- หน้าแรก
- ไปเป็นเกษตรกรในแดนเถื่อน
- บทที่ 42 อัลฟัลฟาไฟเขียว
บทที่ 42 อัลฟัลฟาไฟเขียว
บทที่ 42 อัลฟัลฟาไฟเขียว
บทที่ 42 อัลฟัลฟาไฟเขียว
ถานจวินเจี๋ยไม่ได้พูดถึงเรื่องจ้าวชงอีก แต่หันมาเจรจาขอแลกเปลี่ยนเสบียงกับเซี่ยชิงแทน "ผมขอแลกยอดเซียงชุนอีกรอบได้ไหมครับ? ใช้กับน้ำมันดีเซล อัตราแลกเปลี่ยนน้ำมันหนึ่งลิตรต่อเซียงชุนหนึ่งชั่ง"
เซี่ยชิงมั่นใจว่าถานจวินเจี๋ยไม่รู้เรื่องการซื้อขายระหว่างเธอกับทีมชิงหลง ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เสนอเงื่อนไขแลกเปลี่ยนแบบนี้ เงื่อนไขที่ถานจวินเจี๋ยเสนอมาสมเหตุสมผลมาก เซี่ยชิงย่อมตอบตกลง "ได้ค่ะ ผู้กองถานอยากแลกสักกี่ชั่งคะ?"
ถานจวินเจี๋ยตอบ "อีกครึ่งเดือนยอดเซียงชุนคงไม่อร่อยแล้ว ผมเลยอยากแลกมาตุนไว้เยอะหน่อย คุณมีขายให้เท่าไหร่ครับ?"
เซี่ยชิงเองก็ไม่แน่ใจ "ตอนนี้ยอดที่เก็บได้ยังมีไม่มาก รออีกสักสองสามวันฉันเก็บได้เท่าไหร่ก็แลกเท่านั้นแล้วกันค่ะ"
พอนึกถึงลูกสาว รอยยิ้มของถานจวินเจี๋ยก็อ่อนโยนขึ้น น้ำเสียงก็นุ่มนวลตามไปด้วย "ได้ครับ ถึงตอนนั้นผมจะเอาตาชั่งมือถือกับน้ำมันไปแลกที่หน้างาน"
"ตกลงค่ะ" เซี่ยชิงรับคำอย่างกระฉับกระเฉง เธอไม่ขาดแคลนยอดเซียงชุน แต่น้ำมันดีเซลยิ่งมีเยอะยิ่งดี
เงียบไปไม่กี่วินาที ถานจวินเจี๋ยก็อดเตือนเซี่ยชิงไม่ได้ "อย่าหักจนโกร๋นนะครับ"
เซี่ยชิงผู้ไม่มีประสบการณ์ปลูกต้นไม้เงียบไปอึดใจหนึ่ง "ถ้าหักจนโกร๋น ต้นไม้จะตายเหรอคะ?"
ในข้อมูลการเพาะปลูกที่เธอรวบรวมมา ไม่มีส่วนไหนแนะนำเทคนิคการปลูกต้นเซียงชุนเลย แม้แต่ใน "สารานุกรมการเพาะปลูก" ที่ฐานแจกให้ก็ไม่มี
ถานจวินเจี๋ยเงียบไปนานกว่าเดิม "รอผมตรวจสอบแน่ใจแล้วจะมาตอบคุณอีกที"
จางซานรีบแทรกขึ้นมาทันที "จ้าวเจ๋อ ฉันเอาหญ้าอัลฟัลฟาไฟเขียวยี่สิบต้น เครื่องอบแห้งกับเครื่องซีลสุญญากาศ นายเลือกเอาอย่างหนึ่ง"
เจ้าหัวสุนัขทังหวายทำตัวลีบหายไปจากการสนทนา การพูดคุยของเหล่าเจ้าของที่ดินวันนี้จึงจบลงเพียงเท่านี้ เซี่ยชิงปิดวิทยุสื่อสาร แล้วเริ่มศึกษาพืชกินได้ที่พบในที่ดินรอบๆ
ฟังมาหลายวัน เซี่ยชิงเริ่มชินชาแล้ว เธอปิดวิทยุแล้วเปิดฟังข่าวตามปกติ ไม่ผิดคาด คืนนี้ในช่องสื่อสารเงียบกริบไม่มีใครจ้อแจ้
ผักทั่วไปที่เคยเห็นก่อนยุคภัยพิบัติ ถ้าไม่เป็นพืชที่อ่อนแอเกินไป ก็มักจะถูกนกและแมลงทำลายผลและลำต้นจนไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ผ่านภัยพิบัติมาสิบปี การจะหาพวกมันเจอในที่ดินคงเป็นเรื่องยาก
จากการพูดคุยในช่องเจ้าของที่ดินตลอดครึ่งเดือนมานี้ เซี่ยชิงมั่นใจว่าฉีฟู่เตรียมตัวมาอย่างดีสำหรับการออกมาทำเกษตรนอกเขตปลอดภัย ไม่รู้ว่าเขามีวัสดุก่อสร้างตุนไว้เยอะไหม ถ้ามีเยอะ เซี่ยชิงอยากจะขอแลกปูนขาวกันแมลงมาทาสนังห้องสักหน่อย
กระเทียม กุยช่าย ถั่วลิสง ขิง และแก่นตะวัน ล้วนขยายพันธุ์ด้วยรากหรือหัวในดิน จึงยังพอหลงเหลืออยู่บ้างหลังผ่านไปสิบปี หญ้าอัลฟัลฟาเป็นพืชล้มลุกหลายปี ให้เมล็ดเยอะและเลี้ยงง่าย ส่วนปวยเล้งกับต้นหอมมีวงจรชีวิตสั้น ให้เมล็ดดกและปลูกง่าย จึงยังรอดมาได้เช่นกัน
ฉีฟู่ที่ปกติกระตือรือร้นเรื่องเพาะปลูกไม่ได้พูดอะไร ควนชิ่งเวยจึงเป็นฝ่ายถามขึ้นมา "พี่สาม กุยช่ายไฟเขียวสามขีดพอเป็นค่ามัดจำไหม? รอให้รุ่นต่อไปโตแล้วผมค่อยเอามาจ่ายเพิ่มอีกสองขีด กุยช่ายที่เหลือใช้เป็นมัดจำลูกแมวได้ไหม?"
คืนนั้น เซี่ยชิงได้รับข้อความตอบกลับที่ชัดเจนจากถานจวินเจี๋ย: "ยอดรุ่นแรกที่งอกตรงปลายกิ่งสามารถตัดได้ทั้งหมด แต่ยอดข้างที่งอกหลังจากเก็บเกี่ยวยอดรุ่นแรกเรียกว่ายอดรุ่นสอง ไม่ควรตัดจนหมด ต้องเหลือใบไว้ที่โคนกิ่งสักสองสามใบเพื่อเป็นกิ่งเลี้ยงอาหาร ช่วยฟื้นฟูต้น"
จางซานตอบเสียงเนือยๆ "กุยช่ายครึ่งชั่งเป็นมัดจำสำหรับเครื่องสองอย่าง ส่วนแมวของฉัน ต่อให้มันคลอดลูกตัวที่สามออกมาได้ ฉันก็ไม่ขายให้พ่อค้าคนกลาง"
"คุณเซี่ย ต้องการให้เราส่งคนไปจับตาดูที่ดินหมายเลข 4 ไหมครับ?"
เซี่ยชิงกดปุ่มตอบกลับอย่างเย็นชา "อยู่ค่ะ"
ทำไมตาคนนี้ถึงมีเครื่องจักรเยอะขนาดนี้? หรือเขาจะไม่ได้เก่งแค่ปรุงยา แต่ยังประดิษฐ์เครื่องจักรเป็นด้วย? เซี่ยชิงจดข้อสังเกตนี้ลงในสมุดบันทึก
เครื่องอบแห้งและเครื่องซีลอาหารเป็นที่ต้องการของทุกที่ดิน จ้าวเจ๋อบอกว่าเขาเหลืออัลฟัลฟาแค่แปดต้น แต่ความน่าเชื่อถือต่ำมาก
จางซานตอบกลับอย่างเกียจคร้าน "มัดจำเครื่องสองอย่างต้องใช้อัลฟัลฟาหนึ่งชั่ง ฉันเหลือเครื่องอบแห้งหนึ่งเครื่องกับเครื่องซีลสุญญากาศหนึ่งเครื่อง มีใครจะเอาไหม? ฉันรับแลกแค่พืชไฟเขียว ถ้าไม่มี ฉันจะส่งกลับไปแลกของกินในเขตปลอดภัยแล้ว"
ยังมีอีกจุดที่เซี่ยชิงสะดุดใจ คือคำว่า "ตัด" ที่ถานจวินเจี๋ยใช้ ครั้งก่อนที่เซี่ยชิงแลกยอดเซียงชุนให้เขา เธอใช้วิธี "หัก" ด้วยมือ ด้วยนิสัยละเอียดรอบคอบของถานจวินเจี๋ย เขาต้องจงใจใช้คำนี้แน่ๆ
เซี่ยชิงจดประเด็นนี้ลงสมุด หลังจากนั้นข่าวประจำวันก็จบลง เนื้อหาข่าวยังคงเดิม คือฐานส่วนใหญ่ในประเทศฮวาสถานการณ์ยังดี แต่ฐานแถบชายฝั่งสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก
แม้เซี่ยชิงจะไม่เคยพูดในช่องสื่อสารว่าเธอมีแกะวิวัฒนาการ แต่ที่ดินของจ้าวเจ๋ออยู่ติดกับเธอ ลูกพี่แกะเดินลอยชายในที่ดินทุกวัน แถมคนในที่ดินจ้าวเจ๋อยังใช้กล้องส่องทางไกลแอบดู ดังนั้นเรื่องที่จ้าวเจ๋อรู้ว่ามีลูกพี่แกะอยู่จึงเป็นเรื่องปกติ อัลฟัลฟาเป็นหนึ่งในหญ้าโปรดของแกะ การที่เขาทำแบบนี้ไม่ว่าจะเพราะไม่อยากผิดใจกับเธอจริงๆ หรือกลัวปืนในมือเธอ หรือมีเจตนาอื่นแอบแฝง เซี่ยชิงก็รับข้อเสนอนี้ "ได้ค่ะ"
เมื่อเซี่ยชิงตอบรับ ความบาดหมางระหว่างเธอกับจ้าวเจ๋อก็ถือว่าจบกันไป
เธอเคยทดสอบแล้ว ที่นั่นมีไผ่โตเต็มวัยที่เป็นไฟเหลืองอยู่ ดังนั้นเมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน เธออาจจะปลดล็อกผักได้อีกชนิด คือหน่อไม้ แต่ไม่รู้ว่ารสชาติของไผ่หลังวิวัฒนาการจะเป็นยังไงบ้าง
ควนชิ่งเวยที่โดนจางซานพูดดักคอหัวเราะแห้งๆ "ได้ครับ พี่สามว่าไงก็ว่าตามนั้น พรุ่งนี้เช้าผมจะตัดกุยช่ายไปให้"
จ้าวเจ๋อตอบอย่างเกรงใจ "พี่สาม ผมเหลืออัลฟัลฟาไฟเขียวแค่แปดต้นเอง ดูสิ ผมขอใช้วิธีเดียวกับเซี่ยชิง คือเอาใบอัลฟัลฟาจ่ายเป็นมัดจำเครื่องสองอย่างนี้ได้ไหมครับ?"
เซี่ยชิงบันทึกต่อท้ายชื่อควนชิ่งเวยว่า "กุยช่ายไฟเขียว ตัดครั้งหนึ่งได้สามขีด" แล้ววาดเครื่องหมายคำถามกำกับไว้ แสดงว่าไม่แน่ใจว่าควนชิ่งเวยมีกุยช่ายไฟเขียวอยู่ในมือเท่าไหร่กันแน่
เซี่ยชิงขีดเส้นใต้คำว่าไผ่ เดือนเมษายนเป็นช่วงเวลาที่หน่อไม้ฤดูใบไม้ผลิจะแทงยอด ในที่ดินของเธอไม่มีไผ่ แต่ในป่าวิวัฒนาการทางทิศเหนือของที่ดินหมายเลข 1 มี ไผ่ที่เซี่ยชิงเอามาทำเฟอร์นิเจอร์ก็ไปตัดมาจากป่าวิวัฒนาการผืนนั้น
เซี่ยชิงเพิ่งปิดสมุด ก็ได้รับข้อความสอบถามจากหูจื่อเฟิง:
สรุปคือ ถ้าอยากหาพืชกินได้เพิ่ม ก็ต้องเข้าป่าวิวัฒนาการ
แต่เรื่องนี้ ไม่เหมาะจะคุยในช่องสื่อสารรวม
คุยเรื่องมัดจำเสร็จ เสียงเย็นชาเหมือนน้ำแข็งของหูจื่อเฟิงจากที่ดินหมายเลข 1 ก็ดังขึ้น "ถ้าไอ้ระยำตัวไหนกล้าส่องกล้องมาที่ที่ดินหมายเลข 1 พ่อจะเป่าหัวสุนัขของมันทิ้งซะ"
ปลายปากกาของเธอเลื่อนขึ้นไปที่ช่องที่ดินหมายเลข 5 ของฉีฟู่ ช่องนี้บันทึกไว้ว่าในที่ดินของฉีฟู่มีกุยช่าย คราวก่อนเขาแลกให้เซี่ยชิงสิบต้น มีสามต้นที่เป็นไฟเขียว ดังนั้นที่ตอนนี้เขาไม่พูดอะไร ไม่ใช่เพราะขาดแคลนของมัดจำ แต่เพราะเขาไม่ขาดแคลนเครื่องอบแห้งและเครื่องซีล
รออยู่ห้านาที จ้าวเจ๋อจากที่ดินหมายเลข 4 ก็ทำลายความเงียบ "เซี่ยชิง อยู่ไหม?"
จ้าวเจ๋อขอโทษอย่างเป็นทางการ "เรื่องวันนี้ต้องขอโทษจริงๆ เป็นความผิดของผมเองที่ดูแลคนในที่ดินไม่ดี ผมรับประกันว่าเรื่องนี้จะเป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย ผมขอมอบอัลฟัลฟาไฟเขียวยี่สิบต้นเป็นการไถ่โทษ คุณเห็นว่ายังไงครับ?"
เซี่ยชิงเข้าใจแล้ว ตอนเธอมาอยู่ใหม่ๆ เธอหักยอดรุ่นแรกไป ตอนนี้บนต้นเป็นยอดรุ่นสอง มิน่าถึงต้องเหลือใบไว้สองสามใบ
ดังนั้นสรุปได้ว่า การใช้กรรไกร "ตัด" ดีกว่าใช้มือ "เด็ด" หรือ "หัก" สินะ?
ตอนแรกที่เซี่ยชิงตกลงเงื่อนไขกับหยางจิ้น คือหน่วยรักษาความปลอดภัยจะประจำการอยู่ที่ดินหมายเลข 1 และเธอสามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา
เซี่ยชิงเป็นมนุษย์วิวัฒนาการสามสาย มีอาวุธในมือ จึงไม่กลัวคนจากที่ดินหมายเลข 4 เธอตอบกลับอย่างจริงจัง "ไม่ต้องหรอกค่ะ อีกหนึ่งสัปดาห์ฉันจะไปขุดหน่อไม้ที่ป่าวิวัฒนาการทิศเหนือของที่ดินหมายเลข 1 ต้องออกจากที่ดินอย่างน้อยสี่ชั่วโมง ถึงตอนนั้นคงต้องรบกวนพวกคุณช่วยเฝ้าที่ดินให้หน่อยนะคะ"
หูจื่อเฟิงตอบกลับอย่างรวดเร็ว
"ได้ครับ ถ้ากำหนดเวลาแน่นอนแล้วแจ้งพวกเราได้เลย อีกอย่าง พวกเราก็อยากไปขุดหน่อไม้ที่ป่าวิวัฒนาการเหมือนกัน ขอร่วมทีมไปกับคุณเซี่ยด้วยได้ไหมครับ?"
ที่เธอบอกเรื่องนี้กับหูจื่อเฟิงล่วงหน้า ก็เพื่อจะชวนตั้งทีมนี่แหละ เซี่ยชิงตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม "ได้แน่นอนค่ะ"