เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23 กลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งลาน, อาจารย์กับศิษย์คืนดีกัน !

บทที่ 23 กลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งลาน, อาจารย์กับศิษย์คืนดีกัน !

บทที่ 23 กลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งลาน, อาจารย์กับศิษย์คืนดีกัน !


บทที่ 23 กลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งลาน, อาจารย์กับศิษย์คืนดีกัน !

เมื่อเหยียบย่างเข้าสู่ห้องครัว สิ่งแรกที่เห็นคือวัตถุดิบที่เหอต้าชิงซื้อมาไว้ เล่นเอาเหออวี่จู้ถึงกับตะลึง !

“โอ้โห !  นี่ลงทุนหมดตัวเลยหรือไงเนี่ย ! จัดเต็มขนาดนี้เชียว ! ของเพียบขนาดนี้เชียวหรือ !”

ขาหมูหนึ่งชิ้น ! หมูสามชั่งกว่า ! ไก่ครึ่งตัว ! แถมยังมีผักนานาชนิด แครอท พริกหยวกแดงเขียว เรียกได้ว่าของครบสูตรอาหารเสฉวน !

แม้เหอต้าชิงจะไม่ใช่พ่อครัวอาหารเสฉวนโดยตรง แต่เขาคือผู้เชี่ยวชาญอาหารสำนักถันเจีย ทว่าก็ยังรู้ลึกรู้จริงในส่วนผสมของอาหารแต่ละสำนัก แค่มองจากของที่เขาซื้อมา เหออวี่จู้ก็รู้ทันทีว่า...ตาแก่นี่มันจงใจทดสอบฝีมือเขานี่หว่า !

คนเคยลิ้มรสเกี๊ยวไส้ผักฉุนที่เขาห่อเมื่อวาน ก็พอจะประเมินระดับฝีมือเขาได้คร่าว ๆ เพราะอย่างนั้นวันนี้ถึงได้ซื้อของมาซะเยอะ ไม่มีสั่งเมนู แต่ของดันครบถ้วน !

“เฮอะ ! ในเมื่อพ่อขี้เหนียวคนนี้อยากทดสอบ ก็จัดให้สมใจละกัน”

“ยังไง ๆ วันนี้ก็น่าจะเป็นมื้อสุดท้ายที่เขาได้กินอาหารที่ฉันทำให้แล้ว !”

พูดไปอย่างนั้น แต่ถ้าไปพูดต่อหน้าเหอต้าชิงเข้า มีหวังโดนรองเท้าเขวี้ยงใส่หน้าทันที !

“อันดับแรกต้องทำขาหมูพะโล้  หมูผัดกระทะก็ต้องมี เพิ่มอีกจานเป็นหมูผัดพริกเปรี้ยวหวาน”

“เนื้อไก่ก็เอาไปทำไก่ผัดถั่วลิสงแบบกงเป่า !”

“เต้าหู้ก็มี งั้นทำเต้าหู้ผัดพริกหม่าล่าไปเลย”

“พอแค่นี้ล่ะ เดี๋ยวทำเยอะแล้วกินไม่หมด ไม่มีตู้เย็นด้วย อากาศแบบนี้ของจะเสียเอาเปล่า ๆ !”

“ลงมือเลย !”

เมื่อคิดในหัวจนเป็นรูปเป็นร่าง เขาก็เริ่มจัดการที่ขาหมูก่อน เพราะเป็นเมนูที่ใช้เวลานาน ยังดีที่เพิ่งจะห้าโมงเย็น ระยะห่างจากเวลาอาหารเย็นยังพอมีเหลือ บวกกับมื้อกลางวันเขากับอวี่สุ่ยกินหม้อไฟไปเต็มที่ ยังไม่หิวในตอนนี้ จึงไม่จำเป็นต้องรีบ

ทางด้านเหอต้าชิง หลังจากนั่งจิบชาเงียบ ๆ คนเดียวในห้อง ทันใดนั้นกลิ่นเนื้อย่างจากในครัวก็ลอยมาแตะจมูกเขารีบวางถ้วยชา เดินทอดน่องมาที่หน้าประตูห้องครัว พิงขอบประตู มองการเคลื่อนไหวของเหออวี่จู้ที่กำลังง่วนกับการเตรียมอาหาร

ยิ่งมอง ก็ยิ่งรู้สึกพึงใจ

การเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว ทุกขั้นตอนจัดวางได้เป๊ะ ไม่มีท่าทีของมือใหม่เลยแม้แต่น้อย

จึงแอบเกิดความพึ่งพอใจในใจอย่างเงียบงัน “หลี่เว่ยกั๋วไม่เลวเลย ดูท่าแล้วไม่ได้ปิดบังเคล็ดวิชา”

“ฝีมือถ่ายทอดให้เสี่ยวจู้ได้หมดเปลือกจริง ๆ”

“ขอแค่มีฝีมือครึ่งหนึ่งของหลี่เว่ยกั๋วก็พอแล้ว แค่นี้ก็แทนที่ฉันในโรงอาหารของโรงงานเหล็กได้แน่นอน”

“พรุ่งนี้ต้องบอกผู้อำนวยการโหลว ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องปูทางไว้ให้เสี่ยวจู้ก่อนไปให้ได้”

แม้ว่าเงินเดือนร้านเฟิงเจ๋อหยวนจะสูงลิ่ว แต่เหอต้าชิงก็ยังรู้สึกไม่มั่นคง วันไหนโดนตีตราว่าเป็นพวกทุนนิยมก็โดนปิดร้านได้ง่าย ๆ เหมือนกัน  แต่ทำงานในโรงงานเหล็กนั้นมั่นคงกว่าเยอะ

แต่ถ้าหากเหออวี่จู้รู้ว่าเขาคิดแบบนี้ คงอยากจะหัวเราะน้ำตาไหล

เพราะร้านเฟิงเจ๋อหยวนนั้น...ไม่เพียงไม่ถูกปิด กลับกลายเป็นร้านที่ดำเนินกิจการยืนยาว ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นร้านแรกที่รัฐเข้าร่วมทุนแบบ “รัฐและเอกชนร่วมมือกัน”

แม้รายได้พนักงานจะลดลง แต่กลับไม่มีใครโดนไล่ออก ในทางตรงกันข้าม ด้วยสถานะร้านต้นแบบ พนักงานของร้านกลับได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพนักงานรัฐคนแรก ๆ โดยไม่ต้องมีวุฒิ ไม่ต้องมีคะแนนสูง แค่เป็นพนักงานที่นั่น ก็มั่นคงไปตลอดชีวิตแล้ว !

แค่นี้ก็เรียกได้ว่าเป็นสวัสดิการลับ ๆ อย่างหนึ่งเชียวล่ะ !

แต่แน่นอนว่า... เหอต้าชิงไม่รู้อะไรเลยสักนิด ในหัวยังคงวางแผนจะไปขอร้องหลัวต้งให้ช่วยแนะนำลูกชายเข้าทำงาน นี่ก็ถือว่าเป็นสิ่งสุดท้ายในฐานะ “พ่อคนหนึ่ง” ที่เขายังพอทำได้แล้ว

ในชาติก่อนก็เพราะการแนะนำของเขานั่นแหละ เหออวี่จู้ถึงได้เข้าไปทำงานในโรงเหล็ก ได้กินเงินเดือนประจำ ช่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดไปได้

ไม่อย่างนั้น ถ้าจะต้องพึ่งแค่เงินค่าฝึกงานที่ได้นิดเดียว ถึงจะไม่อดตายทั้งเขากับอวี่สุ่ย แต่ชีวิตก็ไม่มีทางดีขึ้นแน่ ๆ

เวลาไหลผ่านไปช้า ๆ เหออวี่จู้กำลังง่วนกับการเตรียมวัตถุดิบ ไม่ได้ใส่ใจเหอต้าชิง แต่ฝ่ายเหอต้าชิงเองก็ไม่ได้จากไปไหน แค่ยืนพิงประตู จุดบุหรี่สูบอยู่เงียบ ๆ เฝ้ามองลูกชายง่วนอยู่ในครัว ไม่มีบทสนทนาใด ๆ ระหว่างสองพ่อลูก มีเพียงเสียงกระทะจานช้อนกระทบกันเบา ๆ เท่านั้นที่แว่วมาเป็นพัก ๆ

แต่พอขาหมูพะโล้ถูกเคี่ยวจนได้ที่ ไฟอ่อน ๆ ลากกลิ่นหอมกรุ่นให้ฟุ้งลอยออกมา ไหลผ่านอากาศไปทั่วทั้งลานกลาง บ้านแต่ละหลังจมอยู่ในกลิ่นหอมละมุนที่แทรกเข้ารูจมูกอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“ไอ้หย่า นี่มันกลิ่นอะไรเนี่ย ทำไมมันหอมแบบนี้ ?”

“เอ๊ะ ฉันได้กลิ่นคล้ายขาหมูพะโล้เลยนะ !”

“เป็นไปได้เรอะ ? หรือแกจะหิวจนเพ้อไปเองแล้ว ที่ไหนจะมีใครทำขาหมูตอนนี้ล่ะ ไม่ใช่เทศกาลนะ !”

“ไม่ได้เพ้อแน่ ! ฉันมั่นใจว่ากลิ่นนี้คือกลิ่นของขาหมูพะโล้ ! !”

“จริงเหรอ ?”

“ของจริงแน่นอน ! เดี๋ยวฉันออกไปดู !”

ไม่นานนัก บทสนทนาแบบเดียวกันนี้ก็ผุดขึ้นในบ้านแต่ละหลัง สุดท้ายกลิ่นหอมนั่นแหละที่ลากทุกคนให้ออกมาจากบ้าน เดินตามกลิ่นมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ไม่นาน ผู้คนก็รวมกลุ่มกัน แล้วสายตาทั้งหมดก็พุ่งตรงไปยังบ้านของตระกูลเหอ !

“แกรู้สึกเหมือนฉันไหม ?”

“รู้สิ ! กลิ่นหอมจนฉันสะดุ้งตื่นจากความฝันเลยล่ะ !”

“นั่นดิ ! กลิ่นขาหมูแน่ ๆ ต้องมาจากบ้านตระกูลเหอแน่นอน !”

“วันนี้วันอะไรของพวกเขา อยู่ดี ๆ ทำไมถึงทำขาหมูกินกันได้ ?”

“ใครจะไปรู้... แต่บ้านเหอก็มีคนทำงานถึงสองคนนี่น่า จะมีเงินกินขาหมูก็ไม่แปลกอะไร”

“ไอ้หยา ถ้าฉันได้กัดขาหมูสักคำนะ คงจะฟินจนตายได้เลย ! !”

“ฝันไปเถอะ ! ไม่ใช่แค่เสี่ยวจู้ที่อารมณ์ร้าย ๆ แต่เหอต้าชิงก็ใช่ว่าจะเป็นคนยอมใคร ใครจะกล้าเข้าไปทักล่ะ ?”

“เงียบ ๆ หน่อยเหอะ ! ลืมเรื่องคราวก่อนที่พวกเจี่ยตงซวีกับอาจารย์อี้โดนไปแล้วเหรอ ?”

“โอ๊ย อยู่ไกลขนาดนี้ เขาจะได้ยินได้ไง นอกจากจะมีหูทิพย์ !”

กลุ่มคนในลานนั้น มีทั้งคู่แม่ลูกเจี่ยจางซื่อกับเจี่ยตงซวียืนอยู่ท้ายสุด ทั้งคู่สบตากัน แววตาเต็มไปด้วยโกรธเคืองและสิ้นหวัง

โกรธ... เพราะถูกเหออวี่จู้เล่นงานจนกลายเป็นตัวตลกประจำลาน แต่ก็สิ้นหวัง... เพราะตอนนี้พวกเขาเริ่มยอมรับแล้วว่า ไม่มีทางเอาคืนครอบครัวเหอได้เลย ต้องคอยดูคนบ้านนั้นใช้ชีวิตดีวันดีคืน ในขณะที่ตัวเองจะกินเนื้อสักมื้อยังต้องคิดแล้วคิดอีก เงินเดือนเดือนหนึ่งก็แทบไม่พอใช้ ยังต้องไปอ้อนอาจารย์อย่างอี้จงไห่ให้ช่วยเหลืออยู่บ่อย ๆ

“ไอ้หมอนั่น ! ไอ้อวี่จู้สารเลว เหอต้าชิง ก็เหมือนกัน แก่มาแบบไม่มีประโยชน์เลยจริง ๆ !”

“ไม่ใช่เทศกาลอะไร จะทำอาหารดี ๆ แบบนี้ทำซากอะไรให้มันมากมาย !”

“ขอให้พวกมันกินจนติดคอตายกันทั้งบ้านไปเลย ! !”

“กลับบ้านกัน ไปเถอะ ! !”

เจี่ยจางซื่อบ่นอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะดึงเจี่ยตงซวีให้หันกลับไป แต่เจี่ยตงซวีเงยหน้าขึ้นมาพอดี ก็เห็นว่าอาจารย์อี้จงไห่ยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน กำลังมองมาทางนี้เช่นกัน

“แม่... แม่กลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมไปคุยกับอาจารย์ก่อน”

“เรื่องเมื่อวาน แม่ลากผมกลับบ้านแบบนั้น อาจารย์ต้องโกรธแน่ ๆ”

“ผมอยากไปขอโทษ ไม่งั้นถ้าอาจารย์ไม่สนใจผมแล้ว ฝีมือผมในโรงเหล็กก็ไม่มีทางพัฒนาอีกต่อไป”

เจี่ยจางซื่อฟังแล้วก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายพยักหน้า ให้อีกฝ่ายไปได้

เจี่ยตงซวีเดินเข้าไปหาอี้จงไห่อย่างเก้ ๆ กัง ๆ พอมาถึงหน้าบ้าน ก็ก้มหัวขอโทษทันที

“อาจารย์ครับ ผมมาขอโทษ”

“เมื่อวานแม่ผมดึงดันจะให้ผมกลับบ้าน คุณก็รู้ว่าเธอเป็นคนยังไง”

“ผมห้ามยังไงก็ไม่ฟังจริง ๆ ...”

“วันนี้ผมมาแทนแม่กล่าวขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ”

“อาจารย์ช่วยเราอย่างจริงใจ แต่เรากลับทำให้คุณลำบากใจ และเสียหน้าด้วยซ้ำ”

อี้จงไห่ฟังแล้ว เดิมทีมีความน้อยใจอยู่บ้าง แต่พอได้ยินคำขอโทษจากศิษย์ น้ำแข็งในใจก็ละลายไปทันที

“เอาล่ะ ๆ เราเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์ จะไปซีเรียสอะไรนักหนา”

“นิสัยของแม่นาย ฉันเองก็รู้ดีอยู่แล้ว อีกอย่าง ถ้านายไม่ใช่ลูกกตัญญู ฉันก็คงไม่รับนายเป็นลูกศิษย์หรอก”

ได้ยินอาจารย์พูดแบบนี้ เจี่ยตงซวีก็ถอนหายใจโล่งอก แต่แล้วสีหน้ากลับจริงจังขึ้นมาทันใด

“อาจารย์ครับ เรื่องที่อวี่จู้มันตบผมกับแม่ แล้วก็ยังกล้าทำร้ายอาจารย์อีก...”

“เรื่องนี้ปล่อยไว้ไม่ได้เด็ดขาดนะครับ !”

“เราต้องหาทางเอาคืน ไม่งั้นทั้งอาจารย์กับผม จะกลายเป็นตัวตลกของทั้งลาน !”

“……”

จบบทที่ บทที่ 23 กลิ่นหอมตลบอบอวลทั้งลาน, อาจารย์กับศิษย์คืนดีกัน !

คัดลอกลิงก์แล้ว