- หน้าแรก
- ซื่อเหอหยวน :ฉันมีระบบเรียนรู้ขั้นเทพ
- บทที่ 4 ทักษะงานบ้าน เปิดไพ่กันตรง ๆ !
บทที่ 4 ทักษะงานบ้าน เปิดไพ่กันตรง ๆ !
บทที่ 4 ทักษะงานบ้าน เปิดไพ่กันตรง ๆ !
บทที่ 4 ทักษะงานบ้าน เปิดไพ่กันตรง ๆ !
เหตุผลที่เหออวี่จู้ไม่ยอมหยุดเสวนาต่อปากต่อค่ำกับเหยียนปู้กุ้ยเหมือนอย่างเคยนั้น ก็เพราะเขายังจำได้ดีว่าสมัยที่เขาต้องเลี้ยงดูชายชราทั้งสามในตรอกเหอหยวน ต้องตกงาน ไม่มีรายได้ เหยียนปู้กุ้ยคนนั้นแหละ...ที่แอบไปเก็บของเก่ามาขาย แล้วเอาเงินมาให้เขาใช้จ่าย
ในตรอกนี้คนที่ยังพอมี “ขอบเขตของศีลธรรม” อยู่บ้างก็มีนับนิ้วได้ และเหยียนปู้กุ้ยก็เป็นหนึ่งในนั้น
แน่นอนว่า คนคนนี้ก็เจ้าเล่ห์เขี้ยวลากดินไม่เบาเหมือนกัน แต่ถ้าเราคิดตามดูดี ๆ ...ครอบครัวของเขามีตั้งหกชีวิต ทุกคนกินอยู่พึ่งพาเงินเดือนของเขาคนเดียว ถ้าไม่คิดบัญชี คำนวณทุกเหรียญให้รอบคอบ ชีวิตจะไปรอดได้อย่างไร ?
ก็ใช่ ต่อมาเขากลายเป็นคนตระหนี่ขี้เหนียว งกแม้กระทั่งเศษเสี้ยวเล็ก ๆ
แต่ก็เพราะ “ความคิดรอบคอบ” นั่นแหละ ที่กลายเป็นนิสัยฝังรากไปแล้ว
ถึงอยากเปลี่ยน ก็ยากจะถอนตัวบางที...เจ้าตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าการที่เขาชอบ “คิดเยอะ” นั้น มันมีปัญหาอยู่
แต่นั่นแหละ โลกนี้ไม่มีอะไรมีด้านเดียวเสมอไป แม้นิสัยขี้เหนียวของเหยียนปู้กุ้ยจะทำให้ครอบครัวของเขา “เอาตัวรอด” มาได้ แต่ในฐานะพ่อแม่ สิ่งนี้กลับถูกปลูกฝังลงในตัวลูกด้วย
ลูก ๆ ทั้งสี่ของเขา สามชายหนึ่งหญิง พอโตขึ้นมา ต่างก็เย็นชากับพ่อแม่ ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ขี้เหนียวตระหนี่ ปล่อยให้อยู่ลำพังในวัยชรา จนจบลงด้วยชีวิตที่น่าสังเวชสิ้นดี…
…
เมื่อเหออวี่จู้เดินมาถึงเรือนกลาง ก็เห็นฉินห่วยหรู สะใภ้คนใหม่ กำลังล้างจานอยู่ที่ข้างสระน้ำ ส่วนแม่ลูกตระกูลเจี่ย เจี่ยจางซื่อกับเจี่ยตงซวี่ กำลังนั่งรับลมชิลล์ ๆ อยู่หน้าบ้าน คุยกันเพลิน
พอทั้งสามคนเห็นเขาเดินกลับมา ก็ไม่พูดไม่จา เขาเองก็สบายใจที่ไม่มีเสียงใครมากวน เลยตรงดิ่งกลับบ้านตัวเอง
แต่พอเข้าบ้านกลับพบว่า...ยังไม่มีใครกลับมา
แต่กลับกลายเป็นว่า เขาว่ากลับมาเร็วเกินไป ?
เหอต้าชิงกับอวี่สุ่ยยังไม่ถึงบ้าน คงเพราะโรงงานรีดเหล็กมีงานเลี้ยงต้อนรับ
วันนี้เหอต้าชิงเลยกลับช้ากว่าปกติ
ในเมื่อเป็นแบบนี้...ตอนกลับมาคงต้องมีข้าวกล่องติดไม้ติดมือมาด้วยแน่นอน แถมต้องมีถึงสามกล่องด้วย !
“เอาเถอะ ทำอาหารหลักรอไว้เลย พอพวกเขากลับมาก็กินได้ทันที”
คิดได้ดังนั้น เหออวี่จู้ก็ล้างมือแล้ว ลงมือ “นึ่งหมั่นโถว” อย่างรวดเร็ว
แต่จะหวังให้เป็นแป้งขาวล้วนนั้น ? ฝันไปเถอะ ! ยุคแบบนี้ บ้านที่กินข้าวขาวแป้งขาวได้ทุกวันจะมีสักกี่บ้านกัน ?
อีกอย่าง...คนเหนือส่วนมากไม่ค่อยกินข้าวเปล่า พื้นฐานคือกินอาหารที่ทำจากแป้งเป็นหลัก เพราะแป้งนั้น “อิ่มท้อง” กว่า
ส่วนข้าวเปล่านั้น ไม่เพียงไม่อิ่ม แต่ยังแพงอีก…ไม่คุ้มเอาซะเลย
เขานึ่งหมั่นโถวไว้สิบลูก เผื่อมื้อเช้าพรุ่งนี้ด้วย เพราะที่ร้านฟงเจ๋อหยวนมีข้าวเช้าให้กิน แต่โรงงานรีดเหล็กไม่เลี้ยงข้าวเช้า
เหอต้าชิงต้องกินมื้อเช้ากับอวี่สุ่ยที่บ้านก่อนออกไปทำงาน
…
จนเวลาผ่านไปเกือบหนึ่งทุ่มครึ่ง เหอต้าชิงก็พาอวี่สุ่ยกลับมาถึงบ้าน
พอเห็นกล่องข้าววางอยู่บนโต๊ะ กับกลิ่นไอน้ำลอยออกมาจากครัว เขาก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
“วันนี้ใช้ได้นี่นา รู้จักทำงานบ้านแล้วด้วย”
“แล้วกล่องข้าวนี่มันอะไร ?” เขาหันไปถามเหออวี่จู้
“หัวหน้าพ่อครัวให้มาครับ แถมวันนี้เขายังบอกผมว่า เตรียมจะให้ขึ้นหน้าห้องครัวสัปดาห์หน้าแล้ว”
“ไปล้างมือเตรียมกินข้าวก่อน เดี๋ยวผมไปยกหมั่นโถวออกมาให้”
พูดจบ เหออวี่จู้ก็ไปที่ครัว เอาฟืนออกจากเตา เปิดฝาหม้อ หยิบหมั่นโถวขึ้นมาใส่กะละมังโดยใช้น้ำเย็นลูบมือให้ไม่ร้อน
เป็นหมั่นโถวแป้งผสม ข้าวโพดปนขาว
แม้ไม่หรูเท่าแป้งขาวล้วน แต่ในยุคแบบนี้ บ้านที่กินหมั่นโถวแป้งผสมได้ทุกมื้อ ก็ถือว่าหรูหราพอจะให้คนอิจฉาได้แล้ว ซึ่งครอบครัวเหอก็เป็นหนึ่งในนั้นพอดี
เพราะเหออวี่จู้กินข้าวเช้า-กลางวันที่ ฟงเจ๋อหยวน มีแค่มื้อเย็นเท่านั้นที่กินที่บ้าน ส่วนเหอต้าชิงก็กลับมาพร้อมกับของเหลือทุกวัน
บ้านเลยมีภาระแค่ซื้อแป้งข้าวโพดกับแป้งขาว ไม่ต้องเสียเงินอะไรมาก
อีกทั้ง...บ้านนี้มีคนหาเงินถึงสองคน
ถึงเงินเดือนเหออวี่จู้จะไม่มาก แต่ก็พอเลี้ยงสามปากได้ ส่วนเงินของเหอต้าชิง ก็แทบไม่ได้แตะเลย ซึ่งเป็นเงินเก็บล้วน ๆ
…
อาหารเย็นวันนี้เรียกว่า “หรูหราระดับปีใหม่”เลยทีเดียว เพราะเหออวี่จู้เอาหมูสามชั้นผัดจากที่ทำงานกลับมา ส่วนเหอต้าชิงเอาหมูเส้นผัดเผ็ด, ไก่ผัดพริก, หมูสามชั้นผัด และหมูผัดพริกเขียวกลับมา
แม้จะมีจานซ้ำ...แต่ก็ยังเป็น“กับข้าวที่ทำจากเนื้อ” ตั้งสี่จานเต็ม !
อวี่สุ่ยเห็นแล้วถึงกับร้องลั่น “พ่อ ! พี่ชาย ! ของกินเยอะขนาดนี้เลยเหรอ !”
“อยากกินก็จัดไป พี่จะทำให้เราได้กินเนื้ออย่างน้อยสองครั้งต่อสัปดาห์เลย !”
เมื่อเห็นน้องสาวตัวน้อยตื่นเต้นดีใจขนาดนั้น เหออวี่จู้ก็อดรู้สึกผิดไม่ได้
ตอนที่เหอต้าชิงไม่อยู่ เขาก็พยายามแบกภาระครอบครัวไว้ แต่ภายหลังกลับโดนอี้จงไห่ล้างสมองจนหัวหมุน จนไม่เหลียวแลอวี่สุ่ยเลยสักนิด
หลังเจี่ยตงซวี่เสียชีวิต เขาก็เอาข้าวกล่องไปให้แต่ฉินห่วยหรูตลอด สายตาแทบไม่มองน้องสาวเลยแม้แต่น้อย
จนทั้งสองพี่น้อง แทบกลายเป็น “คนแปลกหน้าในบ้านเดียวกัน” ไปแล้ว พวกเขาไม่เข้าใจ และไม่ใส่ใจกันอีกเลย
ตอนที่อวี่สุ่ยมีแฟนเป็นตำรวจ ในสายตาของเหออวี่จู้ กลับดูถูกน้องเขยว่าเป็นแค่ “หมวดตำบล”
ทั้งที่ตอนนั้น เขารู้จักผู้นำระดับสูงแล้ว
สามารถขอความช่วยเหลือให้พ่อแม่แฟน โหลวเสี่ยวเอ๋อร์ ได้แท้ ๆ แต่น้องเขยตัวเองกลับไม่คิดจะช่วย
สุดท้ายต้องมาตายหนาวอยู่ใต้สะพาน
ก็ไม่ใช่เพราะกรรมใครอื่น...แต่เพราะเขาทำตัวเองทั้งนั้น
ถ้าใส่ใจน้องอีกนิดหนึ่ง...ชีวิตคงไม่ต้องจบลงแบบนี้
“ขอบคุณค่ะพี่ ! หนูรู้แหละว่าพี่รักหนูที่สุด !”
อวี่สุ่ยหัวเราะร่า คว้าตะเกียบลงมือกินทันที
ส่วนเหอต้าชิงก็รินเหล้าใส่ถ้วย นั่งจิบด้วยความสุขใจ แต่ก็อดแขวะไม่ได้ “ก็แค่เด็กฝึกงานในครัว ดันคิดว่าตัวเองเป็นพ่อครัวเสียเต็มตัว”
“ขนาดฉันเป็นหัวหน้าพ่อครัว ยังไม่กล้ารับปากเลยว่าจะมีเนื้อกินสองครั้งต่ออาทิตย์ แกนี่พูดจาใหญ่โตเสียจริง ?”
เหออวี่จู้ไม่เถียง ทว่ากลับพูดเสียงเรียบ “พ่อ ดื่มน้อย ๆ หน่อย เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ผมมีเรื่องจะคุยด้วย”
“เรื่องอะไรกัน ?”
“กินเสร็จก่อน ค่อยคุยครับ”
“เจ้ากี้เจ้าการเหมือนแม่แกไม่มีผิด อยากพูดก็พูด ไม่พูดก็ไม่ต้อง ! ฉันไม่สนใจหรอก !”
พูดจบ เหอต้าชิงก็เงยหน้าซดเหล้า แล้วเริ่มกินข้าว
…
หลังจากกินอิ่มเหออวี่จู้ก็พาอวี่สุ่ยไปส่งที่ห้องเล็ก จากนั้นก็กลับมาเก็บโต๊ะ เตรียมล้างจาน
แต่ทันใดนั้น เสียงจากระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
【ค่าประสบการณ์งานบ้าน +1】
“หือ ?”
“งานบ้านก็เป็น ‘ทักษะ’ ด้วยเหรอ ?”
“เฮ้ย แบบนี้...ไม่ว่าเราจะทำอะไร มันก็ไม่เสียเปล่าเลยน่ะสิ !”
“อะไรก็ตามที่ทำ...ก็มีค่าประสบการณ์ทักษะทั้งนั้น ยิ่งเวลาผ่านไป ฉันยิ่งอัปเลเวลได้ทุกด้าน อีกหน่อยก็คงกลายเป็น ‘อัจฉริยะรอบด้าน’ ได้แน่นอน ! !”
“คราวนี้แหละ...จะได้เปลี่ยนชะตาชีวิตจริง ๆ แล้ว ! !”
เหออวี่จู้ล้างจานไปยิ้มไป จากที่เคยเกลียดงานบ้านเป็นชีวิตจิตใจ ตอนนี้กลับรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาสุดขีด !
หลังเก็บล้างทุกอย่างเสร็จสิ้น ยังกวาดพื้น จัดที่นอนให้เรียบร้อย ผลที่ได้ก็คือ...ทักษะงานบ้านถูกอัปเลเวลขึ้นเป็น ระดับ 2
จากนั้น เขาก็เดินไปหาเหอต้าชิง “พ่อ...เล่าเรื่องของพ่อกับแม่ม่ายไป๋ให้ผมฟังหน่อย”
“ผมอยากรู้ว่าพ่อกับเธอ...ไปรู้จักกันได้ยังไง ?”
เหอต้าชิงที่เคยท่าทางนิ่งสงบ พอได้ยินคำถามนั้น ก็ถึงกับหน้าซีด นั่งทรุดลงจากเก้าอี้
ตาเบิกโพลง มองเหออวี่จู้เหมือนเห็นผี...พูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว
...