- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พลิกชะตาฟ้าดิน
- บทที่ 26 - ตามหาเซียน
บทที่ 26 - ตามหาเซียน
บทที่ 26 - ตามหาเซียน
บทที่ 26 - ตามหาเซียน
เมื่อฉางกงเหยียนมาถึงแม่น้ำสายใหญ่ที่เฟิงเลี่ยและเมิ่งเทียนเจิ้งเคยล่องเรือด้วยกัน เรือลำน้อยที่เคยลอยล่องอยู่กลางแม่น้ำกว้างนับพันลี้ได้หายไปแล้ว เหลือเพียงชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมตัวโคร่งยืนอยู่ริมฝั่ง เขากำลังโบกมือมาทางตน
"ท่านราชันย์เฟิงเลี่ย!"
เมื่อเห็นร่างของเฟิงเลี่ยชัดเจน ฉางกงเหยียนก็รีบก้าวยาวๆ เข้าไปหาทันที เขาพิจารณาสภาพของเฟิงเลี่ยอย่างละเอียด แล้วก็พบว่าราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ผู้ทรงพลังท่านนี้ดูเหมือนจะไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายจากการต่อสู้ ลมหายใจยังคงยาวนานและยิ่งใหญ่ดุจมหาสมุทร ร่างกายภายนอกไร้รอยขีดข่วน
"ท่านราชันย์เมิ่งจากไปแล้วหรือขอรับ" ฉางกงเหยียนทำความเคารพเฟิงเลี่ยอย่างจริงจัง หลังจากแน่ใจแล้วว่าข้างกายของเฟิงเลี่ยไม่มีใครอื่นอยู่ จึงเอ่ยปากถาม
"เขาก็มีธุระของเขานั่นแหละ อีกอย่างผ่านการต่อสู้ครั้งนั้นมา เราสองคนก็ได้รู้จักกันอย่างถ่องแท้แล้ว ก็ต้องแยกย้ายกันไปทำเรื่องของตัวเองสิ" เฟิงเลี่ยส่ายหน้า ในมือเขากำลังหมุนกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่เปล่งแสงระยิบระยับอยู่หลายชิ้น
"นี่คือ..." ฉางกงเหยียนสังเกตเห็นตำรากระดูกชุดใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในมือของเฟิงเลี่ย จึงอดถามไม่ได้
สายตาของเขาเฉียบคมมาก เพียงแวบเดียวก็ดูออกว่าตำรากระดูกในมือเฟิงเลี่ยล้วนแผ่รังสีแห่งมรรคที่น่าหวาดหวั่น แสงเซียนไหลเวียน แสงมารพวยพุ่ง ฉางกงเหยียนมั่นใจว่ากระดูกทุกชิ้นต้องมาจากสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง และวิชาที่บันทึกอยู่บนนั้นก็ต้องยอดเยี่ยมไร้คู่เปรียบ
"อ๋อ ไอ้นี่น่ะเหรอ พี่เมิ่งเขาให้เป็นของขวัญพบหน้าน่ะ มีวิชาสมบัติลับผีเสื้อปีศาจแยกสวรรค์กับวิชาสมบัติลับนกสวรรค์ แล้วก็คัมภีร์กับวิชาที่เซียนแท้จริงยุคเซียนโบราณทิ้งไว้อีกไม่กี่วิชา เขาบอกว่าฉันยังไม่คุ้นเคยกับวิชาในยุคปัจจุบัน ก็เลยให้มาลองศึกษาหาแนวทางดู" เฟิงเลี่ยชูกระดูกแห่งมรรคสีดำสนิทที่แผ่แสงมารแห่งความดับสูญชิ้นหนึ่งขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
ต้องยอมรับว่าการสั่งสมของเมิ่งเทียนเจิ้งในด้านนี้นั้นลึกล้ำจนน่ากลัว แถมเขายังใส่ใจจริงๆ วิชาสมบัติลับและวิชาเซียนที่มอบให้เฟิงเลี่ยล้วนเกี่ยวข้องกับวิถีแห่งความดับสูญ การสรรค์สร้าง และกาลเวลา ซึ่งจะช่วยให้เฟิงเลี่ยยืนยันวิถีของตนเองและแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก
"วิชาสมบัติลับหรือ ราชันย์เมิ่งให้มาเยอะขนาดนี้ อย่าบอกนะว่าเป็นวิชาสมบัติลับต้นกำเนิดของผีเสื้อปีศาจแยกสวรรค์กับเซียนโบราณเผ่านกสวรรค์" ฉางกงเหยียนรับตำรากระดูกจากมือเฟิงเลี่ยมาดู เพียงแค่กวาดตามองคร่าวๆ ก็สัมผัสได้ถึงความลึกล้ำและน่ากลัวของอักขระบนนั้น จนต้องร้องทักออกมา
"วิชาสมบัติลับต้นกำเนิด... ดูเหมือนจะชื่อนี้นะ นายอย่าไปดูเลย เดี๋ยวจะรับไม่ไหวเอา" เฟิงเลี่ยดึงตำรากระดูกกลับมาจากมือฉางกงเหยียน แล้วพยักหน้าเบาๆ ท่องยุทธภพมาตั้งกี่ปี วิชายุคเก่าแบบไหนบ้างที่เขาไม่เคยเห็น เขาไม่ได้สนใจวิชาเซียนวิเศษอะไรพวกนี้มากนักหรอก ลวดลายแห่งนภาที่สลักอยู่ในเมล็ดพันธุ์แห่งนภาของเขานั้นลึกล้ำกว่าของพวกนี้ตั้งเยอะ
"ก็ได้ขอรับ"
ฉางกงเหยียนเข้าใจดีว่าเฟิงเลี่ยหวังดี เขาแค่มองตามตำรากระดูกที่เฟิงเลี่ยเก็บไปอย่างเสียดายนิดหน่อย ก่อนจะปรับอารมณ์แล้วหันมาถามเฟิงเลี่ยอย่างจริงจัง
"ท่านราชันย์ บรรพชนของข้าบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่า ท่านกับท่านราชันย์เมิ่งล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดภายใต้วิถีเซียน ข้าสงสัยจริงๆ ว่าการต่อสู้เมื่อครู่นี้ ท่านกับท่านราชันย์เมิ่ง ใครเป็นผู้ชนะกันแน่"
ตราบใดที่มีการต่อสู้ ก็ย่อมต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะ ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งเป็นเช่นนั้น แม้ก่อนหน้านี้เมิ่งเทียนเจิ้งจะบอกว่าเป็นการประลองแลกเปลี่ยนความรู้ไม่แบ่งแพ้ชนะ แต่ผู้คนก็ยังอยากรู้อยู่ดีว่าใครกันแน่คือราชันย์ผู้ไร้เทียมทานที่สุดในวิถีมนุษย์
"แน่นอนว่าฉันชนะสิ ไม่อย่างนั้นพี่เมิ่งแกคงไม่รีบพูดดักคอว่าไม่แบ่งแพ้ชนะหรอก" เฟิงเลี่ยไม่มีความกดดันใดๆ กับผลการต่อสู้ครั้งนั้น เขาหัวเราะร่า "แต่พูดกันตามตรง ฉันก็แค่ชนะเมิ่งเทียนเจิ้งในสภาพนั้นได้แค่ครึ่งกระบวนท่าเท่านั้นแหละ ก็เลยไม่ได้พูดอะไรมาก"
"แม้แต่ท่านราชันย์เมิ่งที่เกือบจะกลายเป็นเซียน ก็ยังเทียบท่านราชันย์เฟิงเลี่ยไม่ได้หรือนี่" เห็นเฟิงเลี่ยดูผ่อนคลาย ฉางกงเหยียนก็อดกำหมัดด้วยความตื่นเต้นไม่ได้
"ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก เขายังมีร่างกายบางส่วนที่ยังอยู่ในระหว่างนิพพาน ถ้าเขาฝืนออกมาด้วยร่างที่สมบูรณ์แบบโดยไม่ใช้เมล็ดพันธุ์แห่งมรรค ฉันก็อาจจะไม่ชนะครึ่งกระบวนท่านั้น หรือเผลอๆ อาจจะโดนกดดันกลับครึ่งกระบวนท่าก็ได้"
เฟิงเลี่ยยิ้ม พลางสังเกตเห็นว่าฉางกงเหยียนทำหน้างงๆ เหมือนไม่ค่อยเข้าใจ จึงเสริมว่า "ฟังไม่รู้เรื่องน่ะดีแล้ว อย่าเอาไปป่าวประกาศที่ไหนล่ะ ฉันเห็นนายเป็นคนกันเองถึงได้บอกความลับว่าเมิ่งเทียนเจิ้งแพ้ฉันครึ่งกระบวนท่า ถ้านายเอาเรื่องนี้ไปพูดข้างนอก ก็เท่ากับหักหน้าราชันย์ระดับสุดยอดคนหนึ่งเชียวนะ"
"ท่านวางใจได้ ข้าเข้าใจดี"
ไม่ต้องให้เฟิงเลี่ยเตือน ฉางกงเหยียนก็รู้ดีว่าเรื่องที่ได้ยินวันนี้ต้องเหยียบให้มิดจมดิน ไม่อย่างนั้นต่อให้เมิ่งเทียนเจิ้งกับเฟิงเลี่ยไม่ถือสา ก็อาจจะนำความเดือดร้อนมาให้ตัวเองได้
ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน ฉางกงเหยียนเงยหน้าขึ้นก็พบว่าเฟิงเลี่ยลอยตัวขึ้นไปบนฟ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ โดยไม่ต้องใช้พลังเวทหรือวิชาโบราณใดๆ เพียงชั่วพริบตาเขาก็ขึ้นไปอยู่บนความว่างเปล่าสูงหมื่นจาง เมื่อมองออกไปไกลๆ ก็เห็นดวงตะวันอันร้อนแรงกำลังโผล่พ้นขอบฟ้า สาดแสงและคววามร้อนที่อบอุ่น ทำให้หัวใจของเฟิงเลี่ยอบอุ่นตามไปด้วย
"ได้เวลาพาตัวเข้าไปอยู่ในยุคสมัยแล้วสินะ"
เสียงของเขาไม่ดังนัก นอกจากตัวเฟิงเลี่ยเอง ก็มีเพียงฉางกงเหยียนที่รีบกางปีกอักขระบินตามขึ้นมาเท่านั้นที่ได้ยินชัดเจน ซึ่งทำให้ฉางกงเหยียนรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย จึงกระซิบถาม "ท่านราชันย์ ท่านจะทำการณ์ใหญ่หรือขอรับ"
เขาเชื่อมั่นว่าคำพูดที่ว่าจะพาตัวเข้าไปอยู่ในยุคสมัยของเฟิงเลี่ย ย่อมหมายความว่าราชันย์ผู้ทรงพลังท่านนี้กำลังจะก่อการบางอย่าง แม้จะไม่รู้ว่าจะทำอะไร แต่เขาก็อดตื่นเต้นไม่ได้
"ฉันจะไปตามหาเซียน" เฟิงเลี่ยหันกลับมา ตบไหล่ฉางกงเหยียนเบาๆ แล้วตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ตามหาเซียน" คำตอบของเฟิงเลี่ยทำให้ฉางกงเหยียนประหลาดใจ เขาพยายามตีความหมายของคำพูดนั้น แต่ก็ยังไม่เข้าใจความหมายของการตามหาเซียนที่ว่า
"ตามหาเซียน ความหมายตามตัวอักษรเลย คือตามหาเซียนของตัวเอง เพื่อก้าวเดินสู่หนทางแห่งการเป็นเซียน" เฟิงเลี่ยพาฉางกงเหยียนก้าวเดินในความว่างเปล่า เพียงชั่วอึดใจก็มาถึงเหนืออาณาจักรโบราณฉางกง
"อีกความหมายหนึ่ง คือการตามหาเซียนแห่งฟ้าดิน ในโลกใบนี้เคยมีเซียนและราชาเซียนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพวกเขาหรืออดีตของพวกเขา ฉันจะออกตามหาทั้งหมด ช่วยเหลือผู้ที่มีหวังจะหวนคืน ฝังร่างผู้ที่ดับสูญ ตามหาผู้สืบทอด นี่แหละคือการตามหาเซียนของฉัน"
"ปณิธานของท่านราชันย์เฟิงเลี่ยช่างยิ่งใหญ่จริงๆ"
ความว่างเปล่าสั่นไหว ร่างของราชันย์ฉี่เฉินปรากฏขึ้นตรงหน้าเฟิงเลี่ย หลังจากได้เห็นการต่อสู้ระหว่างเฟิงเลี่ยกับเมิ่งเทียนเจิ้งกับตาตัวเอง ท่าทีของราชันย์เฒ่าผู้ย่างเข้าสู่วัยชราที่มีต่อเฟิงเลี่ยก็ดูเคารพยำเกรงยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
"ก็แค่อยากจะออกไปเดินเล่น ดูทิวทัศน์ที่ไกลออกไปเท่านั้นแหละ" เฟิงเลี่ยส่ายหน้า แล้วหันไปพูดกับฉางกงเหยียน
"สิ่งที่ฉันยังห่วงอยู่นิดหน่อย ก็คือนายนั่นแหละ ผู้สืบทอดเมล็ดพันธุ์แห่งมรรคของฉัน ตัดสินใจได้หรือยัง ว่าจะฝึกตนในชาตินี้ หรือจะรอไปอีกชาติ รอให้ดอกไม้แห่งเซียนเบ่งบานเป็นครั้งที่สามพันแล้วค่อยออกมา"
ตามเส้นทางชะตาลิขิตที่เฟิงเลี่ยรู้มา ฉางกงเหยียนจะออกมาตอนที่ดอกไม้แห่งเซียนบานครั้งที่สามพัน ซึ่งตอนนั้นในฐานะราชันย์สี่มงกุฎ แม้เขาจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น แต่ก็จัดอยู่ในกลุ่มหัวกะทิแน่นอน แถมยังได้เป็นเพื่อนสนิทกับสือฮ่าวในวัยหนุ่ม ก่อนจะค่อยๆ กลายเป็นตัวประกอบถาวรในต้นฉบับ
"ข้าเลือกที่จะเริ่มฝึกตนในชาตินี้ ไม่ขอรอวาสนาในยุคเซียนโบราณอะไรนั่นแล้ว"
ครั้งนี้ฉางกงเหยียนลังเลอยู่เพียงชั่วแวบเดียว ก่อนจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด เขาโค้งคำนับเฟิงเลี่ยอย่างนอบน้อม แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่น
ล้อเล่นหรือไง ในแดนเซียนโบราณจะมีวาสนาอะไรที่ท้าทายสวรรค์ไปกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งนภาระดับสุดยอดแบบนี้อีก ต่อให้มี ฉางกงเหยียนก็ไม่คิดว่าตัวเองจะคว้ามาได้ สู้เอาเวลาหลายแสนปีที่จะต้องรอคอยความหวังลมๆ แล้งๆ มาเกาะขาเฟิงเลี่ยให้แน่นๆ เพื่อเดิมพันกับอนาคตที่ไกลกว่าเดิมดีกว่า
"ดี ดีมาก" คำตอบของฉางกงเหยียนทำให้เฟิงเลี่ยพอใจ เขาใช้มือข้างเดียววางบนไหล่ของฉางกงเหยียนแล้วกระตุ้นเบาๆ แสงสีเขียวสดใสก็สว่างวาบขึ้นมาจากตัวของฉางกงเหยียน
เห็นฉางกงเหยียนดูตื่นตระหนกเล็กน้อย เฟิงเลี่ยจึงพูดเสียงต่ำ "อย่าต่อต้าน ยอมรับมัน แล้วค่อยๆ สัมผัสพลังนี้ให้ดี ฉันจะแสดงวิถีแห่งนภาของฉันให้นายดู อนาคตจะเดินไปได้ไกลแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวนายแล้ว"
[จบแล้ว]