- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 18 กลับสู่ความเรียบง่าย, อัพเดตทักษะ !
บทที่ 18 กลับสู่ความเรียบง่าย, อัพเดตทักษะ !
บทที่ 18 กลับสู่ความเรียบง่าย, อัพเดตทักษะ !
บทที่ 18 กลับสู่ความเรียบง่าย, อัพเดตทักษะ !
ชาติก่อน พ่อของเหออวี่จู้...เหอต้าชิง...หนีออกจากบ้านไปแบบลับ ๆ ทิ้งไว้เพียงชื่อเสียงอันเสื่อมเสีย และผลที่ตามมาก็คือ… ชีวิตรักของเหออวี่จู้ก็พังไม่เป็นท่า
สาวดี ๆ จากบ้านไหน ๆ ล้วนไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเขา ใครจะอยากแต่งงานกับลูกชายของคนที่หนีตามแม่ม่ายกันล่ะ ? งานแต่งจึงกลายเป็นเรื่องที่ต้องเลื่อนแล้วเลื่อนอีก
แถมในบ้านก็ไม่มีผู้ใหญ่ที่พอจะจัดแจงเรื่องคู่ให้ เขาเลยแทบไม่มีโอกาสจะได้พบปะกับสาวคนไหนที่เหมาะสมเลย
จนกระทั่งเจี่ยตงซวีตายจาก อี้จงไห่ก็หันความสนใจมาที่เขา จ้องจะให้เขารับบท “ผู้ดูแลในบั้นปลายชีวิต” แทนเจี่ยตงซวีอย่างเงียบ ๆ
แม้จะไม่พูดตรง ๆ ว่าอยากให้เขาแต่งกับฉินหวยหรู แต่อี้จงไห่ก็ใช้วิธีล้างสมองเขาเรื่อยมา
พูดอยู่ร่ำไปว่า ฉินหวยหรูลำบาก เป็นแม่ม่ายที่ต้องเลี้ยงลูกสามคน ยังต้องดูแลแม่ผัวแก่ ๆ อีกหนึ่งคน ขอให้เหออวี่จู้ช่วยเหลือเธอบ้าง
ในตอนนั้น สมองเหออวี่จู้ก็ยังไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่ทันคิดอะไรให้ดี ก็เผลอก้าวขึ้นเรือโจรไปเต็ม ๆ และก็ลงจากเรือลำนั้นไม่ได้อีกเลย
แต่ถ้าลองย้อนกลับมาคิดจริง ๆ จัง ๆ บ้านเจี่ยใช่จะลำบากอยู่บ้านเดียวเสียเมื่อไหร่ ? ไม่ต้องมองห่างไกล เอาแค่บ้านหน้าตรอก...บ้านของเหยียนปู้กุ้ยล่ะ ?
บ้านนั้นก็ลำบากเหมือนกัน แถมเขายังเลี้ยงดูคนในบ้านตั้งหกชีวิต อาศัยเพียงเงินเดือนอันน้อยนิดประทังชีวิต แต่พวกเขาก็ยังดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ตายหยังเขียด
เพราะฉะนั้น ตั้งแต่อี้จงไห่เปิดปากบอกว่าให้ช่วยฉินหวยหรูนั่นแหละ เจตนาของเขาก็ไม่บริสุทธิ์ใจเสียแล้ว
คนมีสติที่ไหนจะอาสาเข้าไปช่วยแม่ม่ายกัน ? แล้วถ้าอี้จงไห่เห็นว่าฉินหวยหรูน่าสงสารนัก ทำไมเขา ในฐานะอาจารย์ของเจี่ยตงซวี ถึงไม่ออกหน้าช่วยเองบ้างล่ะ ?
ยังไงเสียในฐานะ “อาจารย์ของสามีผู้ล่วงลับ” เขาจะช่วยเธอใครก็ไม่มีสิทธิ์ว่า แต่นี่อี้จงไห่กลับ…แอบเอาข้าวโพดบดไปให้แบบลับ ๆ ล่อ ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะให้คนรู้
เขากลัวเสียชื่อ แต่กลับไม่เคยแคร์ว่าเหออวี่จู้จะเสียชื่อหรือไม่ ยังบีบให้เขาต้องช่วยตลอดเวลาอีก
นี่มันสันดานหมาแก่ชัด ๆ พอเหออวี่จู้นึกถึงตรงนี้ ก็ได้แต่กัดฟันแน่น ชาติก่อนตัวเองคงโดน “น้ำมันหมูบังตา” ถึงได้ตกหลุมพรางของตาเฒ่านี่เข้าเต็ม ๆ
...
รุ่งเช้าวันอาทิตย์ วันหยุดพักผ่อน เหออวี่จู้ไม่ต้องรีบตื่น เลยได้แอบนอนขี้เซาเป็นพิเศษ
จนกระทั่งแปดโมงเช้า ถึงได้ยืดแขนบิดขี้เกียจ ลุกขึ้นจากเตียง
ขณะที่อวี่สุ่ยน้อยกำลังนั่งเล่นเงียบ ๆ อยู่ในห้อง ก็ได้ยินเสียงคนลุก เธอรีบลุกขึ้นวิ่งมาหา “พี่ชาย ตื่นแล้วเหรอ หนูหิวแล้ว !”
ปากน้อย ๆ ยื่นออกมาบ่นน้อย ๆ อยู่ข้างเตียง ส่งสายตาหวาน ๆ มาให้พี่ชายผู้แสนดี
“แล้วพ่อไปไหน ?”
“ไม่รู้เลย ตอนเช้าก็ออกไปเลย บอกให้หนูรอพี่ตื่น !”
“พี่รีบลุกเร็ว หนูหิวจนจะกินได้ทั้งโต๊ะแล้ว !”
เหออวี่จู้ได้ยินก็ได้แต่ถอนหายใจ พ่อแบบนี้...มีหรือไม่มี มันก็ไม่ต่างกันเลยจริง ๆ
แต่ช่างมันเถอะ ไปซะได้ก็ดี บ้านจะได้โล่ง ไม่ต้องมีอะไรมาขวางหูขวางตาอีก
“อวี่สุ่ย รออีกแป๊บเดียวนะ เดี๋ยวพี่ทำกับข้าวให้ กินให้เต็มที่เลย !”
ว่าแล้วเขาก็รีบลุกขึ้นจากเตียงทันที วันนี้มีเวลาเยอะ ได้เวลาปลุกพลังฝีมือให้ลุกโชนอีกครั้งแล้ว !
เขาจัดการล้างหน้าล้างตาเสร็จ ก็ตรงดิ่งเข้าครัวทันที มองดูผักที่เหลืออยู่ในบ้าน...ก็ไม่ใช่ว่าจะมีอะไรดีนัก
หยิบผักกาดขาวออกมาหนึ่งหัว ตั้งใจจะทำ “ผัดเปรี้ยวหวานผักกาดขาว” แล้วก็หุงข้าวต้มข้าวฟ่างเล็ก ๆ เพิ่มไข่ต้มอีกสองฟอง เหลือแครอทกับวุ้นเส้นอยู่อีกหน่อย พอดีเลย จะทำหมั่นโถวใส่ผักกินเพิ่มอีกสักหน่อยก็แล้วกัน
พอมีแผนอยู่ในหัว เขาก็เริ่มลงมือทันที
เริ่มจากนวดแป้ง และเมื่อเริ่มลงมือ ความสามารถทางการทำอาหารก็เริ่มค่อย ๆ เพิ่มขึ้นทีละนิดบนแถบสกิล มือไม้ก็ยิ่งคล่องแคล่วขึ้นเรื่อย ๆ
อาหารพวกนี้ แน่นอนว่าเขาทำเป็นอยู่แล้ว และรสชาติก็ไม่เลว แต่เมื่อมี “ระบบ” เข้ามาเสริมแรง เหออวี่จู้ก็พบว่าฝีมือการทำอาหารของเขา เริ่มมีรสชาติของ “ความเรียบง่ายอย่างล้ำลึก”
อย่างเช่น... ไส้หมั่นโถว
เมื่อก่อน เขาจะทำตามสูตรเป๊ะ ๆ ใส่โน่นเติมนี่ตามลำดับ รับประกันได้ว่าไม่แย่แน่นอน
แต่ตอนนี้ ? เขากลับสามารถ “รู้” ได้ทันทีว่าอาหารแต่ละอย่างอยู่ในสถานะไหน ด้วยแค่การมองเพียงครู่เดียว
“อืม... วุ้นเส้นนี่พอแล้วล่ะ ถ้าแช่นานกว่านี้ พอนึ่งเสร็จ มันจะเละหมดแน่”
“เส้นแครอทก็ขูดได้ระดับพอดีเลย”
“เห็ดหูหนูไม่ต้องแช่เพิ่มแล้ว แค่นี้กำลังดี !”
ใช่แล้ว วัตถุดิบทุกชิ้น ล้วนถูกจับมาผสมกันในจังหวะที่พอดิบพอดี
ก่อนปิดท้ายด้วยการราดน้ำมันพืชบาง ๆ ล็อกความชื้นไว้ในไส้ ในขณะเดียวกัน แป้งก็พักไว้จนได้ที่ น้ำก็เริ่มเดือดแล้ว
ลงมือปั้นหมั่นโถว หกลูกใหญ่อย่างรวดเร็วคล่องแคล่ว จัดการขึ้นซึ้ง นึ่งทันทีไม่รอช้า
จากนั้นก็เริ่มลงมือผัดผักกาดขาว ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบลื่น
จนกระทั่งอวี่สุ่ยทำหน้าแทบจะกลายเป็นหมาหน้าเซเว่น หมั่นโถวก็สุกพอดี ผักก็ผัดเสร็จ ข้าวต้มและไข่ต้มก็ถูกจัดวางตรงหน้า
“ว้าว พี่ชายสุดยอดเลย !”
“หมั่นโถวนี่อร่อยมาก ! ซู้ดดด ซ่าาา~”
แม้ว่าหมั่นโถวจะยังร้อนอยู่ไม่น้อย แต่อวี่สุ่ยก็ไม่รอช้า กัดอย่างไม่กลัวลิ้นพอง
ก็แน่ล่ะ ทั้งหิว ทั้งอร่อย เจ้าตัวน้อยถึงกับจับหมั่นโถวไว้แน่นเหมือนกลัวใครจะมาแย่ง
เห็นน้องสาวเป็นแบบนั้น รอยยิ้มก็ผุดขึ้นบนใบหน้าของเหออวี่จู้อย่างห้ามไม่อยู่
น้องสาวแท้ ๆ ของเขาเอง แต่ชาติก่อนเขากลับไม่เคยดูแลเธอเลย
ตอนที่เขารับหน้าที่แทนพ่อ เหอต้าชิง เขาเองก็เอาข้าวกล่องกลับบ้านบ้าง แต่ทุกครั้ง...ก็เอาไปให้ฉินหวยหรูหมด ไม่เคยนึกถึงอวี่สุ่ยเลยสักครั้ง
ต้องให้น้องสาวเอ่ยปากก่อน ถึงจะยอมแบ่งให้
เขาจำได้ว่า ปี 1963 อวี่สุ่ยกำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอเคยมาขอร้องว่า อยากกินซุปไก่บำรุงร่างกาย แม้การเรียนจะไม่ต้องออกแรง แต่กลับกินพลังจิตใจมาก แถมยังเป็นวัยกำลังเจริญเติบโต
แล้วเขาล่ะ ? แม้จะตอบตกลง ซื้อไก่กลับมา ต้มซุปไว้เรียบร้อย แต่สุดท้ายกลับเอาไก่นั่นไปให้สวีต้าม่าว เพื่อช่วยบำรุงเจ้าปั้งเกิ้ง แถมยังต้องเสียเงินไปอีกห้าหยวน
อวี่สุ่ยกลับมาบ้าน ไม่ได้พูดอะไรเลยสักคำ แต่หลังจากนั้น เธอก็แทบไม่คุยกับเขาอีกเลย
จนกระทั่งเรียนจบ สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ได้งานทำ ก็หาคู่แต่งงานทันที แค่คบกันสัปดาห์เดียวก็แต่งเลย แล้วย้ายออกจากเรือนสี่ประสานไปทันที
ตอนนั้น เขายังคิดว่าน้องสาวคงเป็นห่วงเขา อยากให้เขามีพื้นที่มากขึ้น
แต่ตอนนี้เขากลับเข้าใจว่า สิ่งที่อวี่สุ่ยแสดงออกมาคือความสิ้นหวังอย่างแท้จริง
เธอหมดศรัทธาในตัวเขาแล้ว ไม่อยากอยู่ในบ้านนี้อีกต่อไป
“ค่อย ๆ กินนะ อวี่สุ่ย”
“ไม่มีใครมาแย่งหรอก พี่นึ่งไว้ตั้งหกลูกแน่ะ !”
“ยังมีไข่ต้มกับข้าวอีก กินให้หมดเลยนะ มีประโยชน์มากเลยล่ะ”
“จะได้โตขึ้นเป็นสาวสวยไง !”
เขายื่นมือไปลูบหัวน้องสาวอย่างเอ็นดู เอ่ยพูดยิ้ม ๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรัก
“อื้อ… ค่า พี่ชาย อร่อยมากเลย”
เธอตอบทั้งที่ปากยังคาบหมั่นโถว พูดแทบไม่ชัด
ภาพตรงหน้าทำให้เหออวี่จู้ยิ้มกว้าง หยิบหมั่นโถวลูกหนึ่งขึ้นมากินบ้าง
พอกินเสร็จเมื่อไหร่ เขาก็วางแผนไว้ว่าจะพาน้องไปห้องสมุด หาหนังสือ เสริมสกิล… เตรียมพร้อมสำหรับวันใหม่ที่กำลังจะมา !