- หน้าแรก
- เห็นๆ อยู่ว่าเป็นภัยพิบัติที่สี่ แต่ไหงดันถูกเรียกว่านักบุญ
- บทที่ 6 - หอคอยอาบแสงตะวัน
บทที่ 6 - หอคอยอาบแสงตะวัน
บทที่ 6 - หอคอยอาบแสงตะวัน
เขตเย่ากวง (แสงสว่าง), ชุมชนแรงงานที่ 27
หลี่เหวยไปขโมยสีย้อมผ้ามาจากไหนไม่รู้ จัดการย้อมผมสีเงินสะดุดตาของเฟิงจือให้กลายเป็นสีเขียวเข้ม ท่ามกลางสีหน้าไม่เต็มใจและปากที่เม้มแน่นของหญิงสาว
“สีย้อมเกรดต่ำพวกนี้เต็มไปด้วยซัลเฟต สารในกลุ่มอะนิลีน และโลหะหนัก ทุกปีจะมีประชากรเกือบ 1.24% ล้มป่วยเพราะสารพวกนี้”
“ข้อมูลไร้สาระพวกนี้เธอจำแม่นดีจังนะ”
“เพราะมีแต่ข้อมูลจริงเท่านั้นที่ไม่โกหก”
หลี่เหวยเอาฝุ่นมาทาหน้าตัวเอง แล้วยีผมให้ยุ่งเหยิง พอไปยืนเทียบกับพวกคนแก่ในย่านนี้ ก็ดูจะกลมกลืนกันได้ในแง่ของบรรยากาศ
ความทรงจำของ “ซิ่นเฉิง” ไม่ผิดเพี้ยน หลี่เหวยแอบส่องกระจกมาแล้ว เขาคอนเฟิร์มได้เลยว่าใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงความดุดัน มีสันกรามคมชัดแต่ดูละมุน สมบูรณ์แบบไร้ที่ตินี้ เป็นการรวมจุดเด่นของผู้ชาย 3.67 ล้านคนมาไว้ด้วยกันจริงๆ!
หุ่นเหิ่นก็เป๊ะเวอร์ ถอดเสื้อก็มีกล้าม ใส่เสื้อก็ดูผอมเพรียว มิน่าล่ะ พวกเศรษฐีถึงตบตีกันแย่งซื้อสิทธิบัตรผลงานชิ้นนี้ไปครอบครอง
ถ้าเขาเป็นผู้หญิง ก็คงยอมจ่ายเงินซื้อตัวเองกลับไปนอนกอดที่บ้านเหมือนกัน
แต่เพราะหน้าตาดีเกินเบอร์นี่แหละ ตอนนี้เลยต้องลำบากหาวิธีทำตัวให้ดูบ้านๆ ที่สุดเท่าที่จะทำได้
บางที... ความหล่อก็เป็นบาป
ตามที่เฟิงจือบอก ถ้าจะไปสมัครเป็นกรรมกร ต้องรอตอนเย็นหลังเลิกงาน ถึงจะไปหาหัวหน้าคนงานเพื่อขอเข้ากลุ่มได้
ระหว่างรอ หลี่เหวยพาเฟิงจือไปหาที่เงียบๆ ซ่อนตัว
พอฟ้าเริ่มมืด เสียงไซเรนแสบแก้วหูก็ดังขึ้น รถสีน้ำเงินติดตราตำรวจปืนคู่สีทอง 7-8 คัน พุ่งเข้ามาในชุมชน!
ตำรวจในเครื่องแบบ 4-5 นายกระโดดลงจากรถแต่ละคัน พร้อมอาวุธครบมือ เริ่มค้นพื้นที่อย่างละเอียดและหยาบคาย
ไอ้พวกตำรวจพวกนี้มาหาพวกเขาแน่ๆ
ขณะที่หลี่เหวยพาเฟิงจือย้ายที่ซ่อนไปเรื่อยๆ เฟิงจือที่นั่งอยู่ในรถเข็นจับแขนเสื้อหลี่เหวยแน่น หน้าซีดปากสั่น แต่แววตาสีฟ้าครามกลับฉายแววจริงจัง
“626 ฟังฉันนะ ถ้าพวกมันเจอตัวเรา นายไม่ต้องสนใจฉัน หนีไปให้ได้! พวกมันไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก อย่างมากก็แค่ขังฉันไว้เหมือนเดิม แต่พวกมันฆ่านายแน่!”
หลี่เหวยรู้จาก “พ่อ” แล้วว่ายัยเป๋นี่ชาติตระกูลสูงส่ง คงเป็นคุณหนูหนีออกจากบ้านมา
แต่เขาต่างกัน พวกนั้นบทจะควักไตก็ควัก บทจะเผาก็เผา!
“ตกลงเรากำลังจะไปตามหาของอะไรกันแน่? ทำไมพวกมันถึงต้องยกโขยงมาไล่ล่าขนาดนี้?”
เกมห่วยแตกนี่เข้ามาแล้วไม่มีเกริ่นนำอะไรเลย หลี่เหวยยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเทคโนโลยีโลกนี้มันไปถึงไหนแล้ว
ตัวเขาเป็นมนุษย์สังเคราะห์สุดล้ำ แต่สภาพบ้านเรือนและผู้คนรอบข้างกลับเหมือนทาสยุคกลาง ผอมแห้งแรงน้อย ยากจนข้นแค้นสุดๆ!
พอได้ยินคำถาม แววตาของเฟิงจือก็ฉายแววโกรธแค้น
เธอกำหมัดแน่น ชี้ไปทางด้านหลังของหลี่เหวย
“เห็นหอคอยนั่นไหม?”
หลี่เหวยหันไปมอง น่าจะเป็นใจกลางเมือง มีหอคอยสีขาวสูงตระหง่านตั้งอยู่
ตึกรามบ้านช่องแถวนั้นดูทันสมัย สวยงาม สะอาดสะอ้าน มีตึกระฟ้าเหมือนโลกปัจจุบัน ผิดกับสลัมเพิงหมาแหงนที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ราวกับคนละมิติ
และที่ยอดหอคอยสีขาว มีแสงสีทองสว่างไสวเจิดจ้า ราวกับแสงอาทิตย์ในวันฟ้าใส แค่มองก็รู้สึกอบอุ่นใจ
“หินที่ยอดหอคอยนั่นคือสิ่งที่พ่อทิ้งไว้ มันคือ ‘กฎแห่งแสง’ ในรูปแบบวัตถุ พ่อทิ้งไว้ที่นี่เพื่อให้ทุกคนใช้พลังงานแสงที่แทบไม่มีวันหมดมาพัฒนาเมืองใต้ดิน ลดภาระของแรงงาน ให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น!”
เฟิงจือพยายามคุมเสียงให้ปกติ แต่หลี่เหวยจับได้ว่าเสียงเธอสั่นเครือ
“แต่คนพวกนั้นเอามันไปเป็นของประดับบารมี! เอาไปวางไว้บนยอดหอคอย แล้วบอกทุกคนว่าชาวเมืองใต้ดินอื่นๆ ไม่มีสิทธิ์ได้รับแสงแดดแบบนี้ มีแค่ชาวเมือง ‘ตะวัน’ (Sun City) เท่านั้นที่มีสิทธิ์!”
เธอทนไม่ไหว กัดฟันพูดด้วยความแค้น
“หอคอยนั่นเลยกลายเป็นความภาคภูมิใจของคนทั้งเมือง! ต่อให้เป็นแรงงานที่ยากจนข้นแค้น ขอทานที่บ้านแตกสาแหรกขาด หรือโสเภณีที่ต่ำต้อย พอเงยหน้ามองมัน ก็จะยืดอกด้วยความภูมิใจ!”
“ทุกวันที่มองดูเศษเสี้ยวของแสงแดดที่พวกมันเจียดมาให้ ก็พากันซาบซึ้งในบุญคุณของพวกสภาสูง! ไม่มีใครรู้เลยว่าตัวเองเสียอะไรไปบ้าง!”
“รวมถึงนายด้วย 626! พ่อพานายลงมาจากศูนย์กลาง เพื่อหวังจะพัฒนาชีววิทยาที่นี่ ปฏิวัติการแพทย์ในเมืองอุตสาหกรรมใต้ดิน ให้แรงงานที่พิการจากการทำงานได้รับการรักษาที่ดี แต่พวกมันกลับขังนายไว้เลี้ยงดู เพื่อหวังจะขายร่างกายนายกิน!”
เฟิงจือสูดหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์ โดยไม่รู้ตัวว่าสิ่งที่พูดขัดแย้งกับเรื่องที่เคยเล่ามาก่อนหน้านี้
เธอเงยหน้าสบตาหลี่เหวย
“หลังจากพ่อป่วยตาย ฉันลงมาจากศูนย์กลางเพื่อจะเอาของที่พวกมันเอาไปย่ำยีคืน แต่พวกมันก็จับฉันขัง กว่าจะหนีออกมาเจอนายได้... 626 ฉันจะไม่ยอมให้พวกมันฆ่านาย! ไม่มีวัน!”
หลี่เหวยฟังเงียบๆ พอจะจับใจความได้บ้าง
แต่ข้อมูลนี้กลับทำให้รู้สึกอึดอัด เหมือนเมืองนี้ที่เป็นกรงขังไร้หน้าต่าง
ส่วนเรื่องที่เฟิงจือกลับคำพูดเรื่องอดีตของเขา หลี่เหวยไม่ซักไซ้
เขารู้สึกว่ายัยนี่มีความลับ แต่โกหกไม่เป็น นอกจากเรื่องที่เกี่ยวกับตัวตนของเขา เรื่องอื่นน่าจะพูดจริง
พอฟ้ามืดสนิท เสียงหวูดรถไฟก็ดังมาจากที่ไกลๆ!
รถไฟขบวนยาวเหยียด 70-80 ตู้ ค่อยๆ ชะลอความเร็วและจอดสนิท!
ประตูตู้เปิดออก ฝูงชนนับไม่ถ้วนทะลักออกมา!
เสียงจอแจ กลิ่นเหงื่อเหม็นเปรี้ยว ผู้คนตัวมอมแมมเปื้อนคราบน้ำมันและฝุ่นทราย เดินออกมาใต้แสงไฟถนน ปลุกให้ชุมชนที่เงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวา!
ในเงามืด หลี่เหวยมองภาพนั้นด้วยสายตาเรียบเฉย
เกมที่บริษัทสร้างขึ้นมา... ดูเหมือนจะน่าสนใจขึ้นมาหน่อยแล้วสิ
[จบแล้ว]