เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 - การเดินทางและผู้มาเยือน

บทที่ 11 - การเดินทางและผู้มาเยือน

บทที่ 11 - การเดินทางและผู้มาเยือน


บทที่ 11 - การเดินทางและผู้มาเยือน

เจ็บสั้นดีกว่าปวดนาน แทนที่จะให้ความหวังแล้วพังทลายทีหลัง สู้ดับฝันให้แหลกคามือไปเลยดีกว่า หลัวหว่านคิดแบบนี้เลยพูดโพล่งออกไปรวดเดียว พอพูดจบก็หอบแฮ่ก คิดในใจว่า แหม พูดรัวขนาดนี้เกือบจะไปสมัครแข่งแร็ปได้แล้วมั้งเนี่ย

"อ๋อ เดินกลับเหรอ"

เป็นไปตามคาด ความตื่นเต้นบนหน้าหลัวฝูค่อยๆ จางหายไป ทันใดนั้นก็ได้ยินพี่สาวพูดต่อ "ใช่แล้ว เดินกลับ เหนื่อยมากนะ ฝูเอ๋อร์กลัวลำบากไหม"

"ไม่กลัว" หลัวฝูส่ายหน้าทำท่าเป็นผู้ใหญ่เกินตัว มองเอวบางร่างน้อยของพี่สาว แล้วตบหน้าอกตัวเองดังปุบๆ "ถ้าพี่สาวเหนื่อย ข้าจะแบกพี่สาวเอง"

"เจ้าดูแลตัวเองให้รอดพี่ก็ขอบคุณสวรรค์แล้ว จะมาแบกพี่? ไม่ใช่ว่าจะพากันล้มกลิ้งเป็นลูกขนุนนะ" หลัวหว่านเอานิ้วจิ้มหน้าผากน้องชายเบาๆ แซวเล่น ก่อนจะยิ้ม "ถึงจะเหนื่อย แต่วิวข้างทางสวยมากนะ ตอนนี้เขาคงเก็บเกี่ยวกันหมดแล้ว ถ้าเราหิว ก็ลงไปเก็บข้าวโพดหรือถั่วที่หล่นตามทุ่งมาปิ้งกินได้ แล้วก็ยังมีผลไม้ป่าด้วย เดี๋ยวพี่จะเก็บให้กินดีไหม ผลไม้ป่าลูกใหญ่ๆ น้ำเยอะๆ หวานเจี๊ยบ ฝูเอ๋อร์ชอบไหม"

"ชอบ ฝูเอ๋อร์ชอบ" หลัวฝูพยักหน้าแรงๆ ความอดอยากปากแห้งช่วงก่อนป่วยได้ดัดนิสัยเลือกกินของเขาจนหายเกลี้ยง ตอนนี้พอได้ยินเรื่องของกิน ตาก็ลุกวาว น้ำลายแทบจะไหลย้อยลงมา

"งั้นดีเลย ท่านแม่ เราออกเดินทางกันเถอะ" หลัวหว่านหันไปมองเจียงชิวเหนียง เห็นนางมองมาด้วยน้ำตาคลอเบ้า พอนางเห็นลูกสาวมองมา ก็รีบเช็ดน้ำตา ยิ้มอย่างปลื้มใจ "หว่านเอ๋อร์ ลูกแม่ เจ้าโตขึ้นมากจริงๆ ขนาดแม่... ยังไม่เข้มแข็งได้เท่าเจ้าเลย แม่นึกว่า... แม่นึกว่าเราคงไม่รอดแล้ว..."

"ท่านแม่ ฟ้าไม่ไร้ทางออก ข้าบอกแล้วไงว่าเราไม่อดตายหรอก เราทำงานหาเงินได้ ท่านก็รับปากดิบดี ทำไมตอนนี้มาคิดลบอีกแล้วล่ะ แบบนี้ใช้ไม่ได้นะ ดูสิ ขนาดฝูเอ๋อร์ยังมีความหวังกับชีวิตใหม่ ท่านแม่จะยอมแพ้เด็กเจ็ดขวบเหรอ" หลัวหว่านยิ้มปลอบ เจียงชิวเหนียงพยักหน้าทั้งน้ำตา "ใช่ แม่นี่ไม่ได้เรื่องเลย หว่านเอ๋อร์กับฝูเอ๋อร์เก่งกว่าแม่เป็นร้อยเท่า แม่ไม่กลัวแล้ว ฟ้าไม่ไร้ทางออก เราสามคนแม่ลูกต้องรอด"

"ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรอดอย่างดี มีความสุข และสะใจ" หลัวหว่านกำหมัดแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นเจียงชิวเหนียงยิ้มได้อย่างผ่อนคลายขนาดนี้ แสดงว่าทัศนคติเชิงบวกของนางกับหลัวฝูเริ่มซึมซับเข้าสู่แม่ผู้หัวอ่อนคนนี้บ้างแล้ว

"ใช่ๆๆ ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรอดให้ได้ดี ให้โลกเห็น" เจียงชิวเหนียงปาดน้ำตาทิ้ง คว้าห่อผ้าสองห่อขึ้นมา "งั้นเราไปกันเถอะ เดี๋ยวแวะซื้อหมั่นโถวที่โรงเตี๊ยมตุนไว้กินระหว่างทางด้วย"

"โอเคเลย" หลัวหว่านยิ้มจนตาหยี จูงมือน้องชาย โบกมือไปข้างหน้า "ไปกันเลย มุ่งหน้าสู่ชีวิตใหม่ ลุย!"

"ท่านแม่ อีกไกลไหมกว่าจะถึงบ้านท่านยาย ถ้าเดินต่ออีกนิด แม้แต่ผลไม้ป่าก็คงหาไม่เจอแล้วนะ"

หลัวหว่านปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองแม่ด้วยความอ่อนใจ ตอนนี้ซาบซึ้งเลยว่าการเดินทัพทางไกลมันโหดร้ายแค่ไหน ที่แย่กว่าคือสภาพนางตอนนี้มันสาหัสกว่าการฝึกเดินทนซะอีก

พูดก็พูดเถอะ หลัวหว่านในชาติที่แล้วไม่ใช่คุณหนูบอบบางนะ เกิดในชนบท ก่อนเข้ามหาวิทยาลัยก็ช่วยงานในไร่ทุกปิดเทอม พอเรียนจบด้านเกษตรที่ชอบ ก็กลับบ้านไปพัฒนาการเกษตรจนรวย เรื่องแรงงานนี่นางก็เป็นหญิงแกร่งคนหนึ่ง

แต่หญิงแกร่งก็คือผู้หญิง ไม่ใช่ยอดมนุษย์ อีกอย่างร่างกายนี้เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบสี่ ชีวิตก่อนหน้านี้ก็กึ่งๆ คุณหนู วันๆ เอาแต่เย็บปักถักร้อยไม่เคยทำงานหนัก จู่ๆ ให้มาเดินวันละสี่ห้าสิบลี้ ขานี่แทบจะหลุดออกมาเป็นชิ้นๆ

ดูสิ นี่มันปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้วนะ แต่สองพี่น้องเหงื่อไหลย้อยหยดติ๋งๆ โชคดีที่เจียงชิวเหนียงพอมีประสบการณ์ ช่วงที่พักฟื้นในโรงเตี๊ยมสองวันนางรีบเย็บรองเท้าพื้นหนาให้ ไม่งั้นเท้าสองพี่น้องคงพองน้ำไปแล้ว

หลัวฝูนั่งหอบแฮ่กๆ แทะผลไม้ป่าอยู่ ตอนนี้ไอ้ผลไม้นี่ไม่ได้ดึงดูดใจเขาอีกต่อไป มันไม่ได้หวานเจี๊ยบน้ำเยอะอย่างที่พี่สาวโม้ไว้สักนิด ออกจะฝาดๆ ด้วยซ้ำ แต่พี่สาวบอกว่าถ้าอยากมีแรงเดินก็ต้องกิน ต่อให้ไม่อร่อยก็ต้องกิน

"ใกล้แล้วลูก ใกล้แล้ว เห็นอยู่โน่นไง" เจียงชิวเหนียงก็เหนื่อยใช่เล่น แม้จะเป็นหญิงวัยสามสิบกว่า แต่เมื่อก่อนก็อยู่แต่ในเรือน ไม่ค่อยได้ออกแรง มาเดินมาราธอนแบบนี้ก็แทบแย่เหมือนกัน แต่พอเห็นจุดหมายรำไรก็ใจชื้นขึ้นมา

"เย้!" หลัวหว่านกับหลัวฝูเขย่งเท้าดู เห็นหมู่บ้านอยู่ไม่ไกลข้างหน้านั่นเอง ลงเนินนี้ไปก็น่าจะถึงแล้ว สองพี่น้องแท็กมือกันอย่างดีใจ แน่นอนว่าท่าทางนี้หลัวหว่านเป็นคนสอน หลัวฝูชอบมากเวลาได้แสดงความดีใจแบบนี้

"งั้นจะรออะไร ไปกันเถอะ" พอเห็นชัยชนะอยู่แค่เอื้อม ขาที่หนักอึ้งของหลัวหว่านก็เหมือนมีแรงฮึดขึ้นมา นางลุกขึ้นจูงมือน้องชายเตรียมจะวิ่งไปข้างหน้า แต่จู่ๆ ก็มีเสียงม้าดังมาจากด้านหลัง เจียงชิวเหนียงตกใจรีบดึงลูกทั้งสองหลบเข้าข้างทาง ไม่นานก็มีรถม้าหลายคันปรากฏในสายตา

"เอ๊ะ? นั่นแม่ทัพเซี่ยนี่นา" หลัวหว่านมองชายหนุ่มรูปงามที่ขี่ม้าตัวใหญ่ขนาบข้างรถม้าด้วยความแปลกใจ แล้วรีบก้มหน้าลง กลัวเขาจะจำหน้าได้ ในใจก็สงสัยว่าเขามาทำอะไรที่นี่ หรือว่าเขาจะเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันของนางเอกข้ามภพอย่างฉัน มาปรากฏตัวที่นี่เพื่อสานต่อบุพเพสันนิวาสพันลี้?

ถุยๆๆ! ตื่นค่ะหลัวหว่าน เลิกฝันกลางวันได้แล้ว ยังดูไม่ออกอีกเหรอว่าชีวิตข้ามภพของเธอเนี่ย มันฉีกทุกกฎเกณฑ์ จะมาหวังพล็อตน้ำเน่าเจ้าชายกับซินเดอเรลล่าอะไรตอนนี้ นึกว่าอ่านนิยายแจ่มใสอยู่หรือไง

นางด่าตัวเองในใจ คณะรถม้าเคลื่อนผ่านไปแล้ว หลัวหว่านก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก เจ็บใจนักที่แถวนี้ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้หลบ ส่วนเจียงชิวเหนียงใจจริงอยากจะเข้าไปขอบคุณ แต่พอมองดูสภาพตัวเองกับลูกสาว แล้วนึกถึงฐานะของเซี่ยชิงเฟิง ขืนเข้าไปตอนนี้คงเหมือนพวกมาตีสนิทขอเงินมากกว่าจะไปขอบคุณ เดี๋ยวเขาจะรังเกียจเอา เลยได้แต่ก้มหน้าหันข้างให้ มีแต่หลัวฝูที่ไม่รู้ประสีประสา มองดูขบวนรถม้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"ฝูเอ๋อร์ ก้มหน้าลง" เซี่ยชิงเฟิงเคยเห็นหน้าหลัวฝู หลัวหว่านกลัวน้องจะโดนจำได้ รีบกดหัวน้อยๆ นั่นลง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดังมาจากไม่ไกล "เอ๊ะ? เจ้านาย นั่นเหมือนเด็กผู้หญิงที่โดนรถม้าชนวันนั้นเลยขอรับ"

ไอ้บ้าเอ๊ย ใครมันปากโป้งวะ ไม่พูดไม่มีใครหาว่าเป็นใบ้หรอกนะโว้ย เรื่องแกล้งทิ้งตัวเนี่ยมันน่าอายจะตายชัก ยังจะมาตอกย้ำอีก นั่นมันรอยด่างพร้อยเดียวในชีวิตสองภพของฉันเลยนะ

หลัวหว่านกรีดร้องในใจ แต่เซี่ยชิงเฟิงฟังคำพูดของหลงหยวนแล้วก็แค่ปรายตามองมาแวบหนึ่ง เห็นเด็กชายยืนดีอยู่ แสดงว่าหายป่วยแล้ว เขาเลยไม่สนใจอีก เห็นท่าทีคนกลุ่มนั้นดูไม่อยากจะเสวนาด้วย เขาเลยมองตรงไปข้างหน้าแล้วผ่านเลยไป

กลับเป็นม่านรถม้าที่ถูกเลิกขึ้น สาวน้อยหน้าตาสดใสโผล่หน้าออกมาถามยิ้มๆ "อะไรนะ เด็กผู้หญิงที่โดนรถม้าชน? ท่านพี่มีเรื่องราวกับสาวๆ ด้วยเหรอ ไหนขอข้าดูหน้าหน่อยซิ"

"อย่าซน ใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้ว" เซี่ยชิงเฟิงดุน้องสาวเสียงเรียบ สาวน้อยแลบลิ้นปลิ้นตา แล้วหดหัวกลับเข้าไป

รอจนขบวนรถม้าผ่านไปจนลับสายตา หลัวหว่านถึงถอนหายใจโล่งอก เจียงชิวเหนียงถามด้วยความสงสัย "แปลกจริง ท่านแม่ทัพเซี่ยมาทำอะไรที่นี่ เขาควรจะอยู่ที่จวนอ๋องลู่ในเมืองหลวงไม่ใช่เหรอ"

"โธ่ ท่านแม่จะไปสนทำไม เขาไปรบตั้งสองสามปีเพิ่งได้กลับมา จะมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้านนอกบ้างไม่ได้หรือไง" หลัวหว่านกระชับห่อผ้าบนหลัง พูดอย่างมุ่งมั่น "เรามาเตรียมใจกันดีกว่า ถึงบ้านท่านยายแล้ว ด้วยนิสัยคนเห็นแก่เงินอย่างท่านลุงกับป้าสะใภ้ ศึกหนักรอเราอยู่ข้างหน้าแน่"

เจียงชิวเหนียงถอนหายใจ พอนึกถึงหน้าตาดูถูกเหยียดหยามของพี่ชายพี่สะใภ้ ใจก็เต้นตุ้มๆ ต่อมๆ

หมู่บ้านเซียงกั๋วเป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีประชากรหลายร้อยครัวเรือน ตำนานเล่าว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนที่นี่เคยให้กำเนิดเสนาบดี (เซียงกั๋ว) เลยได้ชื่อว่าหมู่บ้านเซียงกั๋ว ใช้ชื่อนี้มาหลายร้อยปี เปลี่ยนราชวงศ์ไปสองสามรอบ ชื่อหมู่บ้านก็ยังคงเดิม

ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้านมีบ้านหลังใหญ่ขนาดสองเรือนเชื่อมต่อกัน มีห้องหับรวมกว่ายี่สิบห้อง นี่คือบ้านเดิมของเจียงชิวเหนียง

ตอนนี้นางจิน ป้าสะใภ้ของหลัวหว่านกำลังนั่งนับเหรียญอีแปะในกล่องเงินอยู่บนเตียง จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากข้างนอก สาวใช้ตัวน้อยวิ่งเข้ามารายงานยิ้มแย้ม "นายหญิงเจ้าคะ คุณหนูรองกับหลานชายหลานสาวกลับมาแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้คนในหมู่บ้านรู้กันให้แซ่ด อีกเดี๋ยวคงถึงหน้าประตูบ้านเราแล้ว"

"เอ๊ะ? พวกนางกลับมามั่งมีศรีสุขเหมือนเดิมแล้วรึ" นางจินได้ยินดังนั้นก็ยิ้มหน้าบาน ลุกขึ้นเตรียมจะออกไปต้อนรับ แต่แล้วก็นึกอะไรขึ้นได้ ชะงักถามเสียงเครียด "เจ้าเห็นพวกนางหรือยัง น้องเขยกลับมาด้วยไหม นั่งรถม้าแบบไหนมา มีรถกี่คัน ใช้ม้ากี่ตัวลาก"

สาวใช้ชื่อเชวี่ยเอ๋อร์ได้ยินคำถามก็งง "ไม่เห็นน้องเขยนะเจ้าคะ ส่วนรถม้า... ม้าเมื้ออะไร... ไม่เห็นมีสักตัว นายหญิงถามทำไมเจ้าคะ"

"ว่าไงนะ" นางจินร้องเสียงหลง รอยยิ้มบนหน้าหายวับไปกับตา นั่งลงพูดเสียงเย็น "งั้นก็หมายความว่า แม่ลูกสามคนนั่นกลับมากันเองงั้นสิ?"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 11 - การเดินทางและผู้มาเยือน

คัดลอกลิงก์แล้ว