- หน้าแรก
- เห็นๆ อยู่ว่าเป็นภัยพิบัติที่สี่ แต่ไหงดันถูกเรียกว่านักบุญ
- บทที่ 7 - นักวิทยาศาสตร์
บทที่ 7 - นักวิทยาศาสตร์
บทที่ 7 - นักวิทยาศาสตร์
บทที่ 7 - นักวิทยาศาสตร์
“เงินชดเชยรอบนี้โดนเบื้องบนตีตกกลับมา”
จางหลิ่ง หัวหน้าคนงานเหมืองที่ใส่เสื้อกล้ามสีเทามอซอ ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปื้อนฝุ่นถ่านหิน เดินลงจากรถไฟแล้วขยี้ก้นบุหรี่ด้วยความหงุดหงิด
เหยียนหลี หัวหน้าคนงานอีกคนที่เดินตามมาขมวดคิ้ว
“ฉันบอกแกแล้วไง บริษัทข้างบนเขาไม่สนเงินแค่นี้หรอก แต่บริษัทที่อยู่ ‘บนของบน’ อีกที เขามีโควตา ถ้าตัวเลขคนตายเกินโควตา เหมืองจะโดนสั่งปิด”
จางหลิ่งแยกเขี้ยวเหลืองอ๋อย หัวเราะเยาะเหมือนเรื่องห้ามคนตายเป็นเรื่องตลก
“แล้วถ้าไม่จ่ายจะทำไง? งานที่เราลงแรงไปไม่สูญเปล่าเหรอ? เสี่ยงแทบตายสุดท้ายไม่ได้สักแดง?”
เหยียนหลีดูเจนจัดกว่ามาก เขาส่ายหน้า
“ไม่ต้องห่วง ต่อให้ไม่มีเงินชดเชยอย่างเป็นทางการ ถ้าญาติคนตายมาโวยวาย ทางเหมืองก็ต้องจ่ายใต้โต๊ะปิดปากแกนนำอยู่ดี เงินก้อนนั้นต้องผ่านมือเราแน่”
“แต่มันก็น้อยกว่าเดิมตั้งเยอะ! นั่นมันเงินของฉันนะโว้ย!”
“ปีนี้เพลาๆ หน่อยเถอะ ไว้ปีหน้าได้โควตาใหม่ค่อยหาพวกชายโสดไปรีดเงินบริษัท”
“บริษัทเฮงซวย แกล้งทำเป็นคนดี คนจะตายห่ายังมีการกำหนดโควตา!”
จางหลิ่งสบถอย่างหัวเสีย กำลังจะกลับบ้านไปลงกับเมีย จู่ๆ ก็มีเงาร่างสูงใหญ่มายืนขวางหน้า
เขาเงยหน้ามองอย่างระวัง แทนที่จะด่ากราด
คนตรงหน้าเป็นเด็กหนุ่มอายุไม่เกินยี่สิบ
ตัวสูงเกือบเมตรเก้า สูงกว่าจางหลิ่งเป็นช่วงหัว หน้าตามอมแมมเปื้อนฝุ่นเหมือนกรรมกรแถวนี้ แต่กลับดูมีราศีจับแปลกๆ
ข้างๆ เด็กหนุ่มมีเด็กผู้หญิงใส่ชุดผ้ากระสอบ ผมสีเทาอมเขียว เกาะแขนแน่น ก้มหน้าจนมองไม่เห็นหน้าตา
“หัวหน้าจางใช่ไหมครับ?”
เด็กหนุ่มยื่นมือมาทักทายอย่างกระตือรือร้น จางหลิ่งงงๆ แต่ก็ยื่นมือไปจับตามมารยาทของคนที่ไม่ตบหน้าคนยิ้ม
“เรารู้จักกันเหรอ?”
“เพิ่งเจอกันครั้งแรกครับ ผมได้ยินชื่อเสียงหัวหน้ามาจากคนอื่น ผมชื่อจ้าวเหวย”
เด็กหนุ่มที่อ้างชื่อว่าจ้าวเหวยยิ้มแย้ม ดูเป็นคนเข้ากับคนง่าย ระหว่างพูดก็ล้วงบุหรี่ยับยู่ยี่ 2 มวนออกมาส่งให้จางหลิ่งกับเหยียนหลีอย่างนอบน้อม
จางหลิ่งรับบุหรี่ราคาถูกที่พวกกรรมกรสูบมา จ้าวเหวยก็รีบจุดไฟให้ทันที
ควันบุหรี่ลอยฟุ้ง จางหลิ่งสูดนิโคตินเข้าปอดอย่างเคลิบเคลิ้ม หรี่ตามองจ้าวเหวยยิ้มๆ
“มีธุระอะไร?”
“ผมอยากหางานทำครับ” จ้าวเหวยเข้าประเด็น “ค่าแรงเท่าไหร่ก็ได้ ขอแค่ผมกับน้องสาวไม่อดตายก็พอ!”
เหยียนหลีที่เงียบมาตลอดขมวดคิ้ว กำลังจะอ้าปากปฏิเสธ แต่จางหลิ่งยกมือห้ามไว้
จางหลิ่งเหลือบมองเด็กผู้หญิงข้างๆ จ้าวเหวย ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ แต่ถามต่อ
“ที่บ้านไม่มีคนอื่นแล้วเหรอ?”
“พ่อแม่ป่วยตายหมดแล้วครับ เหลือแค่ผมกับน้องสาว ตอนนี้ไม่หวังอะไร ขอแค่มีข้าวกินประทังชีวิต”
“มีบัตรประชาชนไหม?”
“ถ้ามีผมคงไม่มาหาหัวหน้าหรอกครับ”
“งั้นก็เป็นพวกแรงงานเถื่อน” จางหลิ่งดีดขี้บุหรี่ พูดเนิบๆ “ในเมื่อแกอุตส่าห์สืบหาฉันเจอ ก็น่าจะรู้นะว่าพาพวกไม่มีบัตรเข้าทำงาน มันราคาคนละเรต”
“เข้าใจครับ ค่าแรงวันละ 80 หักให้หัวหน้า 35 เป็นค่าน้ำร้อนน้ำชา เจ็บไม่มีจ่าย ตายก็ฝังมันตรงนั้น”
“รู้กฎก็ดี พรุ่งนี้ตี 5 ครึ่ง ไปรอฉันที่ชานชาลา 19”
จ้าวเหวยทำท่าดีใจจนเนื้อเต้น รีบขอบคุณยกใหญ่ พอจางหลิ่งโบกมือไล่ ก็รีบพาน้องสาวเดินจากไป
มองดูแผ่นหลังสูงต่ำของสองพี่น้องเดินไกลออกไป เหยียนหลีถึงถามเสียงเครียด
“ไหนบอกปีนี้จะไม่ทำแล้วไง? จะรับมันเข้ามาทำไม?”
จางหลิ่งสูบบุหรี่เฮือกสุดท้าย ยิ้มเจ้าเล่ห์
“แกมันก็จ้องแต่เงินค่าชดเชย ไอ้หนุ่มนั่นหน้าตาไม่เลว น้องสาวมันถึงจะมองไม่เห็นหน้าแต่คงไม่ขี้เหริหรอก ฆ่าพี่ชายทิ้ง แล้วเอาน้องสาวไปขาย ไม่ได้กำไรเยอะกว่าเงินชดเชยรึไง?”
เหยียนหลีขี้ระแวงกว่า แต่ถ้าจางหลิ่งจะเอา เขาก็ไม่ขัด เตือนแค่ว่า
“อย่าให้มันโจ่งแจ้งนักล่ะ พลาดขึ้นมาซวยทั้งคู่!”
“เออน่า ฉันรู้ลิมิต”
...
“ไอ้หัวหน้าแซ่จางนั่น ดูท่าทาง ‘ไม่มีลิมิต’ เอาซะเลย”
หลี่เหวยที่เปลี่ยนแซ่ตัวเองหน้าตาเฉย พูดขึ้นขณะเดินกลับเข้าตรอก
เฟิงจือยังคงทำหน้าไม่พอใจ จับผมสีเทาอมเขียวที่ดูเหมือนเด็กแว้นสก๊อยของตัวเอง
“ไม่มีลิมิต? แล้วไปขอคืนได้ไหม? นั่นมันแลกมาด้วยเสื้อฉันนะ”
เธอดูเสียดายเสื้อตัวนั้นมาก ในมือกำเหรียญไม่กี่เหรียญไว้แน่น เหมือนพวกงกเงิน
ตอนแลกเสื้อ เธอต่อรองปากเปียกปากแฉะขอเงินเพิ่ม พอได้มาก็หวงแหนอย่างกับกระรอกหวงถั่ว
หลี่เหวยเหลือบมองท่าทางงกๆ ของเฟิงจือ แต่ในใจกำลังประมวลท่าทางและสีหน้าของจางหลิ่งเมื่อกี้
“มันทำท่าเหมือนคิดพิจารณา แต่สายตาแอบมองเธอตลอด สังหรณ์ใจว่ามันคงคิดเรื่องชั่วๆ อยู่”
ได้ยินแบบนั้น เฟิงจือมองสำรวจหลี่เหวยหัวจรดเท้า จนหลี่เหวยต้องจ้องกลับ
“มองอะไร?”
“626 นายไปเรียนรู้เรื่องพวกนี้มาจากไหน? การอยู่ในเขตทดลองทำให้นายอ่านคนเก่งและรู้ทันโลกขนาดนี้เลยเหรอ?”
หลี่เหวยตอบหน้าตาเฉย
“โดนเธอฉีดยาเข็มนั้น จู่ๆ ก็รู้ขึ้นมาเอง”
เฟิงจือดูจะเชื่อเขาอย่างสนิทใจ ต่อให้คำตอบจะแปลกแค่ไหน เธอก็จะเชื่อก่อนแล้วค่อยหาเหตุผลมารองรับ
“นายถูกสร้างจากตัวอย่างผู้ชายคุณภาพ 3.67 ล้านคน เป็นไปได้ว่าในเซลล์สมองของนายมีความคิดและจิตใต้สำนึกของคน 3.67 ล้านคนซ่อนอยู่! กุญแจคงไปกระตุ้นสิ่งเหล่านี้ออกมา นายถึงได้ตรัสรู้เองได้!”
ตาเฟิงจือเป็นประกาย
“ถ้าพวกสถาบันชีววิทยารู้เรื่องนี้ ต้องอยากผ่าสมองนายมาดูแน่ๆ!”
หลี่เหวยดูออกว่ายัยนี่โรควิชาการกำเริบอีกแล้ว
ยัยเป๋นี่พอเป็นเรื่องวิจัย จะกระตือรือร้นผิดปกติ
แถมยังขี้งกอีกต่างหาก
“เลิกคิดเรื่องผ่าสมองฉัน แล้วมาคิดเรื่องตรงหน้าดีกว่า ตอนนี้ตำรวจตามล่าเราอยู่ทั่วเมือง”
พอได้ยิน เฟิงจือก็กลับมาทำหน้ากังวล
“งั้นพรุ่งนี้เรายังจะไปขึ้นรถไฟกับเขาเหรอ?”
“ไปสิ ทำไมจะไม่ไป เราไม่ได้จะไปเป็นกรรมกรจริงๆ สักหน่อย แค่จะอาศัยติดรถไป”
หลี่เหวยเป็นคนตัดสินใจ ในฐานะผู้ทดสอบเกมคนแรก เขามีประสบการณ์โชกโชน การจะเร่งเนื้อเรื่องให้ไว ต้องใช้วิธีพลิกแพลงบ้าง
เขานึกอะไรขึ้นได้ หันไปถามเฟิงจือ
“ว่าแต่ ไอ้ ‘กุญแจ’ นี่ตกลงมันมีไว้ทำอะไร?”
เฟิงจือตอบอย่างจริงจัง
“มันช่วยเปิดประตูสู่โลกแห่งวิทยาศาสตร์ ทำให้นายกลายเป็น ‘นักวิทยาศาสตร์’ ผู้เดินบนเส้นทางแห่งการค้นคว้าและกฎเกณฑ์!”
“นักวิทยาศาสตร์?” หลี่เหวยทวนคำเสียงแปร่งๆ
ความรู้เกี่ยวกับโลกนี้ของหลี่เหวยยังตื้นเขิน แค่ใช้ตามอง
ตอนฆ่า “พ่อแม่” เขารู้สึกแล้วว่าร่างกายตัวเองแกร่งเกินมนุษย์
ตบคนสลบได้สบาย ยกผู้ชายตัวหนักร้อยกว่าโลด้วยมือเดียวได้ชิวๆ นี่ไม่ใช่คนปกติแล้ว
แต่มั่นใจได้ว่าในเกมไม่ได้มีแค่เขาที่พิเศษ ไม่งั้นถ้าคนอื่นเป็นคนธรรมดา ผู้เล่นเวลอัพหน่อยก็ไร้เทียมทาน เกมคงน่าเบื่อ
เขาเลยคอยระวังตัว เผื่อเจอพวกยอดมนุษย์ ผู้ใช้พลังจิต จอมเวท หรือผู้ฝึกยุทธ์โผล่มา
แต่... นักวิทยาศาสตร์เนี่ยนะ?
เฟิงจือไม่รู้ว่าหลี่เหวยคิดอะไร แต่เห็นเขาทำหน้างง
“เมื่อนานมาแล้ว ไม่รู้กี่ปี กฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ที่มนุษย์ค้นพบได้แตกสลาย พอต้องอพยพลงใต้ดิน กฎฟิสิกส์ที่เราคุ้นเคยก็ตกไปอยู่ในมือคนกลุ่มน้อย กฎธรรมชาติไม่ได้เป็นของธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นของนักวิทยาศาสตร์”
“เศษเสี้ยวของกฎธรรมชาติแต่ละชิ้นเรียกว่า ‘กุญแจ’ มันมอบโอกาสให้คนธรรมดาสืบทอดวิทยาศาสตร์ และเร่งวิวัฒนาการร่างกาย เพื่อให้รองรับกฎธรรมชาติที่ถูกครอบครองได้ดีขึ้น”
หลี่เหวยฟังแล้วเฉยๆ คิดว่าเป็นแค่ Lore ที่ทีมเขียนบทแถขึ้นมาเพื่อรองรับระบบพลังเหนือธรรมชาติในเกม
ไอ้คำว่า “นักวิทยาศาสตร์” ก็แค่ชื่อเรียก จะเปลี่ยนเป็น จอมเวท หรือ ผู้ใช้พลัง ก็ค่าเท่ากัน
เขามองเฟิงจือ
“แล้วเธอเป็นนักวิทยาศาสตร์ไหม?”
พอเจอคำถามนี้ ปฏิกิริยาของเฟิงจือแปลกไป
เธอก้มมองขาเป๋ๆ ของตัวเอง เสียงเบาหวิว แฝงความเศร้าสร้อยอย่างบอกไม่ถูก
“ฉันเหรอ? ...ฉันไม่มีคุณสมบัตินั้นแล้ว”
[จบแล้ว]