- หน้าแรก
- กำเนิดราชันย์วิญญาณศักดิ์สิทธิ์ พลิกชะตาฟ้าดิน
- บทที่ 5 - โอสถเซียน
บทที่ 5 - โอสถเซียน
บทที่ 5 - โอสถเซียน
บทที่ 5 - โอสถเซียน
"เป็นไง? ได้ยินความจริงของโลกใบนี้ครั้งแรก รับยากหน่อยใช่ไหม?"
ผ่านทางธนูหิน เฟิงเลี่ยจ้องมองฉางกงเหยียน อัจฉริยะรุ่นเยาว์ผู้นี้ คำพูดแฝงไปด้วยรอยยิ้มจางๆ
"เหมือนโดนฟ้าผ่ากลางกบาล" ฉางกงเหยียนตอบตามตรง วินาทีนี้เขาถึงได้สัมผัสถึงคลื่นลมที่เชี่ยวกรากที่เรียกว่ายุคสมัย ส่วนตัวเขาเป็นเหมือนฝุ่นผงเม็ดหนึ่งในคลื่นลมนั้น ความรู้สึกไร้พลังและต้อยต่ำทำให้เขาแทบขาดใจ
แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ปล่อยวางจากความตกตะลึงครั้งแรกได้ ด้วยวิสัยทัศน์ของเขา ย่อมรู้ดีว่าการได้รับรู้ข่าวสารเช่นนี้ในระดับผู้ทรงศักดิ์ไม่ใช่เรื่องแย่ นี่คือหนึ่งในข้อดีของการได้รู้จักกับสิ่งมีชีวิตระดับราชันย์ที่มีชีวิตอยู่อย่างเฟิงเลี่ย การได้ยืนบนไหล่ยักษ์ทำให้เขามองเห็นสิ่งที่เคยไม่เห็นมากมาย
"ดีมาก มองให้เห็นความจริง ยอมรับความจริง เปลี่ยนแปลงความจริง ทุกคนใช้ทั้งชีวิตทำซ้ำเรื่องพวกนี้ไม่หยุดหย่อน" น้ำเสียงของเฟิงเลี่ยแฝงแววชื่นชมและยืนยัน "ไปเถอะ ตามข้าไปเดินเล่นหน่อย ในโลกโบราณแห่งนี้มีสถานที่บางแห่งที่ถ้าไม่ไปดูด้วยตัวเองคงน่าเสียดายแย่"
"วูบ!"
พูดจบ ฉางกงเหยียนก็รู้สึกว่าธนูหินคู่กายสั่นไหวเบาๆ ตัวธนูระเบิดพลังอันน่าตื่นตะลึงออกมา ทันใดนั้นสะพานเทพสีเขียวทองก็ทอดตัวออกมาจากใต้เท้าของฉางกงเหยียน บนตัวสะพานมีอักขระระยิบระยับนับไม่ถ้วนส่องแสงวูบวาบราวกับกำลังหายใจ ดูเหมือนจะเชื่อมต่ออดีตและอนาคตเข้าด้วยกัน
"ท่านจะไปที่ไหน?" สิ่งที่เฟิงเลี่ยพูด ฉางกงเหยียนย่อมเข้าใจดี สถานที่ที่ดึงดูดราชันย์ผู้ทรงพลังท่านนี้ให้ไปเยือนด้วยตัวเองได้ย่อมไม่ธรรมดา เขามองสะพานเทพที่ดูเหมือนจะทอดไปไกลไร้ที่สิ้นสุดอย่างเหม่อลอยแล้วอดถามไม่ได้
"ไปถึงเดี๋ยวก็รู้"
ได้ยินดังนั้น ฉางกงเหยียนไม่ลังเลอีกต่อไป เขายืนบนสะพานเทพ เพียงก้าวเดียวก็รู้สึกว่ากาลเวลาและมิติทั่วทั้งบริเวณพลิกคว่ำอยู่ใต้เท้า ฟ้าดินกลับตาลปัตร ดูเหมือนจะข้ามผ่านระยะทางอันไร้ที่สิ้นสุด แต่เขาไม่กล้าหยุด ก้าวเดินบนสะพานเทพอีกครั้ง ความรู้สึกฟ้าดินกลับตาลปัตรนั้นทำให้ฉางกงเหยียนขนลุก แต่ก็เคลิบเคลิ้มไปกับความผันผวนของมิติเวลาอันยอดเยี่ยมนี้อย่างยิ่ง
เขาก้าวเดินบนสะพานเทพสีเขียวทองนี้ทั้งหมดเจ็ดก้าว แต่เพียงแค่เจ็ดก้าวนี้ ฉางกงเหยียนกลับรู้สึกเหมือนข้ามผ่านโลกเซียนโบราณไปทั้งใบ ความรู้สึกที่ตะวันจันทราและฟ้าดินอยู่ใต้ฝ่าเท้านั้นช่างน่าหลงใหลเกินไป ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเข้าสู่การรู้แจ้งในระดับลึก
"วิชาโบราณนี้คือ..."
ครู่ต่อมา ฉางกงเหยียนถึงได้ตื่นจากภวังค์กึ่งรู้แจ้ง เขาไม่เคยได้ยินวิชาโบราณที่เหลือเชื่อขนาดนี้มาก่อน ไม่ว่าจะในยุคเซียนโบราณหรือยุคปัจจุบัน เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
"แค่สะพานทองคำข้ามมิติ พอตบะถึงจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์ เจ้าไม่ต้องเรียนก็ทำเป็นเอง" คำพูดเรียบง่ายของเฟิงเลี่ยทำเอาฉางกงเหยียนพูดไม่ออก จุดสูงสุดของวิถีมนุษย์มองอีกมุมก็คือหน้าประตูแห่งเซียน ถ้าเขามีตบะขนาดนั้น จะต้องมาจนปัญญาขนาดนี้เหรอ?
"วิชาเล็กน้อย เจ้าเป็นผู้ครอบครองเมล็ดพันธุ์แห่งนภารุ่นแรก ถือเป็นคนกันเอง ไว้ในอนาคตข้าว่าง จะสอนวิชาที่ดีกว่านี้ให้" เฟิงเลี่ยหัวเราะ คำพูดนี้ไม่ได้โม้ การบรรลุจุดสูงสุดของวิถีมนุษย์ด้วยมรรควิถีที่ต่างกันถึงสองชาติ การสั่งสมในระดับนี้ของเขาถือว่าลึกล้ำมาก การถ่ายทอดวิชาระดับราชันย์ให้ฉางกงเหยียนสักไม่กี่กระบวนท่าไม่ใช่เรื่องยากเลย
พูดจบ เขาก็สั่นธนูหินเบาๆ เร่งให้ฉางกงเหยียนเดินไปยังส่วนลึกของจุดหมาย
"ที่นี่คือ..." จนถึงตอนนี้ ฉางกงเหยียนถึงมีเวลาสังเกตโลกใบนี้อย่างจริงจัง เห็นเพียงว่าบนโลกโบราณอันกว้างใหญ่นี้ เต็มไปด้วยไม้เทพหญ้าวิเศษและดอกไม้แปลกตาที่เขียวชอุ่ม พลังชีวิตพลุ่งพล่าน แสงเซียนกระเพื่อมไหว ราวกับดินแดนเซียนนอกโลก
"ส่วนหนึ่งของสวนสมุนไพรในยุคเซียนโบราณ แม้จะถูกตีจนเสียหายในสงครามครั้งนั้น แต่ก็ยังล้ำค่ามหาศาล"
ธนูหินสั่นไหว ฉางกงเหยียนเห็นละอองแสงจางๆ ลอยขึ้นมาจากมัน รวมตัวกันเบื้องหน้าเขาเป็นชายหนุ่มสวมชุดคลุมตัวหลวม ใบหน้าเรียบเฉยแต่ทรงอำนาจ เป็นรูปลักษณ์ของเฟิงเลี่ยนั่นเอง
"โอสถเซียนเต่าขาวแบกเซียนอยู่หรือไม่? เฟิงเลี่ยแห่งนภามาเยือน ขอเชิญมาสนทนา"
แม้จะเป็นเพียงร่างจำแลงที่เกิดจากการรวมตัวของเศษเสี้ยวจิตวิญญาณ แต่น้ำเสียงของเฟิงเลี่ยยังคงหนักแน่นและลึกซึ้งดั่งท้องนฟ้า ทุกคำพูดสามารถทำให้สวนสมุนไพรโบราณทั้งแห่งสั่นสะเทือน แต่กลับไม่ทำร้ายไม้โบราณและดอกไม้เทพแม้แต่ต้นเดียว
"โอสถเซียนเต่าขาวแบกเซียน?" ยืนอยู่ข้างหลังเฟิงเลี่ย สีหน้าของฉางกงเหยียนเริ่มเก็บอาการไม่อยู่แล้ว เคยได้ยินมานานว่าในแดนเซียนโบราณมีโอสถเซียนของจริงอยู่ วันนี้ถึงกับได้มาเยือนสวนสมุนไพรโบราณที่โอสถเซียนหยั่งราก นี่มันเกินจินตนาการจริงๆ
เขากวาดตามองรอบๆ ลองสัมผัสอย่างละเอียด แต่กลับไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งมรรคเซียนใดๆ ในสวนสมุนไพรโบราณแห่งนี้เลย ซึ่งทำให้เขารู้สึกจนใจ ระดับชีวิตที่ไม่เพียงพอทำให้เขาพลาดสิ่งมหัศจรรย์ไปมากมายจริงๆ
"วูบ!"
ครู่ต่อมา จากส่วนลึกของสวนสมุนไพรที่ลึกล้ำและอุดมสมบูรณ์ จู่ๆ ก็มีแสงสีดำอันงดงามพุ่งมาจากไกลๆ เพียงชั่วหายใจ ก็พาเอากลิ่นหอมของยาที่ชวนให้สดชื่นมาถึงตรงหน้าเฟิงเลี่ยทั้งสอง กลายร่างเป็นโอสถเทพสีดำทมิฬทั้งต้น ทำความเคารพเฟิงเลี่ยอย่างนอบน้อม
"คารวะวิญญาณแห่งเมล็ดพันธุ์เซียนผู้สูงส่ง!"
นี่คือโอสถเทพโบราณสีดำสนิท ลำต้นของมันราวกับหล่อขึ้นจากทองคำดำที่บริสุทธิ์ที่สุด มีเก้าใบ แต่ละใบงดงามและสะดุดตาราวกับขนของนกฟีนิกซ์แท้จริง ทำให้โอสถเทพทั้งต้นดูเหมือนนกฟีนิกซ์ดำที่กำลังจะกางปีกบิน
"นี่คือ... โอสถเทพทองคำดำในตำนาน!" ด้านหลังเฟิงเลี่ย ฉางกงเหยียนจำที่มาของโอสถเทพต้นนี้ได้ทันที โอสถเทพที่มีชื่อเสียงในโลกเขาล้วนเคยศึกษามา อย่างเช่นโอสถเทพทองคำดำตรงหน้านี้ ของสิ่งนี้ถ้าเอาไปโลกภายนอกรับรองว่าเป็นโอสถล้ำค่าระดับรากฐานของสำนักระดับสูงสุดส่วนใหญ่ สำนักเทียนเซียนก็มีโอสถเทพทระดับรากฐานในระดับเดียวกันอยู่หนึ่งต้น แต่ตอนนี้มันกลับทำหน้าที่เป็นเด็กเฝ้าประตู
"โอสถเซียนอยู่หรือไม่?"
เฟิงเลี่ยก็จ้องมองโอสถเทพต้นนี้อย่างสนใจ ในโลกยุคหลังมีโอสถเทพอมตะสามสิบหกชนิด โอสถเทพทองคำดำนี้ไม่อยู่ในรายชื่อนั้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เขารู้สึกแปลกใหม่ จนอดมองเพิ่มอีกหลายตาไม่ได้
"เรียนวิญญาณแห่งเมล็ดพันธุ์เซียนผู้สูงส่ง นายท่านของข้ากำลังรออยู่ที่ส่วนลึกของสวนสมุนไพร เชิญตามข้ามา!"
ถูกเฟิงเลี่ยจ้องมองตรงๆ แบบนี้ โอสถเทพทองคำดำกลับไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด ในฐานะวิญญาณที่เกิดจากธรรมชาติเหมือนกัน โอสถเทพไม่ได้เกรงกลัววิญญาณศักดิ์สิทธิ์ กลับมีความรู้สึกสนิทสนมที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทำให้โอสถเทพทองคำดำแสดงลำต้นและแผ่ลักษณ์เทพของตนต่อหน้าเฟิงเลี่ยอย่างเปิดเผย
ภายใต้การนำทางของโอสถเทพทองคำดำ สองคนกับหนึ่งโอสถเคลื่อนที่ผ่านสวนสมุนไพรโบราณแห่งนี้อย่างรวดเร็ว ฉางกงเหยียนสังเกตเห็นว่า สวนสมุนไพรโบราณที่ดูธรรมดานี้กลับเต็มไปด้วยค่ายกลโบราณยุบยับ อย่างอ่อนก็มีพลังระดับเจ้าสำนัก อย่างเก่งถึงขั้นดึงดูดสายตาของเฟิงเลี่ยให้หยุดดูได้
เขาเข้าใจว่าค่ายกลเหล่านี้คือสาเหตุที่โอสถเทพทองคำดำหรือแม้แต่โอสถเซียนที่อยู่เบื้องหลังสามารถหยั่งรากในสวนสมุนไพรโบราณแห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย ในใจอดทอดถอนใจไม่ได้ว่าสิ่งมีชีวิตอย่างโอสถเทพนั้นไม่ง่ายเลย ระดับชั้นที่สูงส่งไม่ได้นำมาซึ่งพลังต่อสู้ที่คู่ควร หากก้าวออกไปสู่โลกภายนอก แม้แต่ชะตาชีวิตของตัวเองก็คงยากจะควบคุม
ไม่นาน ทั้งคณะก็ผ่านการขัดขวางของค่ายกลห้ามกว่าร้อยชั้น ฝ่าม่านหมอกและอุปสรรคทั้งหมด มาถึงโลกใบเล็กที่มีแสงเซียนระยิบระยับ ในโลกใบเล็กมีทะเลสาบเทพที่เปล่งแสงห้าสี และรอบทะเลสาบเทพก็มีดอกไม้แปลกตาหญ้าวิเศษมากมายกำลังเบ่งบาน ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง กลิ่นยาหลากหลายรูปแบบทั้งเข้มข้นและจางๆ ลอยอวลไปทั่วโลกใบเล็ก
เฟิงเลี่ยแปลกใจ เพราะในโลกใบเล็กที่ดูธรรมดานี้กลับมีไม้แห่งจิตวิญญาณและดอกไม้วิเศษระดับโอสถเทพหยั่งรากอยู่อีกสองต้น อย่าว่าแต่ในแดนเซียนโบราณเลย แม้แต่ในโลกภายนอกก็หาดูได้ยาก
"เจ้ามาแล้วรึ วิญญาณแห่งเมล็ดพันธุ์เซียนเกิดใหม่"
ขณะที่เขากำลังเหม่อลอยเล็กน้อย บนทะเลสาบเล็กๆ สีสันสดใส จู่ๆ ก็มีเสียงทุ้มต่ำดังมาจากไกลๆ เพียงพริบตาก็มาถึงเบื้องหน้าเฟิงเลี่ย แล้วพยักหน้าให้เขา
เฟิงเลี่ยหรี่ตา นี่คือพืชที่ไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง สูงไม่เกินหนึ่งฟุต สีขาวราวหิมะทั้งต้น มีหมอกแสงห้อมล้อม ตัวยาสาดละอองแสงออกมาเป็นระยะ ดูหลุดพ้นจากโลกีย์
"เจ้าก็คือเต่าขาวแบกเซียน?"
เขาถามเสียงเบา ความจริงไม่ต้องถาม ชื่อของโอสถแก่ต้นนี้กับรูปลักษณ์ของมันเข้ากันเกินไป เป็นรูปลักษณ์ของเต่าแก่สีขาวบริสุทธิ์แบกนางเซียนชุดขาวไว้จริงๆ ถ้าไม่ใช่เพราะใต้เท้าเต่าแก่มีราก และปลายนิ้วของนางเซียนมีใบไม้วิเศษ ก็ดูไม่เหมือนพืชเลยสักนิด
"คือข้าเอง" ในโอสถเต่าขาวแบกเซียน เต่าแก่สีขาวกับนางเซียนบนหลังพยักหน้าพร้อมกัน เต่าแก่เป็นผู้เอ่ยปาก
"เมล็ดพันธุ์เซียนฟูมฟักวิญญาณ ตามความทรงจำเลือนรางของข้า ตัวอย่างแบบเจ้าแม้ในยุคเซียนโบราณก็มีไม่เกินห้าราย ไม่ธรรมดาจริงๆ"
"เพียงแต่ วิญญาณแห่งเมล็ดพันธุ์เซียนดูเหมือนจะสามารถรวมมรรคผลเป็นเซียนได้ทันทีที่ถือกำเนิด ข้าดูแล้วเจ้าก็ไม่ได้ถูกใครขัดจังหวะ เหตุใดจึงยังวนเวียนอยู่ในวิถีมนุษย์?"
ดูออกว่าโอสถเต่าขาวแบกเซียนไม่มีเจตนาร้ายต่อเฟิงเลี่ย กลับมีความห่วงใยของผู้อาวุโสที่มองดูรุ่นน้อง ใส่ใจสถานะของเฟิงเลี่ยมาก
"ข้ายุติกระบวนการรวมเมล็ดพันธุ์แห่งมรรคด้วยตัวเอง" เฟิงเลี่ยยิ้ม นั่งขัดสมาธิลงบนพื้นดินอันอุดมสมบูรณ์อย่างคุ้นเคย แล้วเสกแท่นเทพขึ้นมารองรับโอสถเต่าขาวแบกเซียนให้ลอยขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาเดียวกัน
"ผ่านสงครามครั้งนั้นมา ท่านคงรู้ว่าหนทางการเป็นเซียนด้วยการรวมเมล็ดพันธุ์เซียนโดยตรงนั้นมีจุดอ่อนซ่อนอยู่ ดังนั้นข้าจึงตัดเส้นทางนั้นทิ้ง แล้วใช้ร่างราชันย์ค้นหาหนทางเซียนของตัวเอง นี่คือทางเลือกของข้า"
[จบแล้ว]