- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 66 สัตว์ทดลอง ใช้ร่างเลี้ยงยุง !
บทที่ 66 สัตว์ทดลอง ใช้ร่างเลี้ยงยุง !
บทที่ 66 สัตว์ทดลอง ใช้ร่างเลี้ยงยุง !
บทที่ 66 สัตว์ทดลอง ใช้ร่างเลี้ยงยุง !
เหออวี่จู้ถือจดหมายร้องเรียนกลับมาที่ครัวหลังอย่างเงียบ ๆ
ทุกคนต่างคิดว่า เจ้าของร้านคงพูดเรื่องดี ๆ กับเขาอีกตามเคย จึงไม่มีใครถามไถ่อะไรเพิ่มเติม ส่วนเหออวี่จู้ก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สีหน้าท่าทางดูปกติจนแม้แต่อาจารย์หลี่เหวยกั๋วก็ไม่รู้สึกผิดสังเกตแม้แต่น้อย
วันนี้เขาไม่ได้เป็นคนเตรียมอาหารสำหรับพนักงาน จึงใช้เวลาว่างลงมือเตรียมวัตถุดิบสำหรับมื้อต่อไป เพราะของหลายอย่างใกล้จะหมดแล้ว
รอให้กินข้าวเสร็จ เขาก็จะไปสอนเรื่องเทคนิคให้หวังเฉียงอีกยี่สิบนาที แล้วค่อยกลับมาเพิ่มค่าประสบการณ์ให้ตัวเองต่อ
แต่ใครจะคิดว่า การแสดงความเป็นมิตรของหลัวหมิงอี้ในวันนี้ กลับเหนือความคาดหมายของเขาไปมาก
ตามปกติแล้ว หลังเหตุการณ์ของเซลิน่า พวกเขาน่าจะเข้าใจกันดีว่า...คงเป็นเพื่อนร่วมงานหรือไม่ก็แค่คู่ค้าทางธุรกิจเท่านั้น
แต่ตอนนี้ ท่าทีของอีกฝ่ายกลับเหมือนมีนัยแฝงอะไรบางอย่าง
เหออวี่จู้ไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่ แต่เขาเชื่อว่าไม่น่าจะใช่เรื่องร้ายอะไร
อย่างไรก็ตาม จดหมายร้องเรียนจากอี้จงไห่กลับเป็นเครื่องเตือนใจเขาได้ดี ว่ามีพวกงูพิษซ่อนอยู่ ต้องรีบจัดการโดยเร็ว
สัตว์อย่างพวกนั้น ก็เหมือนปรสิตที่เกาะกินกระดูก หากปล่อยไว้นานวัน ไม่เพียงไม่เป็นประโยชน์ ยังจะกลายเป็นปัญหาที่รบกวนไม่รู้จบ
ตอนนี้เมื่อฝ่ายนั้นเริ่มลงมือแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องรออีกต่อไป
เพราะโดยนิสัยของเหออวี่จู้แล้ว เขาไม่เคยเล่นเกมป้องกันเชิงรับมาก่อน
ใครกล้ามาหาเรื่อง...เขาจะจัดการให้เรียบร้อยภายในวันเดียว
เหมือนตอนชาติที่แล้ว เหยี่ยนปู้กุยเคยสัญญาว่าจะช่วยแนะนำครูหร่านให้ แล้วยังรับของฝากจากบ้านเกิดเขาไปถึงสองชุด แต่สุดท้ายกลับทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
คืนนั้น เขาจัดการถอดล้อจักรยานของอีกฝ่ายแล้วเอาไปขายที่ร้านซ่อมจักรยานทันที
ภายหลังแม้ว่าเหยี่ยนปู้กุยจะรู้ หรือแม้แต่ครูหรานจะรับรู้ ก็ทำได้แค่รู้สึกอึดอัด เพราะกับเขา...การแก้แค้น ต้องทำให้เสร็จในคืนเดียว !
เหออวี่จู้แค่นเสียงในใจ “ไอ้หมาแก่...คอยดูก็แล้วกัน !”
“หลังวันอาทิตย์ ฉันจะให้อาจารย์กับลูกศิษย์อย่างพวกแกกัดกันเอง !”
“ฉันอยากเห็นนักว่าแกจะทนได้ไหม เมื่อลูกศิษย์ที่แกวางใจหักหลังแก แกจะลงมือหรือจะกล้ำกลืนความโกรธนั้นไว้ !”
แผนการยุยงให้แตกแยกที่เขาคิดไว้ก่อนหน้านี้...ถึงเวลาต้องเดินเกมแล้ว
เขาไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเลย แค่ใช้ปากพูดนิดหน่อยก็พอจะทำให้เจี่ยตงซวีคล้อยตาม
ถ้าไอ้หมอนั่นเห็นแก่ตัวแม้แต่นิดเดียว...ก็ไม่มีทางปฏิเสธข้อเสนอของเขาแน่นอน
เมื่อวางแผนไว้แล้ว เหออวี่จู้ก็ลงมือทำงานต่ออย่างตั้งใจ ไม่คิดอะไรให้มากความ
.....
ครึ่งชั่วโมงต่อมา เมื่อได้ยินเสียงประกาศให้พักกินข้าว ทุกคนก็วางมือลง แล้วมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารกันทันที
ด้านโรงงานรีดเหล็ก
อี้จงไห่กับเจี่ยตงซวีไปแอบคุยกันอยู่ที่มุมลับในแผนก
เสียงเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“อาจารย์ จดหมายร้องเรียนของเรา วันนี้น่าจะถึงเฟิงเจ๋อหยวนแล้วใช่ไหมครับ ?”
“ผ่านมาตั้งสองสามวันแล้ว ทำไมยังไม่มีข่าวอะไรเลย ?”
“แล้วทำไมไอ้โง่นั่นยังไม่ถูกไล่ออกอีกล่ะ ?”
เจี่ยตงซวีเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
เขาไม่ใช่คนเดียวที่กระวนกระวาย...อี้จงไห่ก็เช่นกัน แต่จะให้ทำยังไง ? ก็ยังไม่มีข่าวใด ๆ จากทางร้านเฟิงเจ๋อหยวนเลย
เหออวี่จู้ก็ยังคงไปทำงานตามปกติทุกวัน ไม่มีแม้แต่ความผิดปกติเล็ก ๆ น้อย ๆ
อี้จงไห่เห็นกับตาตัวเองในแต่ละเช้า เด็กนั่นกับน้องสาวออกจากบ้านอย่างมีความสุขราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ถ้าเขาถูกไล่ออกจริง...จะยังยิ้มออกแบบนั้นได้ยังไง ?
“หรือว่า...จดหมายนั่นยังไปไม่ถึง ?”
อี้จงไห่ขมวดคิ้ว หันไปถามศิษย์อีกครั้ง “แน่ใจนะว่าส่งไปแล้ว แปะแสตมป์เรียบร้อย ?”
เจี่ยตงซวีรีบยืนยัน
“โธ่ อาจารย์ เรื่องแค่นี้ผมยังจะทำพลาดอีกเหรอ !”
“ถ้ามันไม่ถึงจริง ๆ ก็ให้ผมส่งใหม่อีกฉบับก็ได้ ผมไม่เชื่อหรอกว่าถ้าร้านนั่นรู้เรื่องแล้ว จะยังปล่อยให้ไอ้โง่นั่นลอยนวล !”
คำพูดของเจี่ยตงซวีบอกชัดว่า เขาต้องการจะบีบเหออวี่จู้ให้จนมุมจริง ๆ
เป็นคนแบบนี้...เหออวี่จู้จะจัดหนักใส่แค่ไหน ก็ไม่มีคำว่า ‘มากเกินไป’ แล้วล่ะ
อี้จงไห่พยักหน้า “งั้นคืนนี้ฉันจะกลับไปเขียนใหม่อีกฉบับ พรุ่งนี้นายเอาไปส่งซะ”
“อีกอย่าง นายต้องจับตาดูบ้านไอ้โง่นั่นให้ดี ! พอถูกไล่ออก มันไม่มีทางเงียบแน่ มันต้องคลั่ง”
“ตอนนั้นแหละ...เราค่อยจัดการมันให้สาสม !”
เจี่ยตงซวีพอคิดถึงภาพเหออวี่จู้โดนไล่ออก สีหน้าก็ยิ้มแยกเขี้ยวอย่างสะใจเหมือนหมาเห็นเหยื่อ
“อาจารย์วางใจได้ครับ สองวันนี้ผมจะไม่หลับไม่นอน จะคอยเฝ้ารอดูเขากลับมาจากทำงานทุกวัน !”
“ผมอยากเห็นจริง ๆ ว่ามันจะอวดเก่งไปได้อีกกี่วัน !”
เมื่อสองคนตกลงกันเสร็จ ก็คุยเรื่องอื่นต่อ
“ว่าแต่ตงซวี...นายกับหวยหรูแต่งงานกันมาก็นานแล้วนะ ทำไมยังไม่มีลูกล่ะ ?”
“ไม่อยากมี...หรือว่ายังไม่มีกันแน่ ?”
อี้จงไห่ถามขึ้นมาอย่างเผือกจัด เพราะพวกเขาแต่งงานกันมากกว่าหนึ่งปีแล้ว แต่จนป่านนี้ยังไม่มีวี่แววเลย
ในยุคนี้ ใคร ๆ ก็อดคิดไม่ได้ว่าต้องมีใครสักคนมีปัญหา โดยเฉพาะผู้หญิง...
เพราะในความคิดของผู้คนยุคนี้ ถ้าผู้หญิงไม่มีลูกแปลว่าผู้หญิงผิด ไม่ใช่ผู้ชาย
เหมือนกรณีของสวีต้าม่าว… ไอ้หลานคนนี้คิดมาตลอดว่า ตัวเองไม่มีปัญหา เป็นหลัวเสี่ยวเอ๋อร์ที่มีลูกให้ไม่ได้จนกระทั่งไปโรงพยาบาลและตรวจพบ ความจริงไม่ใช่หลัวเสี่ยวเอ๋อร์ที่มีปัญหา แต่เป็นเขาเองที่มีปัญหา เป็นหมันอย่างสิ้นเชิง ทำให้ตระกูลไม่มีทางสืบสกุลต่อไปได้
ในสมัยนั้น ยังไม่มีการทำเด็กหลอดแก้ว ดังนั้นสวีต้าม่าวจึงหมดหวังโดยสิ้นเชิง
และเมื่อหลัวเสี่ยวเอ๋อร์รับเหอเสี่ยวกลับมาเลี้ยงดู ก็ยิ่งเป็นหลักฐานยืนยันว่าเขาเองนั่นแหละที่ทำให้ตระกูลขาดทายาท
"อาจารย์ ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ! ผมพยายามทุกวัน แต่ท้องของฉินหวยหรูก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย"
"แต่พวกนายยังหนุ่มยังสาว รออีกสักสองปีดูก่อนก็ได้ ! ถ้ายังไม่มี ก็ให้แม่พาเธอไปตรวจร่างกาย"
"ว่าแต่ อาจารย์รู้จักหมอดี ๆ ไหมครับ แนะนำให้ผมหน่อย ! " เจี่ยตงซวีพูดด้วยท่าทางจนปัญญา
อี้จงไห่พยักหน้า เหมือนเข้าใจ เหมือนเห็นใจ แต่ในใจกลับมีความคิดอื่นแอบแฝง คาดหวังอะไรบางอย่าง
แน่นอน เขาไม่ได้แสดงออกให้เห็นแม้แต่น้อย ยังคงทำหน้าที่อาจารย์ผู้ใจดีอยู่
หลังปลอบใจเจี่ยตงซวีสองสามประโยค เขาก็พาอีกฝ่ายกลับไปยังที่ทำงาน
...
สองทุ่มครึ่ง เลิกงาน
เหออวี่จู้อุ้มอวี่สุ่ยออกจากร้านเฟิงเจ๋อหยวน จูงจักรยานกลับไปยังซื่อเหอหยวน ระหว่างทางเจอกับเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนของคณะบริหารทหารอีกครั้ง
ต่างฝ่ายต่างพยักหน้าทักทาย โบกมือแล้วแยกย้ายอย่างคุ้นเคย
เพราะเขามีเพียงอวี่สุ่ยอยู่ด้วย จึงไม่ถูกตรวจค้น ถ้ามากกว่านี้ ถึงจะรู้จักกัน เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามหน้าที่
เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนสมัยนี้ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่จริง ๆ ไม่ใช่แค่ทำพอผ่าน ๆ ไปเหมือนในอนาคต
เหออวี่จู้ปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความคุ้นเคย แม้ฟ้ามืด ถนนไร้ผู้คน เขาก็ไม่รู้สึกหวั่นใจ แค่มีไฟฉายในมือ แถมเส้นทางนี้คุ้นจนหลับตาก็กลับถึงบ้านได้
ยี่สิบนาทีต่อมา เขาก็กลับมาถึงซื่อเหอหยวน อุ้มอวี่สุ่ยข้างหนึ่ง อีกมือจูงจักรยานเข้าลานกลาง
ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ฉินหวยหรูเคยพยายามล่อลวงเขาด้วยร่างเปลือยแต่ไม่สำเร็จ เธอก็ไม่กล้าออกมาเจอตอนกลางคืนอีกเลย
เข้าสู่ลานกลาง เขาจอดจักรยานให้เรียบร้อย พาอวี่สุ่ยกลับเข้าห้อง จัดการธุระเล็กน้อย
ก่อนเดินออกมา สายตาเขามองไปยังบ้านของเจี่ยตงซวีและบ้านของอี้จงไห่
จดหมายร้องเรียนเป็นลายมือของอี้จงไห่ แต่เขารู้ว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของหมาแก่นั่นเพียงคนเดียว เพราะมันจะต้องเป็นแผนร่วมกันของอาจารย์กับศิษย์แน่นอน
แผนยุยงให้แตกแยกที่เขาคิดไว้ จึงเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว
ใช้ผลประโยชน์ลวง ๆ ล่อเจี่ยตงซวีให้หลงกล แล้วจัดการอี้จงไห่ไปพร้อมกัน
เมื่อทุกอย่างจบ เขาก็จะเปิดเผยความจริงให้สองคนนั้นรับรู้ด้วยตนเอง
สีหน้าของอาจารย์และศิษย์คู่นี้...เขาอยากเห็นจริง ๆ
แค่คิดก็อดตื่นเต้นไม่ได้
ในขณะที่เขากำลังจะเข้าบ้าน
เจี่ยตงซวีที่อยู่บ้านฝั่งตรงข้ามที่รออยู่ ก็ตื่นตัวทันที
เขารอให้เหออวี่จู้กลับมา เพื่อหยั่งเชิงว่าอีกฝ่ายถูกไล่ออกหรือยัง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายกลับถึงบ้าน เขาจึงแกล้งลุกจากห้อง ทำทีว่าออกมาเข้าห้องน้ำ
เขาเคยได้ยินฉินหวยหรูบอกว่า เหออวี่จู้ต้องอาบน้ำล้างตัวทุกคืน
เขาจึงออกไปก่อน แล้วแอบซ่อนอยู่ที่ประตูโค้งระหว่างลานหน้าและลานกลาง รอให้เหออวี่จู้ออกมาล้างหน้า จะได้แกล้งเดินสวนกันแบบบังเอิญ
แต่เขารอแล้วรอเล่า เหออวี่จู้ก็ไม่ออกมาสักที
ยิ่งเวลาล่วงไป ยุงก็ยิ่งชุก โดยเฉพาะตอนดึก ๆ ร่างขาว ๆ อย่างเจี่ยตงซวีกลายเป็นเหยื่อชั้นดีของยุงลายเจ็ดแปดตัว
"ปั้บ ! บ้าชะมัด ยุงอะไรกันมากมาย ! "
"ไอ้โง่เหอ ! จะออกมาหรือยังวะ ! "
"คันจะแย่อยู่แล้ว ! "
ครึ่งชั่วโมงผ่านไป รอยยุงกัดขึ้นเต็มตัวเจี่ยตงซวีเป็นสิบ ๆ จุด เขาคันจนทนแทบไม่ไหว แต่ก็ยังอยากรออีกสักนิด
สุดท้ายพอถึงสี่สิบกว่านาที เขาก็ทนไม่ไหว รีบกลับบ้าน เปิดไฟดู พบว่าเนื้อตัวของตัวเองเต็มไปด้วยตุ่มยุงกัด
"โอ๊ย คันจะตายอยู่แล้ว ! ฉินหวยหรู ลุกขึ้นมาเกาให้หน่อย ! "
ฉินหวยหรูที่หลับอยู่ ถูกปลุกขึ้นมากะทันหัน
เห็นสภาพเจี่ยตงซวี เธอก็อดถามไม่ได้ว่าเขาไปทำอะไรมา
เขาบ่นระบายด้วยความคับแค้น "อาจารย์เขียนจดหมายร้องเรียนให้ฉันส่งไป ฉันก็เลยรอหยั่งเชิงมันดู...ใครจะคิดว่ามันจะไม่ออกมาสักที ! "
ฉินหวยหรูได้แต่ด่าในใจ คนโง่อะไรแบบนี้ หน้าร้อน กลางดึก มียุงเยอะแยะ คุณไม่คิดบ้างเหรอ ?
ทำไมไม่รอในบ้าน เสียงตักน้ำจากบ่อน้ำก็ได้ยินอยู่แล้ว
แล้วตอนนั้นฝั่งตรงข้าม เหออวี่จู้ก็เพิ่งได้รับค่าประสบการณ์จากการฝึกปาจี้และปิกวกเสร็จ กำลังจะล้างหน้า
เจี่ยตงซวีจึงหันมาบอกฉินหวยหรูทันที
"มันออกมาแล้ว ! รีบไปหยั่งเชิงมันเร็ว ! "
ฉินหวยหรูงงไปหมด ไม่ใช่ว่าคุณจะเป็นคนไปหรอกเหรอ ?