- หน้าแรก
- ย้อนเวลาครานี้ ขอลิขิตชีวิตเอง
- บทที่ 27 - จูอี้หมิน
บทที่ 27 - จูอี้หมิน
บทที่ 27 - จูอี้หมิน
บทที่ 27 - จูอี้หมิน
หลี่เจ๋อชี้ไปทางทิศตะวันออกของโรงเรือน “พรุ่งนี้ข้าจะสร้างเพิงกันแดดนอกโรงเรือน ก่อเตาขึ้นมา ต่อไปเราจะทำกับข้าวกันที่นี่”
เหล่าหลี่ขมวดคิ้ว “เจ้าสอง เจ้าจะไม่กลับบ้านแล้วรึไง”
“บ้านต้องกลับแน่นอนครับ แต่ว่ากินเนื้อดื่มเหล้าในไร่นาก็สะใจดีเหมือนกัน” การที่หลี่เจ๋อใช้คนงานแล้วให้แม่กับพี่สะใภ้ทำกับข้าว ครั้งสองครั้งก็พอไหว นานวันเข้าหลี่เจ๋อก็รู้สึกเกรงใจ
ดวงตาของหลี่จิ่วกังสว่างวาบขึ้น “น้องชายเอ๋ยสมองเจ้าหมุนเร็วจริงๆ ในไร่นานี่ไม่มีใครคอยคุม พวกเราผู้ชายดื่มเหล้ากันก็สนุกสนานเต็มที่ อาเจิ้นหัว ท่านว่าจริงไหม”
เหล่าหลี่หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน เขาจะฟังไม่ออกได้อย่างไรว่าในคำพูดของหลี่จิ่วกังมีความนัยแฝงอยู่ แต่คำพูดของอีกฝ่ายก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ถ้าหวังซิ่วอิงไม่อยู่ข้างๆ เขาคงจะดื่มได้อีกหลายจอก เป็นสถานที่ที่ดีจริงๆ
“น้องชายเอ๋ย ค่าแรงนี่ข้าไม่อยากจะรับหรอกนะ แต่ในเมื่ออาเจิ้นหัวก็รับแล้ว ข้าจะปฏิเสธอีกก็จะดูเสแสร้งไป” หลี่จิ่วกังขยับเข็มขัดขึ้น “ข้าว่าค่าอาหารจะให้เจ้ารับผิดชอบคนเดียวไม่ได้หรอก พวกเรามาลงขันกันดีไหม”
หลี่จื้อเฉียงหัวเราะ “วันนี้พ่อข้าไม่ได้ดื่มเหล้า คำพูดนี้มีเหตุผล”
หลี่จิ่วกังยกเท้าขึ้นเตะ “ไปไกลๆ เลยไอ้ลูกชาย วันๆ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง”
“ข้าก็เห็นด้วย” จ้าวเถี่ยจู้เป็นคนโสด ไม่ชอบทำกับข้าวอยู่แล้ว อยากจะมาอาศัยกินข้าวร้อนๆ ด้วยคน
หลี่เจ๋อไม่ใส่ใจกับค่าอาหารเล็กๆ น้อยๆ นี้ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของทุกคน ถือว่าเป็นการมีส่วนร่วมก็แล้วกัน “อย่างนี้แล้วกัน ข้าวข้ายังคงเป็นคนจัดการ ใครที่บ้านมีเหล้าดีกับข้าวอร่อยก็เอามาสมทบได้”
หลี่จิ่วกังยกนิ้วโป้งให้ “ความคิดนี้เข้าท่า”
หวังเจี้ยนจวินหยิบก้านฟางมาขีดเขียนบนพื้นที่ว่างในโรงเรือน “เจ๋อจื่อ ต้นกล้าแตงกวาใช้พื้นที่ไปแค่ครึ่งเดียว ที่เหลืออีกไม่กี่ส่วนนี่ตั้งใจจะปลูกอะไร”
“ปลูกแตงกวารุ่นต่อไป แล้วก็ปลูกบรอกโคลีติดไปด้วยนิดหน่อย” สองวันก่อน หลี่เจ๋อได้เริ่มแช่เมล็ดและบ่มเพาะแล้ว รอให้เมล็ดงอกรากขาวก็สามารถนำไปปลูกได้
เหล่าหลี่เคี้ยวปากขมุบขมิบ “ปลูกแตงกวารุ่นต่อไปก็ดี เราก็เริ่มจับทางได้แล้ว แต่เจ้าบรอกโคลีนี่มันคืออะไรกัน”
จ้าวเถี่ยจู้เกาคาง “ตอนข้าวิ่งรถเคยได้ยินคนพูดถึงอยู่ เหมือนจะเป็นผักหายากที่ชาวต่างชาติกินกัน แพงมากด้วย”
“บรอกโคลีมาจากต่างประเทศจริงๆ ครับ มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ไม่เพียงแต่ชาวต่างชาติที่ชอบกิน คนที่พิถีพิถันในเมืองก็ชอบเหมือนกัน” เมล็ดบรอกโคลีตอนนี้หาได้ไม่บ่อยนัก ที่สหกรณ์จัดซื้อจัดจ้างในอำเภอไม่มีเลย นี่หลี่เจ๋อไปซื้อมาจากตลาดสดฉงเหวินเหมินที่ปักกิ่ง
เหล่าหลี่ส่ายหน้า “คนพวกนั้นมีสักกี่คนกัน ถ้าให้ข้าพูดนะ สู้ปลูกมะเขือเทศดีกว่า ชาวบ้านชอบกินกันทั้งนั้น”
หลี่จิ่วกังก็เห็นด้วย “จริงด้วย ฤดูหนาวถ้าได้กินมะเขือเทศคลุกน้ำตาลทรายขาวล่ะก็ อร่อยอย่าบอกใครเชียว”
“พ่อครับ ผมก็อยากจะปลูกมะเขือเทศ แต่ว่ามะเขือเทศไม่สามารถปลูกคละกับแตงกวาในโรงเรือนเดียวกันได้ มันจะทำให้เกิดโรคพืชได้ง่าย”
หลี่เจ๋อรู้ดีว่า ในยุคนี้คนกินบรอกโคลียังน้อยอยู่ แต่ราคาผักในฤดูหนาวนั้นสูง ชาวบ้านก็แค่ลองชิมของแปลกใหม่ กำไรที่ได้นั้นมาจากกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับชาวต่างชาติ
“เหลวไหล ข้าปลูกผักมาครึ่งชีวิตแล้ว ที่สวนผักบ้านเราแตงกวากับมะเขือเทศก็ปลูกติดกัน ไม่เห็นเคยได้ยินว่าปลูกด้วยกันไม่ได้”
“พ่อครับ นี่มันโรงเรือนแบบปิดของผมนะ มันคนละเรื่องกับการปลูกกลางแจ้งของพ่อ อีกอย่างสวนผักสองส่วนที่บ้านเราก็ปลูกไว้กินเอง จะไปสนใจอะไรว่าได้ผลผลิตมากน้อยแค่ไหน”
เหล่าหลี่ครุ่นคิดดู ก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง “เฮ้ ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง การปลูกผักในโรงเรือนนี่ก็มีเคล็ดลับเยอะเหมือนกันนะ”
“โครก...” ไม่รู้ว่าเป็นเสียงท้องของใครดังขึ้น
ทำงานเกษตรมาทั้งบ่าย ทุกคนก็หิวกันแล้ว
เหล่าหลี่ลุกขึ้นยืน ตบๆ กางเกง “พักพอแล้ว กลับบ้านกินข้าวกัน”
...
ฟ้าสาง หลี่เจ๋อเปิดห่อผ้าดิบที่แช่เมล็ดไว้ดู ทั้งเมล็ดบรอกโคลีและเมล็ดแตงกวาต่างก็งอกปลายแหลมสีขาวออกมาแล้ว
เมล็ดบรอกโคลีเพาะไว้เพียงบางส่วน เพราะมีระยะเวลาเก็บเกี่ยวสั้น เหมาะกับการปลูกเป็นรุ่นๆ
เมื่อมีโรงเรือนแล้ว วิธีการเพาะกล้าก็ง่ายขึ้นมาก โรงเรือนก็คือถาดเพาะกล้าขนาดยักษ์ สามารถปรับอุณหภูมิ ความชื้น แสงสว่าง และสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงให้กับการเจริญเติบโตของผักได้
หลี่เจ๋อกั้นพื้นที่ไว้ส่วนหนึ่ง ปรับหน้าดินให้เรียบ รดน้ำให้ชุ่ม แล้วโรยเมล็ดบรอกโคลีที่งอกรากขาวแล้วให้กระจายอย่างสม่ำเสมอ หนึ่งตารางเมตรโรยประมาณสิบกรัม แล้วใช้ดินละเอียดโรยทับบางๆ อีกชั้นหนึ่ง
สามถึงสี่วันบรอกโคลีก็จะงอก การเพาะกล้าด้วยวิธีนี้ระยะห่างระหว่างต้นจะค่อนข้างชิด สามารถประหยัดพื้นที่ได้
ประมาณยี่สิบวัน บรอกโคลีจะงอกใบสี่ห้าใบ สูง 10 ถึง 15 เซนติเมตร ตอนนั้นจะต้องใช้พื้นที่ในการเจริญเติบโตมากขึ้น ต้องย้ายบรอกโคลีไปปลูก
“น้องหลี่อยู่ไหม” ชายวัยสามสิบกว่าคนหนึ่งยืนอยู่นอกโรงเรือน รูปร่างผอมเหมือนไม้เสียบผีแต่มีศีรษะใหญ่
หลี่เจ๋อเพิ่งจะทำงานเสร็จ มือยังคงเปื้อนดินอยู่ เขาจึงล้างมือในอ่างน้ำ แล้วเดินออกมาจากโรงเรือน มองแวบเดียวก็จำอีกฝ่ายได้ “พี่จู มีเวลามาที่นี่ได้อย่างไรครับ”
“ได้ยินว่าเจ้าสร้างโรงเรือนผัก ข้าก็เลยอยากจะมาเปิดหูเปิดตาสักหน่อย” จูอี้หมินเขย่งเท้าชะเง้อมองเข้าไปในโรงเรือน “เข้าไปดูได้ไหม”
“ทำไมจะไม่ได้ล่ะครับ เข้ามาเลย” โรงเรือนไม่ใช่ของชิ้นเล็กๆ หลี่เจ๋อไม่สามารถซ่อนเร้นได้ สู้เปิดเผยให้คนอื่นดูอย่างตรงไปตรงมาเสียดีกว่า
ถ้าพูดถึงจูอี้หมินแล้ว ก็ถือว่าเป็น ‘คนเก่ง’ ของหมู่บ้านต้ายิงคนหนึ่ง ชาติที่แล้ว เขาเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่ปลูกโรงเรือนผัก ต่อมา เลขาธิการพรรคประจำหมู่บ้านหวังเถี่ยโถวก็เพราะเห็นเขาทำเงินได้ จึงได้นำพาทั้งหมู่บ้านมาทำโรงเรือน
หลี่เจ๋อกับเขาไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันนัก จูอี้หมินมีนิสัยค่อนข้างสันโดษ ไม่ค่อยชอบสุงสิงกับใคร และชอบเลือกที่รักมักที่ชัง
การเลือกที่รักมักที่ชังของเขาก็ไม่เหมือนคนอื่น คนอื่นคือยกย่องคนรวยเหยียบย่ำคนจน แต่เขาไม่เหมือนกัน ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ขอแค่ถูกคอก็พอ ถ้าไม่ถูกชะตา อย่าว่าแต่คนในอำเภอเลย ต่อให้เป็นผู้นำจากในเมืองมา เขาก็ไม่ชายตาแล
จูอี้หมินลูบกำแพงดินอัดทางทิศตะวันออก “ก่อได้หนาแน่นจริงๆ สร้างแบบนี้เพื่อเก็บความร้อนใช่ไหม”
“กำแพงยิ่งหนา การเก็บความร้อนก็ยิ่งดี”
จูอี้หมินเดินเข้าไปข้างในได้ระยะหนึ่ง ก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าอุณหภูมิภายในโรงเรือนสูงกว่าข้างนอก สองวันนี้อากาศเย็นลง อุณหภูมิข้างนอกไม่ถึงยี่สิบองศา แต่ในโรงเรือนอย่างน้อยก็ต้องมีมากกว่ายี่สิบห้าองศา
“ต้นกล้าแตงกวานี่อยู่ในช่วงฟื้นตัวใช่ไหม”
“เพิ่งจะย้ายปลูกเมื่อวานครับ”
จูอี้หมินย่อตัวลง สังเกตอย่างละเอียด “ดีมาก ใบหนาแน่น ผลผลิตคงจะไม่เลว น้องหลี่ เทคนิคการทำโรงเรือนผักนี่เรียนมาจากใครเหรอ รอให้ถึงฤดูหนาวอุณหภูมิลดลง ข้างนอกติดลบหลายองศาสิบกว่าองศา จะทนไหวเหรอ”
“ผมคิดค้นเองครับ จะบอกว่าไม่กังวลเลยก็คงจะโกหก แต่ในเมื่อสร้างไปแล้ว ก็ต้องลองดู”
“น้องชาย สร้างโรงเรือนผักนี่ใช้เงินไปเท่าไหร่”
“ไม่ถึงหกพัน”
“เยอะขนาดนี้เลย!” จูอี้หมินตกใจอยู่บ้าง ไม่เห็นเลยนะว่าบ้านเหล่าหลี่จะมีฐานะดีขนาดนี้ เขาไม่ได้สงสัยอะไร โรงเรือนตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้ จะปลอมแปลงไม่ได้
จูอี้หมินเก็บความคิดฟุ้งซ่านลง แล้วเดินสำรวจดูในโรงเรือนอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกระทั่งใกล้เที่ยงจึงจะจากไป
พอกลับถึงบ้าน จูอี้หมินก็ไม่ทักทายภรรยา เดินตรงเข้าห้องในไปเลย
ภรรยาโจวอวี้เฟิ่งหน้ากลมแป้น ร่างสูงใหญ่ ตัวหนาแน่น ยืนอยู่ข้างๆ ตัวใหญ่กว่าจูอี้หมินเป็นวง
“พี่จู กินข้าวได้แล้ว” โจวอวี้เฟิ่งจัดโต๊ะ วางกับข้าวลง ก็ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว “ท่านขลุกอยู่ในห้องคิดอะไรฟุ้งซ่านอยู่ได้ ข้าวจะเย็นหมดแล้ว”
“มาแล้ว” จูอี้หมินนั่งลงข้างโต๊ะ มองดูภรรยาที่อยู่ตรงข้าม ก็ยังคงไม่ลงมือหยิบตะเกียบ
“มองอะไรอยู่ หน้าข้าเปื้อนฝุ่นเหรอ”
“เมียจ๋า ข้าอยากจะปรึกษาเรื่องหน่อย”
“ก็พูดมาสิ”
“บ้านเรามีเงินเก็บอยู่เท่าไหร่”