- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นชาวสวน ญาติมหาภัยหลบไปซะ
- บทที่ 30 - ความลับใต้ดิน
บทที่ 30 - ความลับใต้ดิน
บทที่ 30 - ความลับใต้ดิน
บทที่ 30 - ความลับใต้ดิน
หลัวฝูวิ่งปรู๊ดกลับไปหยิบตะเกียงน้ำมันมาให้ หลัวหว่านค่อยๆ ไต่บันไดชันลงไปอย่างระมัดระวัง หลัวฝูยืนลุ้นอยู่ข้างบน ใจจริงอยากลงไปด้วยแต่โดนพี่สาวสั่งห้ามเด็ดขาดเลยไม่กล้าขัดคำสั่ง
ผ่านไปพักใหญ่ หลัวหว่านก็ปีนกลับขึ้นมา เป่าตะเกียงดับ แล้วยิ้ม "ไม่มีอะไร ก็แค่ห้องใต้ดินธรรมดา..."
ยังพูดไม่ทันจบ ก็ได้ยินเสียงร้องตกใจ "ว้าย! พ่อแก้วแม่แก้ว พวกเจ้ามาเล่นซนอะไรตรงนี้ ดีนะที่ไม่ตกลงไป เอ๊ะ เดี๋ยวสิ ข้าจำได้ว่าตรงนี้มีหินทับอยู่นี่นา ทำไม..."
ที่แท้ท่านยายหยวนกับเจียงชิวเหนียงวิ่งตามมา พอเห็นหินถูกย้ายออก ท่านยายก็ทั้งโกรธทั้งขำ ส่ายหน้าว่า "ทำไมถึงซนกันขนาดนี้ ถ้าตกลงไปจะทำยังไง ห้องใต้ดินนี้ขุดไว้ลึกมาก ถึงจะไม่ได้ใช้แล้วแต่ก็ไม่ได้ถมดิน ถ้าตกลงไปแข้งขาหักจะว่ายังไง หลานรัก รีบกลับไปกับยาย เดี๋ยวนี้เลย วันหลังห้ามมาเล่นแถวนี้อีกนะ"
ทั้งสองช่วยกันเอาหินกลับไปปิดปากหลุม แล้วเอาเสื่อขาดๆ คลุมทับไว้เหมือนเดิม จากนั้นก็ลากสองพี่น้องกลับเข้าห้อง หลัวหว่านถามขึ้น "ท่านยาย ห้องใต้ดินนี้ข้าดูแล้วสภาพยังดีอยู่เลย ทำไมถึงเลิกใช้ล่ะจ๊ะ"
หน้าท่านยายหมองลง ถอนหายใจยาว "ก็ไม่มีอะไรหรอก ห้องสองห้องที่เราพักอยู่นี่ เมื่อก่อนเอาไว้เก็บของ ป้าสะใภ้เจ้าบอกว่าของที่เก็บไว้เป็นของต้องใช้ เอาไว้ไกลขนาดนี้ไม่สะดวก เลยไปสร้างเพิงหลังห้องนาง ย้ายของไปเก็บที่นั่นหมด ขุดห้องใต้ดินใหม่ที่นั่นด้วย ที่นี่เลยปล่อยร้างไป"
สิ้นเสียงท่านยาย เจียงชิวเหนียงก็ถ่มน้ำลายด่าด้วยความแค้น "จิตใจคับแคบจริงๆ ตัวเองโลภมาก เลยมองคนอื่นในแง่ร้ายไปหมด นี่มันระแวงแม่ชัดๆ กลัวแม่จะขโมยของ ท่านแม่ทำไมไม่ถ่มน้ำลายใส่หน้านางบ้าง ถามนางสิว่ามีสมบัติอะไรให้ขโมยนักหนา"
"ข้าจะกล้าถ่มน้ำลายใส่หน้านางได้ยังไง" ท่านยายแค่นหัวเราะ "นางไม่ถ่มใส่หน้าข้า ก็ถือว่าไว้หน้าแม่ผัวคนนี้มากแล้ว ตั้งแต่นางแต่งเข้ามา ถ้าข้าต้องมานั่งคิดเล็กคิดน้อยเรื่องพรรค์นี้ คงตรอมใจตายไปนานแล้ว พ่อเจ้าก็ดีเหลือเกิน ตายหนีไปสบายคนเดียว ทิ้งยายแก่ๆ อย่างข้าไว้รับกรรม กินข้าวแต่ละคำต้องดูสีหน้าลูกสะใภ้ นี่มันไม่ใช่ลูกสะใภ้แล้ว มันเจ้ากรรมนายเวรชัดๆ ไม่ต้องพูดแล้ว โทษใครไม่ได้ โทษข้ากับพ่อเจ้าที่ตาบอด ไปสู่ขอผู้หญิงพรรค์นี้มาให้พี่ชายเจ้าเอง พี่เจ้าก็ไม่ได้เรื่อง พอได้เมียแบบนี้ ยิ่งไปกันใหญ่"
หลัวหว่านถอนหายใจ ท่านยายหยวนก็นับว่าเป็นหญิงแกร่งคนหนึ่ง แต่สุดท้ายต้องมากล้ำกลืนฝืนทนต่อหน้าลูกชายลูกสะใภ้ เจียงหมิงเต๋อกับนางจินระแวงแม่ตัวเองขนาดนี้ แสดงว่านอกจากจะเลวแล้วยังไม่มีสมองอีกด้วย ยายแก่ตัวคนเดียวอย่างท่านยาย ตอนเจียงชิวเหนียงยังไม่มาก็ไม่มีใครให้ดูแล จะเอาของไปให้ใครได้ ป้องกันกันขนาดนี้ ไม่เรียกว่าไร้สมองจะเรียกว่าอะไร
พอกลับเข้าห้อง สาวใช้ก็ยกมื้อเที่ยงมาส่ง วันนี้มีกับข้าวเนื้อสัตว์สองอย่าง แม้จะเป็นแค่เต้าหู้ผัดหมูสับกับขาหมูน้ำแดงธรรมดาๆ แต่สำหรับท่านยายหยวนถือเป็นลาภปากอย่างยิ่ง นางคีบขาหมูใส่ชามหลัวฝู ยิ้มแก้มปริ "หลานรัก กินเยอะๆ นะ ยังไม่ทันตรุษจีน สองผัวเมียนั่นปกติไม่ยอมควักเนื้อมาเลี้ยงดีแบบนี้หรอก วันนี้ที่ได้กินของดีก็เพราะบารมีคุณชายพวกนั้น ถ้ารู้ว่าเรากับคุณชายพวกนั้นไม่ได้สนิทกัน คงไม่มีของดีตกถึงท้องแน่ เอ้า กินเข้าไปเยอะๆ"
"ท่านยายไม่ต้องรีบ กินของคนอื่นมันไม่ยั่งยืนหรอกเจ้าค่ะ วันหน้าเราหาเงินซื้อของดีๆ กินเองได้เมื่อไหร่ นั่นแหละถึงจะมีความสุขที่แท้จริง" หลัวหว่านคีบเนื้อให้ท่านยายกับแม่คนละชิ้น ท่านยายหัวเราะชอบใจ "ดี! ยายนึกไม่ถึงเลยว่าบุญกุศลที่ทำมาทั้งชีวิตจะมาตกที่หลานสาวคนนี้ หว่านเอ๋อร์มีความมุ่งมั่น วันข้างหน้ายายกับแม่เจ้าคงพึ่งพาไม่ได้แล้ว ต้องฝากความหวังไว้ที่พวกเจ้าสองพี่น้อง ถ้าเราร่วมแรงร่วมใจกัน ชีวิตต้องดีขึ้นแน่ เอาล่ะ วันนี้ถือเคล็ดคำอวยพรของหว่านเอ๋อร์ กินให้เต็มคราบกันเถอะ"
สี่ชีวิตอาศัยอยู่ในห้องเก็บของเก่าๆ สภาพความเป็นอยู่แร้นแค้น แต่ทุกคนกลับยิ้มแย้มมีความสุข แม้แต่ท่านยายหยวนที่อมทุกข์มาหลายปี วันนี้มีลูกสาวอยู่เคียงข้าง หลานๆ ก็รู้ความกตัญญู จิตใจก็พลอยเบิกบานขึ้นมาก
ตกบ่าย นางจินก็มาเชิญหลัวหว่านออกไป "เดินเล่น" อีก หลัวหว่านตั้งใจว่าจะเล่นตัวสักสองสามวัน แต่คิดไปคิดมา จะไปยุ่งวุ่นวายกับผู้หญิงคนนี้ทำไม นางมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ รีบๆ จบเรื่องนี้ไปจะได้รีบไปวางแผนชีวิตต่อ
นางจึงยอมออกไปเดินเล่นกับนางจินในหมู่บ้าน นางจินเจอใครก็อวดว่าหลานสาวน่ารักรู้ความแค่ไหน ท่าทางสนิทสนมปานจะกลืนกิน จนหลัวหว่านต้องคารวะความหน้าด้านของป้าสะใภ้คนนี้จริงๆ หนากี่นิ้วเนี่ย ถึงได้ควงแขนพูดจาคะขาขนลุกขนพองได้ขนาดนี้ ทั้งที่เพิ่งจะไล่ตะเพิดกันไปหยกๆ
ความจริงหลัวหว่านไม่ได้หวังว่า "อิทธิพล" ของตัวเองจะช่วยอะไรได้มาก แต่เห็นเจียงหมิงเต๋อกับนางจินมั่นอกมั่นใจขนาดนั้น นางก็ขี้เกียจจะขัดคอ เอาเถอะ ข้าไม่เคยรับปากอะไรนะ พวกท่านคิดกันไปเองทั้งนั้น ไม่เกี่ยวกับข้า
คิดแบบนี้ ในใจก็แอบสะใจลึกๆ หึๆ สองผัวเมียหน้าเงินกะจะใช้ข้าเป็นปืนยิงนก ถ้าสุดท้ายผู้ใหญ่บ้านไม่เล่นด้วย คงตลกพิลึก อืม แต่ถ้าเป็นงั้นจริง คงโดนไล่ออกจากบ้านอีกรอบแน่ ช่างเถอะ ไล่ก็ไล่ ใครกลัว
แต่นางคาดไม่ถึงว่า อิทธิพลของเซี่ยชิงเฟิงกับอวิ๋นชิวสุ่ยจะ "ศักดิ์สิทธิ์" ขนาดนี้
ผู้ใหญ่บ้านหลี่พอเห็นนางเดินคู่กับนางจิน บ่ายวันนั้นก็ส่งคนมาบอกเจียงหมิงเต๋อว่า ภาษีเสบียงปีนี้ส่งแค่หนึ่งพันจินก็พอ แถมยังให้ราคาตามท้องตลาดอีกด้วย แบบนี้ไม่เพียงรักษาข้าวเก้าพันจินไว้ได้ ยังได้เงินเพิ่มอีกหลายสิบตำลึง สองผัวเมียดีใจจนเนื้อเต้น
เจียงหมิงเต๋อยังไม่ลืมเรื่องที่พวกเศรษฐีฝากฝัง ไม่ใช่เพราะรักพวกพ้อง แต่เพราะนึกถึงของกำนัลตอนตรุษจีน คืนนั้นเขาเลยบากหน้าไปหาผู้ใหญ่บ้านหลี่ ทำท่ากร่างไม่เกรงกลัวเหมือนเมื่อก่อน โม้ว่าคุณชายอวิ๋นบังเอิญเจอหลัวหว่าน ได้ยินเรื่องเก็บภาษีแล้วสงสัย บอกว่าว่างๆ จะแวะมากินข้าว สอบถามเรื่องนี้ให้กระจ่าง
[จบแล้ว]