- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 45 กลิ่นหอมลอยฟุ้ง จนคนทั่วลานลำบากใจ!
บทที่ 45 กลิ่นหอมลอยฟุ้ง จนคนทั่วลานลำบากใจ!
บทที่ 45 กลิ่นหอมลอยฟุ้ง จนคนทั่วลานลำบากใจ!
บทที่ 45 กลิ่นหอมลอยฟุ้ง จนคนทั่วลานลำบากใจ!
ที่เรือนสี่ประสาน ส่วนกลางของลาน
เหออวี่จู้กำลังอยู่ในครัว หยิบเนื้อหมูสามชั้นออกมาจากพื้นที่เก็บของในระบบ แล้วเริ่มลงมือทำหมูตุ๋นทันที !
พูดถึงหมูตุ๋น แน่นอนว่าหลายคนต้องนึกถึงบุคคลผู้ยกระดับอาหารจานนี้ไปสู่จุดสูงสุดอย่าง ซูตงโพ ถึงขนาดที่หมูตุ๋นจานนี้ ได้อีกชื่อว่า ตงโพโหย่ว กันเลยทีเดียว
เพราะความพยายามของเขา ทำให้อาหารพื้นบ้านอย่างหมูตุ๋น กลายเป็นอาหารที่ปรากฏอยู่บนโต๊ะของนักปราชญ์ และคนมีชื่อเสียงในสมัยนั้น
แม้ว่าเราจะไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่า หมูตุ๋นมีต้นกำเนิดมาจากที่ใดและเมื่อใด แต่สิ่งที่แน่นอนก็คือ ตั้งแต่ยุคของซูตงโพ หมูตุ๋นก็ได้กลายมาเป็นหนึ่งในเมนูที่มีชื่อเสียงในประวัติศาสตร์อย่างเป็นทางการ
ซูตงโพเคยแต่งบทกลอนชื่อว่า “กินหมู” เพื่อสรรเสริญเมนูนี้ไว้ว่า
“หมูที่หวงโจวดีเหลือเกิน ราคาถูกยิ่งกว่าดิน คนรวยไม่ยอมกิน คนจนทำไม่เป็น ใช้ไฟอ่อน เติมน้ำน้อย พอไฟถึงเนื้อก็จะอร่อยเอง ทุกเช้าตักกินสักถ้วย อิ่มแล้วอย่าไปสนใคร !”
และการทำหมูตุ๋นให้อร่อยนั้น นอกจากขั้นตอนเตรียมเบื้องต้นแล้ว ระหว่างปรุงก็ต้องใช้ไฟอ่อน ใส่น้ำน้อย แล้วรอให้ถึงจังหวะพอดี กลิ่น รส และสัมผัสถึงจะออกมาอย่างสมบูรณ์
จะว่าไป บรรพบุรุษของพวกเรา ศึกษาเรื่องการกินอย่างลึกซึ้งจริง ๆ
แต่ในปัจจุบัน อาหารชั้นสูงหลายอย่างจากยุคโบราณ กลับค่อย ๆ เลือนหายไป มีคนจำนวนไม่น้อยที่พยายามฟื้นฟูอาหารเหล่านั้น แต่คนที่ทำได้จริงกลับมีเพียงไม่กี่คน !
สำหรับมื้อนี้ นอกจากหมูตุ๋นแล้ว เขายังทำเมนูผัดสามเส้น แบบเบา ๆ อีกจานด้วย
เพราะถ้ากินแต่หมูตุ๋นอย่างเดียว มันก็จะเลี่ยนเกินไปหน่อย ยิ่งช่วงกลางคืน ไม่ควรกินของมัน ๆ มากเกิน เพราะจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ
คนอ้วนหลายคนก็มักจะมาจากนิสัยกินอาหารมันช่วงเย็น แต่ไม่มีเวลาไปออกกำลังกาย
กินไปกินมา ก็อ้วนจนหยุดไม่ได้
แต่อย่างว่า ยุคนี้จะกินเลี่ยนทุกวันก็ไม่ไหวหรอก เพราะไม่มีเงินมากพอจะซื้อของมัน ๆ กินทุกมื้อ !
เขาเริ่มจากการจัดการหมูสามชั้น นำหนังไปย่างไฟเพื่อกำจัดขน แล้วเอาไปลวกในน้ำร้อนเพื่อเอาเลือดและสิ่งสกปรกออก
จากนั้นหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ ตั้งกระทะ เจียวน้ำตาลให้สีเข้ม ค่อย ๆ ใส่หมูสามชั้นลงไปผัด
จากนั้นก็ใส่ขิง ต้นหอม กระเทียม โปะด้วยโป๊ยกั๊กและอบเชย ปิดท้ายด้วยเหล้าขาวเล็กน้อย เพื่อดับกลิ่นคาว
แล้วก็หรี่ไฟลง เติมน้ำอีกนิด เคี่ยวต่ออย่างใจเย็น
หลังจากตั้งหมูตุ๋นไว้แล้ว ก็หันไปหุงข้าว พร้อมกับเตรียมวัตถุดิบสำหรับผัดสามเส้น
พอมีเวลาว่าง เขาก็หยิบหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่าน ฝึกทักษะเพื่อเก็บค่าประสบการณ์ไปด้วย
เพราะสุดสัปดาห์นี้ จะต้องรับงานจากบรรดาเจ้าของกิจการ แม้ว่าเงื่อนไขคือวันละหนึ่งเล่ม แต่ถ้าเขาทำเสร็จเร็วและงานไม่ยาก แน่นอนว่าเขาก็อยากจะรีบทำ รีบได้เงินก้อนไปก่อน !
ยังไม่พอ วันหยุดนี้ยังมีนัดเลี้ยงแขกอีกด้วย เวลาไม่พอ แต่งานเพียบ
ดังนั้นช่วงนี้จึงต้องใช้เวลาว่างให้คุ้มที่สุด เร่งเก็บเลเวลให้พัฒนา
เวลาไหลผ่านไปทีละวินาที เมื่อหมูสามชั้นในหม้อเริ่มเปื่อย กลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยกระจายไปทั่ว
“พี่ กลิ่นหอมมากเลย !”
“อีกนานไหมกว่าจะได้กินน่ะ ?”
เสียงของอวี่สุ่ยดังขึ้นจากหน้าประตูครัว เธอรีบวิ่งเข้ามาหาเขา ดวงตากลมโตสุกใสจ้องมองไปที่หม้ออย่างตื่นเต้น
เหออวี่จู้หัวเราะ “รออีกหน่อย ใกล้เสร็จแล้วล่ะ”
“หมูตุ๋นต้องนุ่มละลายในปากถึงจะอร่อย !”
“อวี่สุ่ย อดใจอีกนิดนะ ของอร่อยต้องใช้เวลา”
“อดทนหน่อยแล้วเดี๋ยวจะได้กินเยอะ ๆ เลย โอเคไหม ?”
อวี่สุ่ยพยักหน้าตาม แต่ก็ไม่ยอมออกจากครัว ย่อตัวนั่งลงข้าง ๆ เขา สูดกลิ่นหอมของหมูตุ๋นที่โชยออกมา รออย่างตั้งใจ ดวงตาเปล่งประกาย
เวลานี้เองชาวบ้านในลานหลายคนก็กำลังทำอาหารเย็นเช่นกัน
บ้านที่ฐานะไม่ค่อยดี อาหารเย็นก็ง่าย ๆ แค่นำข้าวต้ม ขนมปังข้าวโพด และผักดองมาวางบนโต๊ะ ก็ถือว่าจบมื้อแล้ว
แต่พอได้กลิ่นหมูตุ๋นที่ลอยมาตามลม คนที่กำลังกัดขนมปังข้าวโพดอยู่ จากที่เคยรู้สึกว่าอร่อย ทันใดนั้นก็รู้สึกเหมือนกำลังกินดินเข้าไป !
เคี้ยวไม่ลง กลืนไม่ไหว ทรมานจนแทบอยากลุกหนีจากโต๊ะเลยทีเดียว…
“นี่มันบ้านใครอีกแล้ว ?”
“ไม่กี่วันก่อนบ้านเหอเพิ่งกินขาหมู วันนี้ดันมากินหมูอีก ! จะให้คนอื่นเขามีชีวิตอยู่ยังไงกันเนี่ย ! !”
“ยังจะเป็นบ้านใครได้ล่ะ ก็ต้องบ้านเหอนั่นแหละ ฉันเห็นเจ้าโง่ซื้อหมูก้อนใหญ่มาตอนเย็นกับตาเลย !”
“วันนี้มันโคตรจะสุดยอดเลย ไม่ใช่แค่กล้าด่าอี้จงไห่ต่อหน้าจนพูดไม่ออก ยังชี้หน้าด่าว่าเป็นพวกสิ้นวงศ์สกุลอีก โคตรเจ๋งจริง ๆ ว่ะ !”
“นั่นมันแค่ไอ้เวรคนนึงแหละ ! เหมือนพ่อมันไม่มีผิด ทั้งพ่อทั้งลูกมันก็พวกสันดานแย่นั่นแหละ อย่าไปยุ่งกับมันเลย !”
“แต่จะว่าไป อาหารบ้านไอ้เหอนี่โคตรจะน่าอิจฉาจริง ๆ แม้มันจะเป็นแค่เด็กฝึกงาน แต่ก็ฝึกมาตั้งสามปี ฝีมือทำอาหารไม่ธรรมดาเลย กลิ่นหมูนั่นหอมฉิบหาย อยากลองกัดสักคำจริง ๆ !”
“……”
ชาวบ้านในลานต่างพากันได้กลิ่นหอมของหมูที่ลอยออกมาจากบ้านของเหออวี่จู้ ต่างคนต่างน้ำลายสอ ไม่สามารถกินข้าวที่อยู่ในมือได้อีกต่อไป
ตอนแรกยังรู้สึกว่าโจ๊กกับซาลาเปาร้อน ๆ ก็ใช้ได้อยู่หรอก แต่พอได้กลิ่นนี้เข้าไป มันก็เหมือนกำลังกินดินยังไงยังงั้น เคี้ยวไม่ลง กลืนไม่ไหว
คืนนี้ คนในลานหลายคนคงต้องนอนท้องร้อง เพราะกลิ่นหอมของหมูนั้นมันทรมานใจเกินไป คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามอย่างบ้านตระกูลเจี่ยกับบ้านของอี้จงไห่ ก็บรรยากาศอึมครึมไม่ต่างกัน
ฝั่งบ้านเจี่ย เจี่ยจางซื่อได้แต่พ่นคำสาปแช่งออกมาไม่หยุด
“ไอ้โง่นั่นมันชั่วจริง ๆ ไอ้เวรเอ๊ย !”
“พ่อมันหนีไปกับแม่ม่าย มันยังมีหน้ามากินหมูได้อีก ไอ้โง่นี่ไร้ยางอายจริง ๆ !”
“ขอให้หมูติดคอตายไปซะให้เข็ดเถอะ ! !”
เจี่ยตงซวีกับฉินหวยหรูได้แต่นั่งเงียบ ไม่มีใครกล้าเถียงอะไร ในห้องนั้น นอกจากฉินหวยหรูที่ยังคงกินซาลาเปาอยู่ คนอื่น ๆ อย่างเจี่ยจางซื่อกับเจี่ยตงซวีต่างก็เคี้ยวไม่ลง
ฝั่งบ้านอี้จงไห่ ก็บรรยากาศไม่ได้ต่างกันนัก ก็เอาแต่บ่นด่าเหออวี่จู้เหมือนกัน
“ฉันว่าคุณไม่ควรไปมีเรื่องกับเหออวี่จู้เลยนะ !”
“คุณก็รู้ว่าพ่อเขานิสัยยังไง เขากับพ่อก็เหมือนกันเป๊ะ ! คนแบบนั้นจะยอมใครง่าย ๆ ได้ยังไง ?”
“วันนี้ถ้าฉันไม่เห็นว่าเรื่องมันไม่ดี รีบไปพาหญิงชรามาช่วยแก้หน้าให้ คุณคงเสียหน้าหนักกว่านี้แน่ !”
“ต่อไปนี้เลิกคิดจะรังแกเขาเถอะ !”
“อยู่กันอย่างสงบไม่ได้หรือไง ?”
หลิวฮุ่ยเจวียนพูดเตือนสามีอย่างหวังดี เธอเป็นคนใจเย็น ไม่เคยทะเลาะกับใคร แม้แต่การดูแลอี้จงไห่กับหญิงชราหูหนวกมาหลายปี ก็ไม่เคยบ่นซักคำ
แต่อี้จงไห่กลับตอกกลับเสียงแข็ง “ผู้หญิงผมยาวปัญญาสั้น เธอจะรู้อะไร !”
“เธอคิดว่าฉันมีเรื่องกับไอ้โง่นั่นเพราะอยากหาเรื่องมันเหรอ ?”
“ก็เพราะมันเคยซ้อมเจี่ยจางซื่อกับตงซวี ฉันถึงออกตัวปกป้องพวกนั้นไง !”
“ถ้าฉันจัดการมันได้ ตงซวีจะยิ่งซาบซึ้งใจในตัวฉัน !”
ได้ยินแบบนั้น หลิวฮุ่ยเจวียนก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะสุดท้ายต้นเหตุก็เพราะพวกเขาไม่มีลูก เลยต้องพึ่งพาคนอื่นให้มาดูแลยามแก่เฒ่าแทน…
……
ที่บ้านเหอ พี่น้องสองคนมองจานหมูตุ๋นกับผัดสามเส้น และข้าวสวยขาวร้อน ๆ บนโต๊ะ ยังไม่ทันที่เหออวี่จู้จะเอ่ยอะไร เสียงของเหออวี่สุ่ยก็ดังขึ้นก่อน
“พี่ ! กินได้ยังอะ ?”
“ฉันหิวมากเลยยย”
“หมูตุ๋นนี่น่ากินสุด ๆ ไปเลย !”
เธอทำหน้าราวกับแมวหิวข้าว ตาโตเป็นประกายจ้องจานกับข้าวไม่วางตา เหออวี่จู้หัวเราะเบา ๆ ก่อนพูดเตือน
“กินได้เลยจ้ะ แต่ค่อย ๆ กิน เคี้ยวให้ละเอียดนะ ไม่งั้นเดี๋ยวปวดท้องตอนกลางคืน !”
“เข้าใจไหม ?”
เหออวี่สุ่ยพยักหน้าอย่างว่าง่าย จากนั้นก็ตะลุยกินไม่ยั้ง หมูหนึ่งคำ ข้าวหนึ่งคำ หมูอีกหนึ่งคำ แล้วก็...ไม่แตะผัดผักแม้แต่นิดเดียว ! เล่นเอาเหออวี่จู้ถึงกับส่ายหัว
เจ้าเด็กตะกละเอ๊ย ! !