- หน้าแรก
- ไปเป็นเกษตรกรในแดนเถื่อน
- บทที่ 1 ปีที่สิบแห่งภัยพิบัติ
บทที่ 1 ปีที่สิบแห่งภัยพิบัติ
บทที่ 1 ปีที่สิบแห่งภัยพิบัติ
บทที่ 1 ปีที่สิบแห่งภัยพิบัติ
เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของภัยพิบัติที่กวาดล้างไปทั่วดาวบลูสตาร์ในครั้งนี้... ผู้คนทั้งโลกยกเว้นเพียงประเทศนีออนต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเริ่มต้นขึ้นในวันที่ประเทศนีออนเมินเฉยต่อคำท้วงติงอย่างจริงจังของประเทศเพื่อนบ้าน และเริ่มปล่อยน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีลงสู่ท้องทะเลอันใสสะอาด
หลังจากปล่อยน้ำปนเปื้อนลงทะเลได้เพียงสามเดือน ภูเขาไฟในประเทศนีออนก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ เถ้าภูเขาไฟ ลาวาที่เดือดพล่าน และสึนามิที่เกิดจากการระเบิด ผสมโรงกับแผ่นดินไหวครั้งมโหฬาร กลืนกินประเทศนีออนจนสิ้นซาก มีชาวนีออนเพียงไม่ถึงร้อยละห้าของประชากรทั้งหมดเท่านั้นที่โชคดีหนีรอดมาได้
ยังไม่ทันที่มนุษยชาติจะตั้งสติจาก "หายนะ" ที่สั่นสะเทือนไปทั้งดวงดาว ภูเขาไฟขนาดใหญ่หลายสิบลูกที่กระจายอยู่ทั่วห้าทวีปบนดาวบลูสตาร์ก็ระเบิดขึ้นตามๆ กัน น้ำจืดทั่วโลกปนเปื้อนเถ้าภูเขาไฟจนไม่สามารถดื่มได้ ฝนกรดที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายเดือนจากการระเบิดของภูเขาไฟ ส่งผลให้เกษตรกรรมทั่วโลกพังพินาศ
ครึ่งปีหลังจากการระเบิด ทัศนวิสัยในชั้นบรรยากาศของดาวบลูสตาร์เพิ่งจะเริ่มดีขึ้น ทันทีที่ผู้คนก้าวออกจากบ้านเพื่อเฉลิมฉลองการสิ้นสุดของหายนะและเตรียมฟื้นฟูบ้านเรือน หายนะครั้งยิ่งใหญ่กว่าก็มาเยือนอย่างกะทันหัน
ดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่อยู่ห่างจากดาวบลูสตาร์แปดพันปีแสงเกิดการระเบิดซูเปอร์โนวา ส่งผลให้การปะทุของรังสีแกมมาพลังงานสูงเปลี่ยนทิศทางด้วยสาเหตุบางอย่าง และพุ่งตรงมายังดาวบลูสตาร์ที่เดิมทีไม่ได้อยู่ในรัศมีผลกระทบ
เพียงไม่กี่วินาทีหลังแสงแฟลชจากรังสีอัลตราไวโอเลตสว่างวาบ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ครอบคลุมพื้นที่ครึ่งซีกโลกก็โจมตีดาวบลูสตาร์ รังสีที่รุนแรงทำให้ระบบการสื่อสารในสองทวีปที่ได้รับผลกระทบโดยตรงเป็นอัมพาตโดยสิ้นเชิง ระบบจ่ายไฟฟ้าถูกตัดขาด ในขณะเดียวกัน ดาวเทียมประดิษฐ์ทั้งหมดที่อยู่นอกชั้นบรรยากาศก็ถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก ขาดการติดต่อกับพื้นผิวโลก
ไม่นานหลังจากผู้คนในสองทวีปที่อยู่ในซีกโลกกลางคืนสะดุ้งตื่นและเดินออกมานอกบ้าน อนุภาคเมซอนความเร็วสูงจำนวนมหาศาลก็พุ่งเข้าใส่ เซลล์ในร่างกายของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่สัมผัสกับกระแสเมซอนโดยตรงถูกทะลุทะลวง ดีเอ็นเอถูกทำลายอย่างสมบูรณ์ โลกมนุษย์กลายเป็นขุมนรก
การปะทุของรังสีแกมมาไม่เพียงทำให้สิ่งมีชีวิตเกินครึ่งในสองทวีปต้องล้มตาย แต่ยังทำให้สนามแม่เหล็กของดาวบลูสตาร์ปั่นป่วน ในชั้นบรรยากาศปรากฏธาตุลึกลับสองชนิดขึ้นอย่างกะทันหัน ซึ่งต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อว่า "เชียง" และ "อี๋"
เชียง หมายถึง การเข่นฆ่าทำลายล้าง บั่นทอนอายุขัย
อี๋ หมายถึง เสียงฟ้าร้องจากขุนเขา สรรพสิ่งงอกงาม
ภายใต้อิทธิพลของธาตุทั้งสองชนิด สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนดาวบลูสตาร์เกิดการวิวัฒนาการครั้งใหญ่ในช่วงเวลาสั้นๆ และเริ่มท้าทายมนุษย์ที่เคยอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร โหมดการเอาชีวิตรอดระดับนรกบนดาวบลูสตาร์ ได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการ
แม่ของเซี่ยชิงตายจากภัยพิบัติแมลงในปีที่สี่ พ่อตายในคลื่นสัตว์ร้ายบุกโจมตีในปีที่ห้า
ปีที่สิบแห่งภัยพิบัติ เซี่ยชิงยังคงมีชีวิตอยู่
"ปัง!"
อิฐหินหนักกว่าสามร้อยชั่งหล่นลงพื้น ผู้จดบันทึก 'ลุงจง' สะดุ้งโหยง เงยหน้าที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อจากการถูกฝนกรดกัดกร่อนขึ้นมามอง เมื่อเห็นป้ายระบุตัวตนสีเขียวที่หน้าอกของหญิงสาวร่างผอมบางเจ้าของก้อนอิฐ เขาก็กลืนความโกรธลงคอไป แล้วบ่นพึมพำว่า "เหนื่อยก็พักหน่อยเถอะ ทำแผ่นหินแตกไม่ได้แต้มนะ"
เซี่ยชิงใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อและคราบปูนบนใบหน้า ก่อนจะเอ่ยปากพูดซึ่งนับว่าเป็นเรื่องหายาก "ลุงจง ฉันไปแล้วนะ"
ลุงจงไม่คิดว่าเซี่ยชิงจะคุยด้วย จึงลุกขึ้นยืนฉีกยิ้มกว้าง "จะออกไปล่าสัตว์เหรอ? จะกลับมาวันไหน? เก็บเนื้อดีๆ ไว้ให้ลุงสักชั่งได้ไหม? ลุงให้แต้มแลกหนึ่งเท่าครึ่งเลย"
หลังจากการวิวัฒนาการครั้งใหญ่ของสิ่งมีชีวิตทั่วดาวบลูสตาร์ กระดูกของมนุษย์แข็งแกร่งขึ้น กล้ามเนื้อทรงพลังขึ้น และมีคนจำนวนน้อยมากที่ร่างกายเกิดการวิวัฒนาการไปหลายเท่าจนถึงสิบเท่า กลายเป็น "มนุษย์วิวัฒนาการ"
มนุษย์วิวัฒนาการครอบครองทรัพยากรการเอาชีวิตรอดที่มากกว่า สภาพความเป็นอยู่ดีกว่าคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนอยู่บนเส้นแบ่งความเป็นความตายมากนัก
เซี่ยชิงเป็นมนุษย์วิวัฒนาการสายพละกำลัง 4 เท่า หมายความว่าพละกำลังปัจจุบันของเธอคือ 4 เท่าของคนธรรมดาหลังวิวัฒนาการ แม้พละกำลัง 4 เท่าจะไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไรในกลุ่มมนุษย์วิวัฒนาการ แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้คนธรรมดาอิจฉา หวาดกลัว และพยายามประจบเอาใจ
มนุษย์วิวัฒนาการอย่างเซี่ยชิงมักทำหน้านิ่งไม่พูดไม่จา เพราะไม่อยากรับมือกับสถานการณ์แบบนี้
แต่ทว่า ต่อไปนี้เธอไม่ต้องรับมืออีกแล้ว
"ไม่ได้ไปล่าสัตว์ แต่จะออกจากเขตปลอดภัย" เซี่ยชิงยิ้ม แต่เพราะไม่ได้ยิ้มมาหลายปี สีหน้าจึงดูแข็งเกร็ง ในสายตาลุงจงแล้วมันดูน่ากลัวเป็นพิเศษ
หางตาที่เน่าเปื่อยของเขาเบิกกว้างจนลูกตาแทบถลน ถามด้วยความสั่นเทา "มีฝูงสัตว์วิวัฒนาการกลุ่มใหญ่บุกมาอีกแล้วเหรอ? ฐานเราต้านไม่ไหวแล้ว? ไหนเมื่อวานวิทยุเพิ่งบอกว่าไล่พวกสัตว์ร้ายออกไปได้หลายร้อยลี้แล้วไม่ใช่เหรอ? คลื่นสัตว์ร้ายจะมาอีกแล้ว?"
คนงานธรรมดาสี่คนที่กำลังยกก้อนหินเดินตามหลังมาได้ยินคำพูดของลุงจง ก็ตกใจจนทำก้อนหินหลุดมือ ทำท่าจะหล่นใส่เท้าคนหนึ่งในกลุ่ม
เซี่ยชิงตาไวรีบคว้าก้อนหินไว้ แล้ววางลงบนพื้นอย่างมั่นคง ก่อนจะปัดฝุ่นตามตัวและอธิบายว่า "ไม่ใช่ ฉันจะไปทำไร่"
ทำไร่? ทำไร่เนี่ยนะ!
เรื่องนี้มีการประกาศปาวๆ ในวิทยุมาหลายวันแล้ว แต่ผู้คนที่อุตส่าห์รอดชีวิตมาถึงปีที่สิบแห่งวันสิ้นโลกต่างก็รักตัวกลัวตายกันทั้งนั้น ใครจะอยากออกไปเสี่ยงตาย ในเขตปลอดภัยเริ่มมีข่าวลือหนาหูว่า ถ้าไม่มีใครอาสาออกไปทำไร่นอกเขตปลอดภัย ขั้นต่อไปก็จะมีการบังคับเกณฑ์คนธรรมดาออกไปส่งตาย
ไม่นึกเลยว่าจะมีคนอยากไปจริงๆ แถมยังเป็นมนุษย์วิวัฒนาการเสียด้วย
ลุงจงที่เพิ่งได้สติรีบตะโกนไล่หลังเซี่ยชิง "ทำไร่ก็ดีนะ! ลูกชายคนโตลุงหนูจำได้ไหม? เจ้าจงเทาน่ะ ตอนนี้มันทำงานในกองยานพาหนะ เดี๋ยวลุงจะไปบอกมันไว้ วันหลังหนูชิงมีอะไรให้พี่เทาของหนูช่วยก็บอกได้เลย ให้มันจัดการให้"
ลูกชายของลุงจง 'จงเทา' เข้าร่วมกองทัพของฐานฮุยซาน ตอนนี้ประจำการอยู่ที่กองยานพาหนะและเป็นหัวหน้าหน่วยย่อย นี่คือสาเหตุที่ตระกูลจงสามารถใช้ชีวิตในเขตปลอดภัยได้ค่อนข้างดี และเป็นสาเหตุที่วันนี้เซี่ยชิงเป็นฝ่ายเริ่มคุยกับลุงจงก่อน
เซี่ยชิงยิ้ม "ได้จ้ะ วันหน้าคงต้องรบกวนพี่เทาช่วยขนเสบียงกับเหยื่อที่ล่าได้กลับมาแลกของแล้วล่ะ"
ลุงจงยิ้มจนใบหน้าที่ขรุขระกระเพื่อม "มันเป็นหน้าที่ของมันอยู่แล้ว ไม่รบกวนหรอก ไม่รบกวนเลยสักนิด แล้วหนูชิงไปรับที่ดินตรงไหนล่ะ?"
"ยังไม่ได้จอง กำลังจะไปจ้ะ" เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว เซี่ยชิงก็ไม่เสียเวลาเสวนากับลุงจงอีก เธอรีบมุ่งหน้าไปยังโถงภารกิจของเขตปลอดภัย เดินอ้อมกลุ่มคนที่ยืนมุงดูเรื่องสนุกอยู่ใต้ป้ายประกาศอิเล็กทรอนิกส์เรื่องที่ดิน แล้วไปยืนที่หน้าโต๊ะทำงานตำแหน่งแรกสุด
"ทำอะไร? ไม่รู้จักมาก่อนมาหลังหรือไง?" พอเห็นเซี่ยชิงมายืนหัวแถว คนที่อยู่ใต้ป้ายประกาศก็ไม่พอใจ ถลกแขนเสื้อตะโกนโวยวายพร้อมจะพุ่งเข้ามา
เซี่ยชิงหันกลับไป คนที่พุ่งเข้ามาเห็นป้ายสีเขียวที่เธอสวมอยู่ก็หยุดชะงักทันที
เซี่ยชิงพูดเสียงเรียบ "อยากได้ที่ดิน ก็ต่อแถว"
วันนี้เป็นวันเปิดจองที่ดิน คนถึงได้มามุงดูกันเยอะขนาดนี้ คนพวกนี้แม้จะยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอาดีไหม แต่ก็มายืนต่อแถวหลังเซี่ยชิงอย่างว่าง่าย
เมื่อเห็นว่าไม่มีเหตุวุ่นวาย ทหารเวรยามสองนายก็ลดปืนลงและถอยกลับไปประจำที่เดิม
พอเห็นว่ามีคนเริ่มต่อแถว คนที่อยู่ใต้ป้ายประกาศก็รีบวิ่งกรูกันเข้ามาแย่งที่ ไม่ว่าจะเอาหรือไม่เอา ก็ขอต่อแถวไว้ก่อน
ความเคลื่อนไหวทางนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนในโถง หญิงคนหนึ่งที่สวมป้ายเขียว บนหน้ามีแผลเป็นยาวสองรอย เดินเข้ามาทักทายเซี่ยชิง "เธอจะไปทำไร่เหรอ?"
เซี่ยชิงพยักหน้า "พี่สวีมารับภารกิจเหรอคะ?"
ช่วงไม่กี่ปีมานี้หลังจากพ่อเสีย เซี่ยชิงมักจะออกภารกิจร่วมกับทีมตงหยางที่สวีเจวียนสังกัดอยู่บ่อยๆ สวีเจวียนเป็นคนใจดีและนับถือเซี่ยชิงเหมือนคนกันเอง
สวีเจวียนมองซ้ายขวา พอเห็นว่ารอบๆ ไม่มี 'ผู้มีวิวัฒนาการสายการได้ยิน' ก็ลดเสียงลงถาม "ไปขัดขาใครเข้าหรือเปล่า? เดี๋ยวพี่บอกตงหยางให้ เธอมาอยู่ทีมเราไหม?"
ถ้าไม่ได้ไปขัดขาใครจนอยู่ไม่ได้ มนุษย์วิวัฒนาการคนไหนจะยอมทิ้งชีวิตสุขสบายในเขตปลอดภัย แล้วออกไปเสี่ยงตายขุดดินหาอาหารกัน?
เซี่ยชิงส่ายหน้า "ไม่ได้ขัดขาใครหรอกค่ะ ฉันแค่ชอบแบบนี้"
ชอบแค่ไหนก็ไม่ควรเอาชีวิตไปทิ้งนะ
สวีเจวียนกำลังจะอ้าปากเตือน ก็ได้ยินเสียงเบรกรถและเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นดังมาจากนอกโถง ภัยพิบัติผ่านไปสิบปีแล้ว คนในเขตปลอดภัยที่ยังใส่รองเท้าส้นสูงหนังแท้ได้มีอยู่แค่ไม่กี่คน สวีเจวียนหันไปมองที่ประตูโถง เห็นหญิงสาวแต่งหน้าจัดจ้าน สวมชุดหนังเข้ารูป เนื้อตัวสะอาดสะอ้านดูแปลกแยกจากผู้คนทั่วไป เดินเข้ามาแล้วมุ่งตรงมาทางนี้
'ทังลู่' หลานสาวของทังเจิ้งหรง เบอร์สองของฐานฮุยซาน และเป็นลูกสาวของทังเจิ้งซู่ หัวหน้าทีมซู่เฟิงที่เป็นทีมอันดับหนึ่งของฐาน เธอเป็นผู้หญิงที่เรื่องมากที่สุดในเขตปลอดภัย ใครเจอเป็นต้องซวย สวีเจวียนเคยโดนหล่อนผูกใจเจ็บเพราะเรื่องเล็กน้อย ตอนนี้เลี่ยงได้เป็นเลี่ยง
เซี่ยชิงขยับริมฝีปาก พูดด้วยเสียงที่เบาจนแทบไม่ได้ยินว่า "พี่สวีไปทำงานเถอะค่ะ ว่างๆ ค่อยคุยกัน"
สวีเจวียนพยักหน้าเล็กน้อย แล้วรีบหันหลังเดินกลับไปหาเพื่อนร่วมทีม
เสียงรองเท้าส้นสูงดังกุบกับก้องไปทั่วโถง คนส่วนใหญ่ในโถงต่างจับจ้องไปที่ทังลู่ อยากรู้ว่าวันนี้หล่อนจะเล็งผู้ชายคนไหน หรือจะมาหาเรื่องผู้หญิงคนไหนอีก
ทังลู่ที่ห้อยป้ายเหลืองสำหรับคนธรรมดา เดินหน้าบูดบึ้งมายังโต๊ะลงทะเบียนที่ดินฝั่งตะวันตกของโถง เชิดคางปรายตามองป้ายเขียวบนอกของเซี่ยชิง
เซี่ยชิงเงยหน้ามองหล่อนแวบหนึ่ง แล้วก้าวถอยหลังอย่างสงบ
"ฮึ" ทังลู่แค่นเสียงอย่างได้ใจ ก่อนจะบิดเอวเข้าไปแย่งตำแหน่งหัวแถว หยิบผ้าเช็ดหน้าพรมน้ำหอมขึ้นมาโบกไปมาที่จมูก "เหม็นชะมัด ไม่รู้จักล้างเนื้อล้างตัวบ้างหรือไง"
หลังจากน้ำปนเปื้อนกัมมันตรังสีและฝนกรดที่ตกต่อเนื่องครึ่งปีไหลลงสู่ทะเลและแหล่งน้ำ ทรัพยากรน้ำบนดาวบลูสตาร์ต้องผ่านการบำบัดเท่านั้นจึงจะใช้ได้ เนื่องจากการบำบัดมีต้นทุนสูง การใช้น้ำในเขตปลอดภัยจึงต้องใช้แต้มแลก คนธรรมดาแค่จะกินให้อิ่มดื่มน้ำให้พอแก้กระหายยังเป็นเรื่องยาก ใครจะไปตัดใจใช้แต้มต่อชีวิตมาอาบน้ำได้
มนุษย์วิวัฒนาการอย่างเซี่ยชิงมีความเป็นอยู่ดีกว่าคนธรรมดา สัปดาห์หนึ่งพอจะอาบน้ำแบบลวกๆ ได้สักครั้ง แต่วันนี้เธอตั้งใจปล่อยตัวให้สกปรก เพราะใบหน้าที่แม้จะผอมตอบแต่ก็ยังจัดว่าสวยของเธอ จะให้ทังลู่ขี้อิจฉาเห็นไม่ได้ และยิ่งให้ทังเจิ้งหรงกับทังเจิ้งซู่เห็นไม่ได้เป็นอันขาด