เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 71 การแข่งประมูลลับ ราคาน่าตกใจ !

บทที่ 71 การแข่งประมูลลับ ราคาน่าตกใจ !

บทที่ 71 การแข่งประมูลลับ ราคาน่าตกใจ !


บทที่ 71 การแข่งประมูลลับ ราคาน่าตกใจ !

คำพูดไม่กี่ประโยคก็เปลี่ยนเกมไปหมด หน้าที่พ่อสื่อของเหออวี่จู้จึงตกเป็นของชิวฉางหมิงอย่างเป็นทางการ

หลัวปั้นเฉิงพาหลัวเสี่ยวเอ๋อร์มานั่งร่วมวง พอทุกคนเห็น ก็ต่างลุกขึ้นเปิดที่นั่งให้สองที่ โดยให้เธอนั่งติดกับชิวฉางหมิง

"หลานสาวจ๊ะ ดื่มน้ำหน่อยนะ ลองแตงโมอีกสักคำสิ ! "

"อยากกินอะไรเพิ่มไหม บอกลุงหลิวมาเลย เดี๋ยวให้คนไปซื้อให้ ! "

หลิวเฟิงรีบปรี่เข้ามาต้อนรับอย่างกระตือรือร้น เป็นมิตรสุด ๆ ในกลุ่มนี้ เขาเป็นคนที่ไหวตัวเร็วที่สุดเสมอ

โดยเฉพาะหลังจากชิวฉางหมิงลั่นวาจาต่อหน้าคนทั้งโต๊ะว่าจะ “เป็นพ่อสื่อระหว่างเหออวี่จู้กับหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ ให้ทั้งสองลงเอยกันสำเร็จให้ได้” ถึงจะไม่รู้ว่าคิดวิธีไว้ยังไง แต่ถ้ากล้าพูดต่อหน้าคนขนาดนี้ ก็แปลว่ามั่นใจมากพอสมควร

ถ้าการแต่งงานนี้เป็นจริง หลัวเสี่ยวเอ๋อร์จะไม่ใช่แค่ลูกสาวของหลัวปั้นเฉิงอีกต่อไป แต่จะกลายเป็น...ภรรยาของเหออวี่จู้ !

และเมื่อถึงตอนนั้น การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเธอตั้งแต่ตอนนี้ ย่อมช่วยในเรื่องงานและธุรกิจในอนาคตได้มาก

"ขอบคุณนะคะคุณลุงหลิว ไม่ต้องลำบากไปซื้ออะไรเพิ่มหรอกคะ แตงโมก็พอแล้วค่ะ"

หลัวเสี่ยวเอ๋อร์รับแตงโมพร้อมรอยยิ้ม แม้ในใจก็ยังแอบสงสัยว่าทำไมอยู่ ๆ ลุงหลิวถึงเปลี่ยนไปขนาดนี้

เธอเคยนั่งกินข้าวกับคนพวกนี้มาก่อน ตอนนั้นก็มีทักทายตามมารยาทอยู่บ้าง แต่ไม่มีใครแสดงท่าทีสนใจเธอขนาดนี้ จะมีก็แค่ “หลานสาว กินตามสบาย อย่าเกรงใจ” ประมาณนั้น

แต่วันนี้ หลิวเฟิงหยิบแตงโมให้เธอเองกับมือ แถมยังถามอีกว่าอยากกินอะไรไหม จะให้คนออกไปซื้อให้ถึงที่...แบบนี้มันเกินไป !

"ไม่ต้องเกรงใจลุงเลยนะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน ลุงกับพ่อของหนูน่ะรู้จักกันมานาน ตั้งแต่หนูยังตัวกะเปี๊ยก พูดได้ว่าเหมือนลูกในบ้าน ไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย"

หลิวเฟิงพูดพร้อมรอยยิ้มใจดี แสดงความสนิทสนมเต็มที่

หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ได้แต่นั่งยิ้ม พยักหน้ารับเท่านั้น เพราะเธอพูดอะไรไม่ออกจริง ๆ

หลิวเฟิงเห็นว่าเริ่มได้ใจพอสมควรแล้ว จึงหยุด ไม่พูดอะไรเพิ่ม เพราะเขารู้ดีว่าถ้าออกตัวแรงเกินไป อาจทำให้กลายเป็นน่ารำคาญ แทนที่จะได้แต้มบวก กลับโดนลบซะงั้น

เรื่องมารยาทในสังคมแบบนี้ หลิวเฟิงถือว่าเชี่ยว

เขาหันไปคุยเรื่องงานกับคนอื่นต่อทันที "เสี่ยวหลัว เอกสารของนาย เราจะให้แปลก่อนเลย ไม่มีใครขัดข้อง ทุกคนเห็นด้วยหมด"

"แต่หลังจากนั้น ใครจะได้แปลก่อนใคร ก็ควรหาข้อตกลงร่วมกันก่อน หาแนวทางที่ยุติธรรม ไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดกันภายหลัง"

หลิวเฟิงพูด พลางมองไปยังคนอื่นในวง ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วย เพราะพ่อของเหออวี่จู้ เหอต้าชิง เคยเป็นหัวหน้าพ่อครัวของโรงงานรีดเหล็ก แม้ตอนนี้จะจากไปแล้ว แต่ชื่อเสียงและสายสัมพันธ์ยังอยู่เต็มเปี่ยม

ไหนจะเรื่องที่หลัวปั้นเฉิงตั้งใจจะยกลูกสาวให้เหออวี่จู้อีก แบบนี้จะมีใครในวงนี้เทียบได้ ? เอกสารของหลัวปั้นเฉิงจึงต้องแปลก่อน เป็นธรรมดา ไม่มีใครขัดใจ แต่หลังจากนั้นล่ะ ? เอกสารของคนอื่น ๆ จะจัดลำดับอย่างไรดี ?

ในตอนนั้นก็มีคนหันไปถามหลิวเฟิง "เสี่ยวหลิว แล้วนายคิดว่ายังไง ? มีแผนยังไงก็เล่าให้พวกเราฟัง ต้องทำให้ทุกคนยอมรับได้นะ ถึงจะใช้ได้"

หลิวเฟิงเหมือนเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว เขาพยักหน้าและตอบทันที

"ได้เลย ฉันขอเสนอแนวทางก่อนนะ ถ้าใครมีความเห็นต่างก็บอกได้ เราจะได้คุยกัน ฉันเสนอว่า พวกเราควร ‘ประมูลลับ’ ราคาการแปลของแต่ละคน โดยเขียนราคาที่เสนอไว้ในกระดาษ แล้วใส่ไว้ในแฟ้มเอกสาร"

"ให้อาจารย์เหอเปิดดูเอง ใครให้ราคาสูงสุด ก็ได้แปลก่อน แบบนี้ทุกคนจะไม่เสียความรู้สึก ไม่ต้องถกเถียงกันตรง ๆ ดีไหม ? "

เมื่อหลิวเฟิงพูดจบ ก็มีเสียงหัวเราะดังขึ้นทันที "เฮ้ เสี่ยวหลิว เจ้าเล่ห์ใช้ได้เลยนะ ! "

"ฟังจากที่พูดมา นี่นายคิดไว้ล่วงหน้าแล้วใช่ไหม ? เสนอราคาลับ ใครให้เยอะกว่าได้แปลก่อน ถึงจะเรียกว่าการแข่งแบบยุติธรรม ! "

"ตอนแรกตกลงกันว่าแปลพันตัวอักษรคิด 1, 3, หรือ 5 หยวนก็ว่าไป แต่พอเห็นว่าเอกสารสำคัญกันหมด พวกเราก็พร้อมจ่าย 5 หยวนหมดแล้ว"

"งั้นราคาพื้นฐานก็ใช้ไม่ได้แล้วล่ะสิ ! "

"ดูจากท่าทางนาย จะยอมควักหนักแน่ ๆ อยากให้เอกสารตัวเองได้แปลอันดับสองชัวร์ ! "

หลิวเฟิงไม่ได้โต้แย้งใดๆ เขาเพียงแต่ยิ้มเบาๆ ในใจรู้ดีว่า เขาจำเป็นต้องเร่งเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด

เพราะตอนนี้โรงงานของเขาเพิ่งนำเข้าเครื่องจักรใหม่จากต่างประเทศ ถึงสองเครื่องจักร แม้ตอนนี้จะใช้งานได้ แต่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการตั้งค่าระบบ หรือการปรับพารามิเตอร์ ล้วนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด และที่แย่คือ ไม่มีใครกล้าแตะอะไรเลย !

วิศวกรในโรงงานกลายเป็นแค่คนเฝ้าเครื่อง ทำตามขั้นตอนที่คนต่างชาติบอกไว้เท่านั้น

พอเกิดปัญหาที ต้องโทรเรียกวิศวกรจากบริษัทแม่มาซ่อม ทั้งแพง ทั้งช้า แถมตอนซ่อมก็ไม่ให้ใครอยู่ในห้องเลย ยกเว้นนักแปลคนเดียว....น่าหงุดหงิดจะตาย !

ถ้าได้คู่มือแปลเร็วขึ้น ไม่เพียงช่วยให้พนักงานใช้เครื่องได้คล่อง ยังซ่อมได้เอง ไม่ต้องรอคนนอก พูดง่าย ๆ คือ จะพึ่งตัวเองได้เสียที !

"โอเค ไม่ต้องพูดถึงแผนของผมแล้วละ มาคุยกันดีกว่าว่า ทุกคนเห็นด้วยกับวิธีนี้ไหม ? ถ้าตกลง ก็ทำตามนี้เลย ! แต่ถ้าใครมีวิธีที่ดีกว่า ก็เสนอมาได้เลย ! "

หลิวเฟิงเปิดเวทีให้ทุกคนแสดงความคิดเห็น

ทันใดนั้น โต๊ะทั้งโต๊ะก็เริ่มส่งเสียงเบา ๆ กระซิบกระซาบกันไปมา เหมือนพายุเบา ๆ ก่อนฝนจะตก ต่างคนต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ส่วนหลิวเฟิงกับหลัวปั้นเฉิงกลับนั่งนิ่งราวกับสิงห์เฝ้าบัลลังก์

พวกเขาไม่กังวลเลย...เพราะรู้ว่าตัวเองไม่มีทางอยู่ท้ายคิวแน่นอน

โดยเฉพาะหลัวปั้นเฉิง เขาแน่ใจว่าตนจะเป็น "อันดับหนึ่ง" ในการแปลเอกสารอย่างไม่มีข้อกังขา

ส่วนหลิวเฟิงน่ะหรือ ? เขาเตรียมใจไว้แล้วว่าจะเสนอราคาสูงถึง 10 หยวนต่อพันตัวอักษร !

ราคานี้ขนาดนักแปลฝีมือดีของรัฐบาลยังต้องหันมามอง เพราะถือว่าเป็นระดับ “วีไอพี” เลยก็ว่าได้

ดังนั้นเขาไม่เชื่อว่าคนอื่นจะกล้าทุ่มไปมากกว่านี้

ในขณะที่บรรยากาศรอบโต๊ะยังคงเต็มไปด้วยเสียงอภิปรายเบา ๆ ...

ก็มีคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านข้างมานาน เหยี่ยนปู้กุ้ย ครูภาษาจีนจากโรงเรียนประถมตรอกหนานลั่วกู่ ยืนฟังอยู่เงียบ ๆ มาตลอด แต่ตอนนี้เขาแทบกลั้นความตกใจไว้ไม่อยู่

"หาเงินได้เยอะเกินไปแล้ว ! "

ในหัวของเขาเริ่มคำนวณ “แปลหนึ่งพันตัวอักษร ได้ 5 หยวน คู่มือหนึ่งเล่มมีอย่างน้อยก็สามถึงห้าพันตัวอักษร แปลเล่มเดียวก็ได้ตั้ง 20 หยวน !”

แต่คนที่อยู่ตรงหน้ามีตั้งแปดคน

ถ้าเหออวี่จู้รับแปลเอกสารทั้งหมด นั่นหมายถึง...เขาจะได้เงินไม่ต่ำกว่า 160 หยวน !

และถ้าเสนอราคาประมูลกันแบบนี้จริง ๆ ยอดเงินอาจพุ่งเกิน 200 หยวนอีกต่างหาก !

“เหออวี่จู้ แปลเอกสารรอบเดียว ได้เท่าเงินเดือนเราเป็นปี !”

เหยี่ยนปู้กุ้ยถึงกับกลืนน้ำลาย ในใจเขาเกิดความรู้สึกอิจฉาขึ้นมาทันที แล้วก็เอ่ยถามขึ้นอย่างระมัดระวัง "ผู้อำนวยการหลิว... เอ่อ สมมุตินะครับ แค่สมมุติ"

"ถ้าฉันสามารถช่วยแปลเอกสารให้พวกคุณได้... พวกคุณก็ยินดีจ่ายค่าจ้างให้ฉันเหมือนกันใช่ไหมครับ ? "

หลิวเฟิงได้ยินดังนั้น ก็ตาเป็นประกายทันที “พี่ชายรู้ภาษาต่างประเทศด้วยเหรอ ?”

เขารีบถามกลับด้วยน้ำเสียงสนใจสุด ๆ "ขออภัยนะครับ ยังไม่ได้ถามชื่อเต็มของพี่ชายเลย แล้วทำงานที่ไหนหรือครับ ? "

บทสนทนานี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนในโต๊ะทันที

เพราะถ้ามีคนแปลเพิ่มได้อีกคน ความหวังในการได้รับเอกสารเร็วขึ้นก็ค่อย ๆ สว่างขึ้นในใจของแต่ละคน

"ท่านผู้นำทุกท่านครับ ฉันชื่อเหยี่ยนปู้กุ้ย เป็นครูสอนภาษาและวรรณคดีอยู่ที่โรงเรียนประถมตรอกหนานลั่วกู่ ! "

"ฉันไม่รู้ภาษาต่างประเทศหรอก...แต่ฉันอยากลองเรียน อยากฝึก ! "

"ดูอย่างเหออวี่จู้สิ เขาไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ ยังสามารถเรียนภาษาต่างประเทศได้ถึงสองภาษา"

"ฉันเป็นครูสอนภาษาจีนแท้ ๆ จะบอกว่าเรียนไม่ได้ มันก็เกินไปหน่อยใช่ไหมครับ ? "

"ถ้าฉันเรียนภาษาอังกฤษจนแปลได้ พวกท่านยินดีจ่ายให้ฉันด้วยไหม ? "

ฟังจบ ทุกคนก็ถอนหายใจเบา ๆ พวกเขาเข้าใจทันทีว่าทำไมชายคนนี้ถึงพูดแบบนั้น

ไม่ต้องถามให้เสียเวลาเลย เขาอยากหาเงิน

หลิวเฟิงยิ้มบาง ไม่ได้แสดงท่าทีรังเกียจ แต่ก็พูดอย่างตรงไปตรงมา

"อาจารย์เหยี่ยน ผมขอเรียกแบบนี้นะครับ พูดตามตรงเลย ถ้าคุณแปลเอกสารได้ในระดับเดียวกับอาจารย์เหอ ไม่เพียงแต่เราจะยินดีจ่าย เรายังจะไปหาคุณถึงบ้านด้วย ! "

"แต่การเรียนภาษาต่างประเทศให้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ...นักศึกษามหาวิทยาลัยในโรงงานเราหลายคนก็เคยลองเรียนแล้ว แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้"

"ถ้าคุณอยากลองจริง ๆ ก็เชิญครับ แล้วจะรู้เองว่ามันยากขนาดไหน"

คำพูดของหลิวเฟิงตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่ปิดโอกาส

ทว่าเหยี่ยนปู้กุ้ยกลับไม่ย่อท้อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวัง "แค่พวกคุณยินดีจ่าย ฉันก็โอเคแล้ว ! "

"พรุ่งนี้ฉันจะกลับไปเริ่มเรียน ถ้าพร้อมเมื่อไหร่ จะมาหาคุณแน่นอน ! "

หลิวเฟิงพยักหน้ารับ ถ้าเหยี่ยนปู้กุ้ยทำได้จริง เขาก็ยินดีจะจ่ายตามที่พูดจริง ๆ

เหยี่ยนปู้กุ้ยยิ้มกว้าง แต่ในใจก็ยังเต็มไปด้วยความอิจฉาที่มีต่อเหออวี่จู้

“ที่ผ่านมาทุกคนเรียกหมอนั่นว่า ‘ไอ้โง้จู้’ ไอ้เด็กโง่”

แต่ตอนนี้อะไรล่ะ ? เขาคือคนที่เก่งที่สุดในรุ่นเดียวกัน

“คนโง่ที่ไหนจะเรียนทำอาหารไปด้วย เรียนภาษาไปด้วย แล้วยังได้เงินเดือน 100 หยวน แถมยังรับงานแปลอีก 200 หยวน !”

“เราต่างหากที่เป็นคนโง่ !”

เหยี่ยนปู้กุ้ยคิดในใจอย่างซื่อตรง "ถ้ารู้ว่าจะกลายมาเป็นแบบนี้นะ ฉันควรผูกมิตรกับหมอนั่นตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เอาแต่เรียกเขาไอ้โง่ ๆ ! "

"ตอนบ่าย ฉันจะไปขอเคล็ดลับจากเขาให้ได้ ขอวิธีเรียนภาษา ขอสมุดจดบทเรียน ขอทุกอย่าง ! "

“ต้องเริ่มให้ได้ ! เริ่มวันนี้เลย !”

เขากำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ในหัว ก็ได้ยินเสียงตัดสินใจจากโต๊ะประชุม

"เสี่ยวหลิว พวกเราคุยกันแล้วนะ"

"จะใช้วิธีที่นายเสนอ เขียนราคาลงในกระดาษ แล้วใส่ในเอกสาร ! "

"แต่ต้องกำหนดราคาสูงสุด ไม่งั้นจะกลายเป็นสงครามประมูลแบบไร้จุดจบ ! "

"สุดท้ายความสัมพันธ์เพื่อนพ้องหลายปี จะกลายเป็นเรื่องไร้สาระ"

"ราคาสูงสุดที่พวกเราตกลงกันคือ 50 หยวนต่อพันตัวอักษร ! "

ทันทีที่ชิวฉางหมิงพูดจบ เหยี่ยนปู้กุ้ยที่เพิ่งยกถ้วยชาขึ้นจะจิบ ก็...มือสั่น หงาย ถ้วยหล่น !

ปั๊บ !

โชคดีที่ถ้วยไม่แตก

หลิวเฟิงจึงรีบถามด้วยความเป็นห่วง "อาจารย์เหยี่ยน เป็นอะไรหรือเปล่า ? น้ำร้อนลวกไหม ? "

"ไม่เป็นไร ๆ แค่มือลื่นนิดหน่อยเอง"

เขายิ้มกลบเกลื่อน ทั้งที่ในใจยังตกตะลึงไม่หาย

ห้าสิบหยวนต่อพันตัวอักษร ? นี่มัน...ราคาทะลุจักรวาลชัด ๆ !

แน่นอนว่าคนระดับหัวหน้าโรงงาน ผู้อำนวยการ และเจ้าของกิจการต่าง ๆ เงินหลักหมื่นหลักแสนเป็นเรื่องปกติ

50 หยวนสำหรับพวกเขา มันแค่เศษเงิน

แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาอย่างเขา มันคือ “ดวงจันทร์ที่อยู่บนฟ้า”

"เสี่ยวหลิว เป็นยังไง เห็นด้วยไหม ? " ชิวฉางหมิงถามอีกครั้ง

"เห็นด้วยแน่นอน ! " หลิวเฟิงตอบรับทันที ถึงแม้ราคานี้จะเกินเป้าที่เขาตั้งไว้ในใจ แต่เขาก็ยังมีโอกาสเสนอราคาได้ตามต้องการอยู่ดี

"ดี งั้นตกลงตามนี้ ! "

"ทุกคน เขียนราคาของตัวเอง ใส่ลงในเอกสารเลย"

"พออาจารย์เหอกลับมา เราจะอธิบายให้เขาฟังเรื่องนี้ ห้ามเปิดเผยราคาของตัวเองเด็ดขาดนะ ! "

ว่าจบ ทุกคนก็ลงมือทันที กระดาษ ปากกา เอกสาร...พร้อม

เวลาผ่านไปโดยไม่มีใครรู้ตัว จนใกล้เที่ยง เหออวี่จู้ ก็ยังไม่กลับมา

สุดท้าย ชิวฉางหมิงจึงสั่งให้คนขับรถออกไปซื้ออาหารมากิน

แต่พอจะกินหน้าซื่อเหอหยวน ก็รู้สึกไม่เหมาะ ก็เลยตัดสินใจไปกินกันที่บ้านของเหยี่ยนปู้กุ้ยแทน

และแน่นอนว่าเจ้าบ้านก็ยิ้มแก้มแทบปริ ยินดีต้อนรับสุดชีวิต !

จบบทที่ บทที่ 71 การแข่งประมูลลับ ราคาน่าตกใจ !

คัดลอกลิงก์แล้ว