้อมกับช่วยหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ทำบัตรสมาชิกใหม่อีกใบ แล้วทั้งสองก็เดินเข้าไปในห้องสมุดด้วยกัน
ตรงจุดสืบค้นหนังสือ เขาไล่หาหมวดที่เกี่ยวกับการตกแต่งภายใน แล้วก็พาหลัวเสี่ยวเอ๋อร์เดินตรงไปยังชั้นหนังสือที่เกี่ยวข้อง
“นายดูคล่องแคล่วดีจัง มาที่นี่บ่อยเหรอ ?” หลัวเสี่ยวเอ๋อร์อดถามไม่ได้ เมื่อเห็นเหออวี่จู้เดินนำทางอย่างไม่ลังเล
“มีเวลาก็จะแวะมาหาหนังสืออ่านเรื่อย ๆ เธอก็รู้นี่ บ้านฉันไม่ได้ร่ำรวยอะไร…อยากเรียนรู้ ก็ต้องพึ่งที่นี่ล่ะเพราะอ่านฟรี ไม่เสียเงิน จะเสียเงินก็ต่อเมื่อยืมกลับบ้านเท่านั้น…”
คำพูดของเขา… ฟังผ่าน ๆ ก็ธรรมดา แต่ในหูของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นภาพชายหนุ่มที่ตั้งใจมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
เพื่อจะเรียนรู้…เขายอมเดินทางไกล เพื่อจะได้อ่านหนังสือ…เขาใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า
เมื่อเทียบกับตัวเอง… เธอกลับรู้สึกเหมือนเป็นลูกหมูตัวหนึ่ง กินนอน เล่นนอน อย่างไร้เป้าหมาย
ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ก็พร้อมสนับสนุนทุกอย่าง อยากเรียนอะไรก็มีคนหาหนังสือมาให้
แต่เธอกลับไม่เคยใส่ใจเลย…
ถ้าไม่ได้เจอเหออวี่จู้ เธอก็คงยังคงใช้ชีวิตอยู่ในกรงทอง ถูกเลี้ยงดูให้หรูหรา แต่ไร้ซึ่งความฝัน
“เป็นอะไรไป ?” เขาหันกลับมามอง เห็นเธอเงียบไปกะทันหัน
“เปล่า…แค่…เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเสียเวลาไปมากแค่ไหน อยู่ในกองสมบัติแท้ ๆ กลับมองไม่เห็นค่า ถ้าไม่เจอนายวันนี้ ฉันก็คงยังใช้ชีวิตล่องลอยแบบเดิม…”
“ขอบคุณนะ…เหออวี่จู้ นายทำให้ฉันรู้ว่าต้องเปลี่ยนตัวเองได้แล้ว !”
เธอพูดขอบคุณ…น้ำเสียงจริงใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เหออวี่จู้ยิ้มเล็ก ๆ ในใจคิดว่า… ไม่ว่าอย่างไร หลัวเสี่ยวเอ๋อร์คนนี้ ยังไงก็ต้องมีวันตื่นรู้ แค่เปลี่ยนจาก “ตื่นในวันข้างหน้า” มาเป็น “ตื่นในวันนี้” แค่นั้นเอง
แบบนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อย…ร้านอาหารที่เขากำลังจะเปิด ก็มีคนที่ไว้ใจได้ดูแลเขาจะได้เอาเวลาไปทุ่มให้กับ “สำนักงานแปลภาษา” ได้อย่างเต็มที่
เพราะตามแผนของเขา ร้านอาหารเป็นเพียงแหล่งหาเงิน แต่ “สำนักงานแปลภาษา” ต่างหาก คือรากฐานแห่งชีวิตของเขา !
“เราสองคน ไม่ต้องพูดคำว่าขอบคุณหรอก…แต่ถ้าเธออยากขอบคุณจริง ๆ ล่ะก็…งั้นเดี๋ยวหาที่ลับ ๆ ให้ฉันหอมแก้มซักทีเป็นไง ?”
“ไอ้คนลามก ! ฉันรู้อยู่แล้ว ว่านายไม่มีทางพูดดีได้นานเกินสามวิหรอก ! คิดแต่จะหาเรื่องแกล้งฉันอยู่ได้ ! ดูซิ ต่อไปฉันจะยังมาเจอนายอีกไหม !”
ถึงปากจะดุ แต่รอยยิ้มของหลัวเสี่ยวเอ๋อร์กลับสดใสเหลือเกิน เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกัน… ทำไมเวลาเขาไม่พูดแบบนี้ เธอกลับรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปบางอย่าง
บางที…นี่อาจจะเรียกว่า "การหยอกเย้าแบบคนรัก" ก็เป็นได้
“ก็โทษเธอนั่นแหละ ! ถ้าเธอไม่สวยขนาดนี้ ฉันจะมีเหตุผลอะไรให้คิดลวนลามเธอตลอดเวลาเล่า !”
คำพูดหน้าตาเฉยของเหออวี่จู้ ทำเอาหลัวเสี่ยวเอ๋อร์หลุดขำพรืด “บ้า ! ปากหวานอย่างกับน้ำตาลไว้ ! พูดจาไร้สาระทั้งนั้นแหละ ! ขี้เกียจคุยกับนายแล้ว รีบไปดูสิ ถึงชั้นหนังสือหรือยัง ?”
ถึงปากจะว่าไปแบบนั้น แต่จากรอยยิ้มมุมปากกับแววตาที่ระยิบระยับ มันฟ้องหมดว่าเธอกำลังแอบมีความสุขมากแค่ไหน
อีกไม่นาน พวกเขาก็หาชั้นหนังสือเกี่ยวกับการตกแต่งเจอ เหออวี่จู้เลือกหนังสือเบื้องต้นมาสองเล่มสำหรับตัวเอง อีกเล่มเป็นหนังสือรวมภาพสไตล์การตกแต่งบ้าน ให้หลัวเสี่ยวเอ๋อร์เลือกดูว่าชอบแนวไหน จากนั้นทั้งสองก็เดินไปยังพื้นที่อ่านหนังสือ หาที่นั่งว่างติดกัน แล้วนั่งลงพร้อมเปิดอ่าน
ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของเหออวี่จู้
【ติ๊ง ! ตรวจพบการอ่านหนังสือออกแบบของเจ้าของ ได้รับทักษะ "ออกแบบ"】
【ค่าประสบการณ์ออกแบบ +1】
【ค่าประสบการณ์ออกแบบ +1】
【ค่าประสบการณ์ออกแบบ +1】
……
เหออวี่จู้ยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจ
แต่มือกลับยังคงค่อย ๆ พลิกหน้าหนังสือ อ่านต่ออย่างไม่เสียจังหวะ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเขาเหลือบมองนาฬิกาบนข้อมือ พบว่าเข้าสู่ช่วงเที่ยงวันแล้ว ถึงเวลาอาหารกลางวันพอดี
พอหันไปมองข้าง ๆ …หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ที่ตอนแรกยังทำหน้าจริงจัง นั่งอ่านหนังสือด้วยไฟฝัน ตอนนี้กลับฟุบหลับคาแขนไปแล้ว แถมเสียงลมหายใจยังสม่ำเสมอเหมือนแมวขี้เซา
นึกถึงตอนเข้ามาในห้องสมุดที่พูดซะดิบดีว่าจะตั้งใจเรียน เหออวี่จู้ถึงกับหลุดยิ้มขำ “พูดซะดูดี พอได้ที่ก็หลับซะงั้น…แบบนี้แหละที่เรียกว่า อย่ามัวแต่ตั้งเป้าใหม่ทุกวัน ให้ลงมือทำดีกว่า”
ว่าแล้วก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูความคืบหน้าของทักษะ
【เจ้าของระบบ:เหออวี่จู้】
【อายุ:16 ปี】
【อาชีพ:พ่อครัว】
【ทักษะ:ทักษะทำอาหาร เลเวล 7 (4900/10000),ภาษาอังกฤษ เลเวล 6 (4100/5000),ปาจี้ เลเวล 5 (1500/3000),งานบ้าน เลเวล 4 (520/1000),ปิกวก เลเวล 4 (980/1000),ภาษารัสเซีย เลเวล 3 (150/500),การออกแบบ เลเวล 2 (220/300),งานไม้ เลเวล 1 (12/100),ยิงปืน เลเวล 0 (1/50),ล่าสัตว์ เลเวล 0 (10/50)】
【พื้นที่เก็บของ:27 ลูกบาศก์เมตร】
【ไอเทม:การ์ดค่าประสบการณ์ *10】
เห็นว่าทักษะ "การออกแบบ" เพิ่มขึ้นมาเป็นระดับ 2 แล้ว ถ้าใช้การ์ดค่าประสบการณ์ (ซึ่งเพิ่มทีละ 500 แต้ม) ก็สามารถอัปขึ้นเลเวล 4 ได้ทันที
แต่เขากลับไม่รีบ “ค่อย ๆ อ่านไปอีกสองสามวัน เก็บค่าประสบการณ์ให้ได้เยอะ ๆ ก่อน…แล้วค่อยใช้การ์ดทีเดียวตอนเลเวลสูง ๆ จะคุ้มค่าที่สุด”
เพราะเมื่อทักษะสูงขึ้น การได้ค่าประสบการณ์จากการกระทำธรรมดาจะช้าลง แต่ค่าประสบการณ์จากการ์ด จะยังคง +500 เท่าเดิม ไม่ว่าเลเวลจะสูงแค่ไหน ยิ่งเก็บไว้ใช้ตอนเลเวลสูง ยิ่งได้เปรียบ !
ส่วนทักษะอื่น ๆ ก็เริ่มขยับขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะทักษะทำอาหาร เกือบถึงครึ่งทางของเลเวล 7 แล้ว !
อีกแค่ 5100 แต้ม ก็จะอัปเป็นเลเวล 8 ถ้าสะสมวัตถุดิบทำ “พระกระโดดกำแพง” ได้ครบเมื่อไหร่ ก็จะเริ่มลุยเลย และเขายังวางแผนทำอาหารขั้นสูงอีกเมนู "ซุปผักกาด" เมนูนี้แม้ไม่ใช้วัตถุดิบแพง แต่ขั้นตอนซับซ้อนมาก
ในชาติที่แล้ว เขาไม่มีโอกาสได้ลองเลย
แต่ตอนนี้…เขามีทั้งฝีมือ เวลา และเป้าหมาย เพื่อล่าค่าประสบการณ์ ต้องลองสักตั้ง !
คิดได้ดังนั้น เหออวี่จู้ก็โน้มตัวไปสะกิดเรียกหลัวเสี่ยวเอ๋อร์เบา ๆ
“เสี่ยวเอ๋อร์ ตื่นเถอะ ไปกินข้าวกัน”
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ลืมตาขึ้นงัวเงีย ขยี้ตาไปมา ปากก็งึมงำเหมือนเด็กเพิ่งตื่น
“เที่ยงนี้นายจะทำอะไรให้ฉันกินน่ะ…ฉันอยากกินขาหมูตงพัว”
“ฮ่า…กินใหญ่เลยนะ ได้ ๆ งั้นเรากลับบ้านเดี๋ยวนี้ ฉันเร่งมือให้หน่อย สักบ่ายสองก็น่าจะได้กินแล้ว ถ้าช้ากว่านี้ ต้องรอถึงเย็นเลยนะ”
เพราะเมนูนี้ถ้าอยากให้อร่อยจริง ต้องเคี่ยวนาน 5–6 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นเหออวี่จู้ทำเอง เวลาน้อยกว่าก็พอได้รสชาติยังคงเหมือนเดิม !
นั่นแหละข้อดีของทักษะทำอาหารระดับสูง ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดีเท่านั้น แต่ยัง “ทำเร็วขึ้น โดยไม่เสียคุณภาพ” ได้ด้วย !
แต่พอหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ได้ยินว่า ต้องรอถึงบ่ายสอง เธอเบ้ปากทันที
“งั้นไว้กินเย็นละกัน ! เที่ยงนี้นายทำอะไรก็ได้เลย ฉันกินได้หมดแหละ ! เพราะนายทำอะไรก็อร่อยหมดนั่นแหละ~”
หลัวเสี่ยวเอ๋อร์พูดยิ้ม ๆ พร้อมลุกขึ้นยืนตอนนี้เธอไม่งัวเงียแล้ว กลับมาร่าเริงเหมือนเดิม
เหออวี่จู้ไม่ได้พูดอะไรต่อ หยิบหนังสือทั้งสามเล่มในมือ เดินไปยังจุดยืมหนังสือ จัดการยืมหนังสือเสร็จ เขาก็พาหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ออกจากห้องสมุด มุ่งหน้ากลับบ้าน
เขาไม่คิดจะกินข้างนอกอยู่แล้ว เพราะนอกจากจะอยากเก็บค่าประสบการณ์เพิ่มแล้ว ก็ยังอยากใช้เวลาอยู่กับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ให้มากขึ้นด้วย
สุดท้าย…พออยู่กันแค่สองคนในบ้านจะทำอะไรก็สะดวกขึ้นทั้งนั้น… ทุกเรื่อง !