- หน้าแรก
- โต้วหลัว สำนักถังเลิศภพจบแดน ข้ากลายมาเป็นตัวประกอบ
- บทที่ 11 การเรียนรู้จากการลงมือทำ
บทที่ 11 การเรียนรู้จากการลงมือทำ
บทที่ 11 การเรียนรู้จากการลงมือทำ
ทักษะวิญญาณพันปี ‘อัสนีพิโรธ’ และพลังเสริมจาก ‘กายามังกร’ แสดงผลพร้อมกันในฉับพลัน ส่งผลให้กลิ่นอายของอวี้เฉินอวี่พุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้เช่นนี้ กงหยางโม่ที่ยืนอยู่เบื้องหลังหวังหนานก็ปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์ของตนออกมาเช่นกัน
“ดูนี่!” หวังหนานคำลั่น
อวี้เฉินอวี่มองตามเสียงโดยสัญชาตญาณ สิ่งแรกที่เห็นคือกำแพงน้ำแข็งหลายชั้นผุดขึ้นล้อมรอบกาย ตามมาด้วยประกายแสงอันเจิดจ้าพร่างพราว
ใครว่ารูปงามนั้นไร้ประโยชน์? ปีกของกงหยางโม่ส่องประกายแสงเจ็ดสีระยิบระยับ สะท้อนกับกำแพงน้ำแข็งที่หลิงลั่วเฉินสร้างขึ้น ย้อมครึ่งหนึ่งของลานประลองให้กลายเป็นม่านแสงหลากสีสันในทันที อวี้เฉินอวี่รู้สึกมึนงงไปชั่วขณะ และเมื่อได้สติ ร่างของคู่ต่อสู้ก็หายวับไปจากสายตาแล้ว
จากเหตุการณ์เมื่อครู่ จิตใจของอวี้เฉินอวี่ก็สับสนวุ่นวายอยู่แล้ว พอมาเห็นกำแพงน้ำแข็งที่เรียงรายซับซ้อนราวกับเขาวงกตอยู่รอบตัว เขาก็สูญเสียความเยือกเย็นไปชั่วขณะ กวาดแกว่งมือออกไปอย่างบ้าคลั่ง
กำแพงน้ำแข็งที่สร้างขึ้นจากการควบคุมน้ำแข็งเพียงอย่างเดียว โดยปราศจากการเสริมพลังของทักษะวิญญาณ ย่อมมีความแข็งแกร่งไม่มากนัก การโจมตีอย่างสะเปะสะปะของอวี้เฉินอวี่จึงสามารถทลายมันจนเกิดเป็นช่องทางได้โดยไม่คาดคิด
ทว่าเพียงแค่การสกัดกั้นชั่วครู่นี้... ก็เพียงพอแล้ว
แสงจากทักษะวิญญาณที่หนึ่งและสามของกงหยางโม่สาดส่องลงมาปกคลุมร่างของหวังหนาน ในขณะเดียวกัน ร่างของหวังหนานพลันทรรุดต่ำลง สองมือกำ ‘กระบองผนึกมังกร’ ในแนวราบ ต้นแขนแนบชิดลำตัว
จิตสำนึกจมดิ่งสู่ห้วงพลังจิตของตน ในชั่วพริบตาที่อวี้เฉินอวี่ปรากฏตัวออกมา หวังหนานก็ถีบเท้าขวาส่งร่างทะยานออกไป อาศัยแรงบิดจากเอวส่งพลังไปยังกระบองผนึกมังกรในมือให้วาดออกเป็นครึ่งวงกลม!
ทันทีที่อวี้เฉินอวี่ทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งออกมา ก็ประจวบเหมาะกับที่ได้เห็นการตวัดกระบองอันมหึมาฟาดตรงเข้าใส่ช่วงเอวของตน ที่น่าประหลาดยิ่งกว่านั้นก็คือ บนกระบองนั้นกลับมีวงแหวนวิญญาณสีเหลืองสองวงสวมอยู่ วงหนึ่งสีเข้ม วงหนึ่งสีอ่อน ซึ่งกำลังส่องแสงเจิดจ้า
ณ อีกฟากหนึ่งของลานประลอง สายตาของถงหลานถูกกำแพงน้ำแข็งบดบัง ทักษะวิญญาณสายสนับสนุนของเขาจึงไร้ผลไปนานแล้วเนื่องจากมองไม่เห็นเป้าหมาย แล้วอวี้เฉินอวี่ที่ปราศจากการสนับสนุนจากสหายร่วมทีม จะต้านทานการฟาดกระบองของหวังหนานที่เสริมพลังด้วยทักษะวิญญาณถึงสี่อย่างพร้อมกันได้อย่างไร?
ด้วยพลังฟาดเพียงครั้งเดียว อวี้เฉินอวี่ยังไม่ทันได้รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ข้อมือ ร่างก็ถูกส่งลอยละลิ่วขึ้นไปในอากาศ ตกลงไปนอกลานประลอง
ถงหลานที่รีบรุดมาจากอีกฝั่งเพิ่งจะทะลวงผ่านกำแพงน้ำแข็งออกมา ก็เห็นร่างของอวี้เฉินอวี่ลอยผ่านหน้าไปพอดี เมื่อเห็นสายตาของหวังหนานจับจ้องมาที่ตน เขาก็ทำได้เพียงยอมรับความพ่ายแพ้
เมื่อกำแพงน้ำแข็งสลายไป ซีซีที่เหลืออยู่เพียงลำพังก็ไม่คิดจะดิ้นรนต่อ นางพยักหน้าให้หวังหนานคราหนึ่งก่อนจะกระโดดลงจากลานประลองไปเอง
"ทีมของหวังหนานเป็นฝ่ายชนะ!" สิ้นเสียงประกาศของอาจารย์ผู้คุมสอบ เหล่าอาจารย์ฝ่ายพยาบาลหลายคนก็รีบวิ่งเข้าไปในลานประลองและหามร่างของอวี้เฉินอวี่ออกไป
การเอาชนะทีมตัวเต็งที่มีวิญญาจารย์ระดับ ‘อัคราจารย์วิญญาณ’ ได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ได้จุดประกายการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นรอบลานประลองในทันที มีทั้งความกังขา ความประหลาดใจ และที่มากกว่านั้นคือความชื่นชมที่มีต่อทีมของหวังหนาน
แน่นอนว่าการประลองครั้งนี้ดูเหมือนจะสั้นมาก แต่ในความเป็นจริง การแข่งขันที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่วันก่อนหน้าแล้ว หลังจากการแข่งขันรอบคัดออกสองวันแรก ก็มีทีมที่โดดเด่นบางทีมเริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่นักเรียนใหม่แล้ว การจะสืบหาข้อมูลผลงานของทีมเหล่านี้ในการประเมินจึงไม่ใช่เรื่องยากเลย
ในฐานะแกนหลักของทีม อวี้เฉินอวี่ครอบครองวิญญาณยุทธ์ชั้นสูงอย่าง ‘มังกรฟ้าอัสนีทรราช’ และมีระดับพลังถึงขั้นอัคราจารย์วิญญาณ
ดังนั้น ในทุกการประลองที่ผ่านมา เขาจึงเปิดฉากรุกฆาตอย่างเต็มกำลังมาโดยตลอด อาศัยเพียงพลังของตนเองในการบดขยี้คู่ต่อสู้และคว้าชัยชนะมาครอง
และนี่ก็เป็นโอกาสที่หวังหนานสร้างขึ้น ในช่วงประกาศชื่อก่อนการประลอง เขาจงใจแสดงความอ่อนแอเพื่อล่อให้ศัตรูตายใจ ในช่วงเวลาคับขัน เขาได้ใช้คุณลักษณะวิญญาณยุทธ์ของกงหยางโม่ร่วมกับหลิงลั่วเฉินเพื่อสร้างสิ่งกีดขวาง
สร้างโอกาสในการโจมตีพร้อมกับตัดขาดการสนับสนุนของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นจึงฉวยโอกาสเพียงชั่วพริบตานี้เพื่อร่วมกันกำจัดอวี้เฉินอวี่ออกไป แม้ว่าจะไม่สามารถโค่นเขาได้ในกระบวนท่าเดียว แต่การต่อสู้หลังจากนั้นก็จะตกอยู่ในความได้เปรียบอย่างยิ่ง
ซุนเหอเคยสอนไว้ว่าต้องทำความเข้าใจคู่ต่อสู้ล่วงหน้า วางกับดักระหว่างการต่อสู้ ล่อลวงให้ติดกับ และใช้ความได้เปรียบด้านจำนวนคน หวังหนานได้นำกลยุทธ์ทั้งหมดนี้มาประยุกต์ใช้ในการประลอง แม้ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้ที่ยังหยาบกระด้างอยู่บ้าง แต่ก็เพียงพอแล้วที่จะใช้รับมือกับเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองปี
การประลองที่เหลือในช่วงเช้าจึงง่ายดายกว่ามาก หวังหนานและสหายร่วมทีมอีกสองคนอาศัยความได้เปรียบด้านระดับพลังวิญญาณบดขยี้คู่ต่อสู้จนผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
สิ่งที่น่ากล่าวถึงก็คือ หลังจากจบการประลองนัดแรกของพวกเขา ปรากฏการณ์การแจ้งระดับพลังวิญญาณตอนประกาศชื่อก็เกิดขึ้นแทบจะทุกลานประลอง และเช่นเดียวกัน ระดับพลังวิญญาณที่แจ้งออกมาก็แทบจะไม่มีอันไหนตรงกับความเป็นจริงเลย
ผลก็คือ ภาพของผู้มีพลังวิญญาณระดับ 21 ไล่ต้อนผู้มีพลังระดับ 29 ไปทั่วลานประลอง หรือภาพของวิญญาจารย์สายสนับสนุนกดข่มสายโจมตีจึงกลายเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไป
ทางสถาบันไม่เพียงไม่ห้ามปราม แต่กลับเพิ่มกฎใหม่ขึ้นมา บังคับให้ต้องมีการประกาศระดับพลังวิญญาณของกันและกันก่อนการประลอง เพราะท้ายที่สุดแล้ว การประเมินสายวิญญาณยุทธ์และระดับพลังของคู่ต่อสู้ให้ได้ทันท่วงทีระหว่างการต่อสู้ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้เช่นกัน การปลูกฝังสิ่งนี้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนใหม่จึงเป็นเรื่องที่ดี
รอบชิงชนะเลิศถูกกำหนดไว้ในช่วงบ่าย เนื่องจากมีเพียงการประลองเดียว จึงทำให้หวังหนานมีเวลาพักผ่อนอย่างเต็มที่ ระหว่างทางที่หวังหนานเดินกลับหอพัก มู่เอิน ชายชราที่มักจะนั่งอยู่ชั้นล่างของอาคารหอพักเสมอ กลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากทักขึ้นมาเอง
"การประลองนัดแรกเมื่อเช้านี้ ทำได้ดีมาก"
หวังหนานได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตกตะลึง
การที่มีพรหมยุทธ์สุดขีดจำกัดระดับ 99 อยู่ใกล้ตัว หากจะบอกว่าเขาไม่มีความคิดใดๆ เลยก็คงจะเป็นการโกหก จะเป็นอย่างไรหากได้รับคำชี้แนะสักหนึ่งหรือสองประโยคจากมู่เอิน?
แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ทะลุมิติ แต่ชาติก่อนเขาก็ไม่ได้ฝึกฝนพลังยุทธ์ การได้รับคำชี้แนะจากพรหมยุทธ์สุดขีดจำกัดย่อมเป็นประโยชน์ต่อเขาไม่น้อย
ทว่าเขาก็ไม่ได้ขยันขันแข็งอะไรเป็นพิเศษ เพียงแค่ทักทายมู่เอินทุกครั้งที่พบหน้า และมู่เอินก็จะตอบกลับด้วยรอยยิ้มใจดี หรือกล่าวชมเชยสองสามคำเสมอ
แต่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เขาพูดออกมาเองแบบนี้
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่อีกฝ่ายเป็นคนเอ่ยปากทักขึ้นมาก่อนเช่นนี้
"ขอบคุณครับ ก็แค่พอใช้ได้ครับ" หวังหนานกล่าวอย่างถ่อมตน
"อืม... กระบวนท่าสุดท้ายของเจ้านั่น เจ้าคิดค้นขึ้นมาเองหรือมีคนสอนให้?" มู่เอินเอ่ยถาม
"กระบวนท่าสุดท้าย?" หวังหนานครุ่นคิดชั่วครู่ มู่เอินย่อมไม่ได้ถามถึงทักษะวิญญาณเป็นแน่ แต่คงหมายถึงการตวัดฟาดกระบองที่เขาใช้ฟาดอวี้เฉินอวี่จนกระเด็นตกเวที
"ข้าเรียนรู้มันมาจากสัตว์วิญญาณครับ"
ดวงตาของมู่เอินทอประกายขึ้นเล็กน้อย
"เพียงแค่สังเกตสัตว์วิญญาณ เจ้าก็ค้นพบวิธีใช้พลังวิญญาณและพลังจิตร่วมกันได้แล้วรึ?"
หวังหนานรู้ดีว่ามู่เอินที่อยู่ตรงหน้าเขานั้นมีเคล็ดวิชาเฉพาะตัวที่สามารถหลอมรวมพลังจิตและพลังวิญญาณเข้าด้วยกันได้ ดูเหมือนว่าวิชาที่เขาเรียนรู้มาจากสัตว์วิญญาณนั้นมีความคล้ายคลึงกับเคล็ดวิชาของมู่เอิน นี่จึงเป็นเหตุผลที่อีกฝ่ายเอ่ยปากถามขึ้นมาเอง
แม้ว่ากระบวนการที่หวังหนานเรียนรู้วิชานี้จะออกไปในทางฉวยโอกาสอยู่บ้าง แต่เขาย่อมไม่อาจเปิดเผยความจริงได้ เขาจึงยอมรับอย่างหน้าไม่อาย
"ดี ดีมาก" มู่เอินพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วพินิจมองหวังหนานอย่างละเอียดอีกครั้ง
"เอาล่ะ ไปเถอะ ไปเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการประลองในช่วงบ่าย"
'เอ๋?' หวังหนานงุนงงเล็กน้อย 'แค่นี้เองรึ?'
แม้จะสับสน แต่หวังหนานก็ไม่ได้เซ้าซี้ เขาคารวะมู่เอินอีกครั้งแล้วหันหลังเดินจากไป
มู่เอินมองตามแผ่นหลังของหวังหนานที่เดินจากไปแล้วพยักหน้าอีกครั้ง
'พรสวรรค์โดดเด่น สภาวะจิตเป็นเลิศ ดูท่าข้าคงต้องให้เส้าเจ๋อเดินทางมาสักเที่ยวแล้ว' เมื่อคิดถึงตรงนี้ มู่เอินก็ถอนหายใจเงียบๆ อีกครั้ง
'เฮ้อ... วิญญาณยุทธ์ชั้นยอด ชื่อเสียง... แม้แต่คนรุ่นเยาว์ในตระกูลก็ยังต้องแบกรับภาระเหล่านี้'