- หน้าแรก
- คู่มือควบคุมมังกรกระดูกต่างโลก
- บทที่ 7 - ผิดหวัง
บทที่ 7 - ผิดหวัง
บทที่ 7 - ผิดหวัง
บทที่ 7 - ผิดหวัง
☆☆☆☆☆
"โครงกระดูกนั่นกาลิโออัญเชิญมาหลังข้ามมิติไปแล้ว" ในที่สุดไป๋กู่ก็เอ่ยปาก "เพราะงั้นมันถึงอยู่ที่โลกมนุษย์"
"มาต่างโลกปุ๊บก็เรียกโครงกระดูกมาเดินลาดตระเวน สมเหตุสมผลดี" ซูหมิงว่า "งั้นรบกวนช่วยสอนวิธีใช้เวท 'สนทนากับคนตาย' หน่อยครับ แล้วก็มาคุยกันว่าจะใช้ประโยชน์จากมันยังไงดี นี่มันช่องทางติดต่อกับโลกเก่าของผมเชียวนะ!"
"ไม่ ไม่สมเหตุสมผล! นี่มันบ้าไปแล้ว!" ไป๋กู่อารมณ์ขึ้นเฉยเลย
"นั่นมันคนละมิตินะ เจ้าเชื่อมต่อกับมันได้ยังไง! ตราประทับวิญญาณข้ามมิติมันควรจะแตกสลายไปทันทีสิ!" พูดจบ คุณเธอก็จมดิ่งสู่ห้วงความคิดของตัวเองไปอีกรอบ
ซูหมิงไม่ค่อยเข้าใจว่าไป๋กู่จะสติแตกอะไรนักหนา ได้แต่ถอนหายใจแล้ววางแผนเองคนเดียว
อย่างแรก เขาต้องหาที่ซ่อนโครงกระดูก
เรื่องเกิดอะไรขึ้นหลังรถชนเอาไว้ก่อน ประโยชน์ของโครงกระดูกก็เอาไว้ทีหลัง ในฐานะที่เป็นจุดเชื่อมโยงเดียวกับโลกเดิม ซูหมิงจะไม่ยอมให้โครงกระดูกตัวนี้เป็นอะไรไปเด็ดขาด!
ต่อมาคือจะสื่อสารกับคนบนโลกยังไง เขาไม่คิดว่าจะมีใครเห็นโครงกระดูกเดินได้แล้วจะใจเย็นพอมายืนดูภาษามือ หรือดูมันเอาไม้ขีดเขียนบนพื้นหรอกนะ
ถ้าแค่กรี๊ดแตกแล้ววิ่งหนียังพอว่า แต่ถ้าเจอพวกสายบวกคว้าอาวุธวิ่งใส่ ก็จบเห่กันพอดี
เพราะงั้น ห้ามบุ่มบ่ามเด็ดขาด!
ถ้าจะซ่อน ป่าข้างทางไม่ใช่ทางเลือกที่ดี ซูหมิงอยากได้ของบางอย่างด้วย เช่น มือถือที่คนยุคนี้ขาดไม่ได้ เขาเลยตัดสินใจว่าจะอาศัยความมืด บังคับโครงกระดูกเดินกลับไปที่โรงงานแปรรูปเครื่องจักรที่เขาทำงานอยู่
ซูหมิงเรียนจบปุ๊บก็เข้าทำงานที่นั่น ทำมาสามปีแล้ว ปกติเขากินนอนอยู่หอพักโรงงาน นอกจากบ้านพ่อแม่แล้ว ที่นั่นคือที่ที่เขาคุ้นเคยที่สุด
ส่วนจะกลับไปหาพ่อแม่ให้พวกท่านหัวใจวายเล่น? อย่าแม้แต่จะคิด!
เขาเคยดูแผนที่นำทาง พอจะจำเส้นทางได้คร่าวๆ ระยะทางเหลืออีกยี่สิบกว่ากิโล เดินตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ ไม่น่ามีปัญหา
ท่ามกลางความมืดมิด โครงกระดูกตนหนึ่งจึงเริ่มออกเดินทาง
ซูหมิงหันกลับไปมองแวบหนึ่ง รถลากจูงขนาดใหญ่หลายคันเพิ่งมาถึงและกำลังขนรถแม็คโครลงมา ถ้าซูหมิงได้ยินเสียง แถวนั้นคงจอแจน่าดู
ราวกับอยู่คนละภพคนละชาติ
"ซูหมิง ข้าว่าข้าพอจะรู้เบาะแสแล้ว" ตอนที่ซูหมิงบังคับโครงกระดูกจากที่เดินเตาะแตะเหมือนเด็กหัดเดิน จนเริ่มเดินได้คล่องแคล่วเหมือนคนปกติ ไป๋กู่ก็เชื่อมต่อจิตเข้ามาใหม่
ซูหมิงถูกตัดขาดจากธาตุทั้งหก แต่เขามีความเข้ากันได้กับธาตุที่เจ็ด กาลิโอช่วยปลุกพลังธาตุนี้ให้ ทำให้เขาสามารถใช้เวทมนตร์เนโครแมนซีทางอ้อมได้ ส่งผลให้สมการของพิธีปลุกพลังสมบูรณ์
ต่อให้มันดูเป็นไปไม่ได้แค่ไหน แต่นี่คือคำตอบเดียวที่เหลืออยู่หลังจากตัดความเป็นไปไม่ได้อื่นๆ ออกไปจนหมด
"เดี๋ยวนะ ผมเจอเสื้อผ้า ขอใส่แป๊บ" ซูหมิงบอก
จริงๆ คือเขาเห็นบ้านชาวบ้านข้างทางตากเสื้อผ้าทิ้งไว้แล้วลืมเก็บ ซูหมิงไม่สนเรื่องลักเล็กขโมยน้อยแล้ว นาทีนี้ขอเหมารวมว่าเป็น 'การเอาตัวรอดในสถานการณ์ฉุกเฉิน' ก็แล้วกัน
พอสวมเสื้อ ใส่ฮู้ดคลุมหัว โครงกระดูกก็ดูเหมือนคนขึ้นมาหน่อย เขาไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ อีกต่อไป เดินขึ้นไปบนถนนใหญ่ได้เลย
"ตอนข้ามมิติมา เจ้าเจอความผิดปกติอะไรไหม?" ไป๋กู่ถาม
"ขอคิดก่อนนะ" ซูหมิงยื่นมือออกมา เขานึกถึงตอนที่ตัวเองโปร่งใสและเลือนรางไปชั่วขณะ ตอนนี้พอลองนึกย้อนดู รถบรรทุกที่ข้ามมาพร้อมกันกลับไม่เลือนราง มีแค่ตัวเขาคนเดียวที่โดนพลังงานนั้นเล่นงาน
"การสั่นพ้องของธาตุ" ฟังซูหมิงเล่าจบ ไป๋กู่ก็ฟันธง "ตอนข้ามมิติ เจ้าสัมผัสกับธาตุที่ก่อตัวเป็นรูปร่างจนเกิดการสั่นพ้องขึ้น"
"การสั่นพ้องของธาตุ?" ซูหมิงลองทบทวนความรู้สึกตอนนั้นดู "ฟังดูเข้าเค้าแฮะ!"
ในหัวซูหมิงมีความรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว ความเข้ากันได้ระดับสั่นพ้องถือเป็นสิ่งที่จอมเวทต่างอิจฉาตาร้อน ในร้อยคนจะมีสักคนหรือเปล่าก็ไม่รู้
"งั้นแปลว่าผมก็ไม่กากอะดิ" ซูหมิงพึมพำ
"ไม่ใช่เรื่องกากไม่กาก... แต่การที่มีความเข้ากันได้สูงจนเกิดการสั่นพ้อง แถมยังถูกบังคับให้ตื่นรู้ มันจะเป็นธาตุอื่นไปไม่ได้นอกจากธาตุที่โปร่งใสนั้น" ไป๋กู่กล่าว "คำถามคือ ตัวจริงของมันคืออะไร?"
ปกติแล้วเรื่องแบบนี้ แค่ร่ายเวทออกมาก็รู้แล้ว ธาตุลมสีเขียว น้ำสีฟ้า ไฟสีแดง ดินสีเหลือง แสงสีเงิน ความมืดสีทึมๆ การร่ายเวททางอ้อมคือการใช้ธาตุหลักของตัวเองไปจำลองพลัง ผลลัพธ์ที่ได้จะมีสีของธาตุหลักปนออกมาด้วย
แต่สีเดิมของมันคือโปร่งใสเนี่ยสิ!
ซูหมิงรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในแผนที่เกมที่ยังสร้างไม่เสร็จ โปรแกรมเมอร์ลืมใส่ Texture ให้พื้นผิว เหยียบอะไรไปก็มองไม่เห็น มีแต่ความว่างเปล่า!
แต่มองไม่เห็น ไม่ได้แปลว่าจะไม่รู้คำตอบ
"มิติ" ไป๋กู่เฉลย "ต้องเป็นมิติเท่านั้น"
เวทมนตร์เนโครแมนซีของซูหมิง แท้จริงแล้วถูกขับเคลื่อนด้วยธาตุมิติ เขาถึงสามารถข้ามกำแพงกั้นระหว่างภพ และควบคุมโครงกระดูกที่กาลิโอทิ้งไว้บนโลกได้
เขาแค่สวมหนังหุ้มเป็นเนโครแมนเซอร์ แต่เนื้อแท้ที่ตื่นรู้คือ จอมเวทมิติ!
ซูหมิงตื่นเต้นสุดขีด พลังมิติ! นี่แปลว่าเขาสามารถกลับโลกได้ใช่ไหม!
เผลอๆ อาจจะพาไป๋กู่หนีรอดไปด้วยกันได้ด้วย!
"ผมจะควบคุมมิติได้ยังไง?" ซูหมิงรีบถาม เขาจับสัมผัสรูปร่างของรูนมิติไม่ได้เลย ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณสมบัติของมัน แถมความรู้เรื่องคาถาก็เป็นศูนย์
"วิจัย ต้องวิจัยอย่างหนัก" ไป๋กู่ตอบ "เวทเนโครแมนซีของเจ้าคือการจำลองด้วยธาตุมิติ มันต้องมีจุดที่แตกต่างกันอยู่แล้ว สังเกต จับภาพ สร้างแบบจำลองและทฤษฎี คำนวณ วนลูปไปเรื่อยๆ จนกว่าจะควบคุมได้สมบูรณ์"
"ฟังดู... ต้องใช้เวลานานเลยปะ?" ซูหมิงถามเสียงอ่อย ฟังดูไม่ใช่เรื่องที่จะทำเสร็จได้ในแป๊บเดียวเลย
"แหงสิ ขอบเขตเรื่องมิติพวกเรารู้น้อยมาก อย่างวงเวทเคลื่อนย้ายข้ามมิตินั่น คนรุ่นก่อนต้องคอยจับคลื่นมิติที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเพื่อเอามาศึกษา ทำการทดลองมานับไม่ถ้วน จนมาฟลุ๊คสำเร็จเอาวันนี้นี่แหละ"
"...งั้นแปลว่า ก่อนพวกเราจะโดนฆ่า ผมทำไม่สำเร็จชัวร์?"
น้ำเสียงไป๋กู่แฝงความประหลาดใจ "ก่อนโดนฆ่า? ไม่ๆๆ แผนงานวิจัยระดับนี้อย่างต่ำก็สิบปีบวกๆ เสียเวลาไปทั้งชีวิตโดยไม่มีอะไรคืบหน้าเลยก็ยังเป็นเรื่องปกติ"
สรุปคือดีใจเก้อ พลังมิติก็เหมือนน้ำบ่อไกลดับไฟใกล้ไม่ได้ ซูหมิงผิดหวังอย่างแรง
"งั้นไปอธิบายให้พวกนั้นฟังดีไหม ว่าจริงๆ แล้วผมไม่ใช่เนโครแมนเซอร์" เขาเสนอไอเดีย "แล้วเอาเทคโนโลยีไปแลกกับชีวิตรอด? เวทมิตินี่ของหายากไม่ใช่เหรอ!"
"ยิ่งกว่าหายากอีก เจ้าคือมนุษย์คนเดียวที่เรารู้จักที่มีพลังนี้ นอกจากพระเจ้าน่ะนะ!" ไป๋กู่อารมณ์พุ่งพล่าน "ปัญหาคือ หลักฐานล่ะ?"
ซูหมิงลองคิดดู ก็เป็นปัญหาจริงๆ เขาใช้เวทมิติให้ดูไม่ได้ เวทเนโครแมนซีที่ใช้ก็ดูไม่ออกว่าแปลกตรงไหน เรื่องบังคับโครงกระดูกข้ามโลกก็มีแต่คำพูดลอยๆ... จะให้พวกอัศวินศักดิ์สิทธิ์ถ่อไปตรวจสอบถึงโลกมนุษย์ก็คงไม่ใช่เรื่อง
"รูนธาตุความมืดของผมสีมันจางๆ พอจะนับเป็นหลักฐานได้ไหม?" เทียบกับรูนสีดำปี๋ของกาลิโอ ของซูหมิงดูเป็นสีเทามากกว่า
"ก็น่าสงสัยอยู่ แต่โลกนี้พวกวิชามารแปลกๆ มันเยอะแยะไปหมด" ไป๋กู่ตอบ โลกที่เน้นการต่อสู้ฆ่าฟันแบบนี้ เล่ห์เหลี่ยมสกปรกมีเป็นล้าน ไม่แน่อาจจะมีคนเปลี่ยนสีธาตุได้ก็ได้
"แล้วเรื่องที่ผมมาจากต่างโลก พอจะช่วยอะไรได้ไหม?"
[จบแล้ว]