เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 252 : ภารกิจสิบดาวที่ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ

บทที่ 252 : ภารกิจสิบดาวที่ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ

บทที่ 252 : ภารกิจสิบดาวที่ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ


บทที่ 252 : ภารกิจสิบดาวที่ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ

สายตาของซูหว่านเพียงแค่กวาดมองนางเซียนเมฆาสีชาดที่อยู่เบื้องหน้าแวบหนึ่ง ก่อนจะเลื่อนผ่านไป จากนั้น ความสนใจทั้งหมดของนางก็พุ่งตรงไปยังบุรุษที่เดินตามขึ้นมา

และทันทีที่สายตาของนางจับจ้องไปที่บุรุษผู้นั้น ซูหว่านก็ถึงกับชะงักไป

ดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว ศิษย์น้องคนนี้…ดูจะอายุมากไปหน่อยหรือไม่?

ดูแล้วน่าจะอายุราวสามสิบปีได้ น่าจะแก่กว่านางอยู่พอสมควร

ถึงแม้ว่าการรับศิษย์นั้นจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องดูที่อายุก็ได้ แต่การที่อายุยังน้อยย่อมสั่งสอนได้ง่ายกว่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับกันโดยทั่วไปในโลกของผู้ฝึกยุทธ์

การกระทำของท่านอาจารย์ในครั้งนี้…เป็นสิ่งที่ซูหว่านคาดไม่ถึงจริงๆ

หรือว่า…ศิษย์น้องคนนี้แท้จริงแล้วมีพรสวรรค์ที่โดดเด่น เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์อิสระ จึงไม่เคยได้พบเจออาจารย์ดีๆคอยชี้แนะ?

ในชั่วพริบตา ความคิดมากมายผุดขึ้นในใจของนาง เมื่อมองไปยังนางเซียนเมฆาสีชาดที่เดินขึ้นมาบนลานกว้าง ซูหว่านก็รีบคำนับแล้วกล่าวว่า

“คารวะท่านอาจารย์”

นางเซียนเมฆาสีชาดหันกลับมา พลางกล่าวกับลู่เย่ที่อยู่ด้านหลังว่า

“นี่คือซูหว่าน เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าด้วย หลังจากนี้หากมีเรื่องใดที่ต้องการความช่วยเหลือ เจ้าก็สามารถพูดคุยกับนางได้”

ซึ่งนี่ก็เป็นเพียงคำพูดตามมารยาทเท่านั้น

ลู่เย่จะต้องการความช่วยเหลือจากซูหว่านงั้นรึ?

ลู่เย่พยักหน้า พลางมองไปยังซูหว่านที่ไม่ได้พบหน้ากันมาพักหนึ่งแล้ว ก่อนจะกล่าวอย่างสงบนิ่งว่า

“ลู่เสวียนคารวะศิษย์พี่ซูหว่าน”

“ที่แท้ก็คือศิษย์น้องลู่เสวียน” ซูหว่านยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหยิบผลึกปราณสองชิ้นที่เตรียมไว้แล้วออกมาจากแหวนมิติ

“ครั้งแรกที่พบกัน ของขวัญเล็กๆน้อยๆหวังว่าศิษย์น้องจะไม่รังเกียจนะ”

เมื่อมองเห็นผลึกปราณทั้งสองชิ้นนั้น ลู่เย่ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

ด้วยฐานะของซูหว่าน การมีผลึกปราณติดตัวไม่ใช่เรื่องแปลก แต่คาดว่าคงจะมีไม่มากนัก

เพราะอย่างไรเสีย ทรัพยากรผลึกปราณในแดนเหนือก็มีอยู่อย่างจำกัดมาแต่ไหนแต่ไร

การที่นางสามารถหยิบออกมาสองชิ้นเพื่อเป็นของขวัญแรกพบได้นั้น ถือว่าเกินความคาดหมายของลู่เย่ไปมากแล้ว

“ขอบคุณศิษย์พี่” ในเมื่อเป็นของขวัญแรกพบ ลู่เย่จึงรับมันไว้

ครู่ต่อมา นางเซียนเมฆาสีชาดก็ทะยานร่างจากไป

นางเองก็อยากจะพาลู่เย่ไปดูถ้ำพำนักที่เตรียมไว้ให้ด้วยตนเอง แต่ว่าตอนนี้ซูหว่านยังคงอยู่ที่นี่

หากแสดงท่าทีที่ผิดปกติไปจากเดิมมากเกินไป…อาจจะทำให้ซูหว่านสงสัยได้

ดังนั้น นางเซียนเมฆาสีชาดจึงจากไป แล้วมอบหมายเรื่องที่เหลือให้ซูหว่านเป็นผู้จัดการ

“ศิษย์น้องตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปดูถ้ำพำนักของเจ้า”

ซูหว่านเดินนำหน้าไป ทั้งสองคนเดินตามกันไป เพียงครู่ต่อมา ก็มาถึงหน้าถ้ำพำนักแห่งหนึ่งซึ่งมีค่ายกลคุ้มกันอยู่

และทันทีที่ซูหว่านหยิบป้ายหยกประจำถ้ำออกมาแล้วปลดค่ายกลออก พลังปราณฟ้าดินอันหนาแน่นก็พลันพวยพุ่งออกมาจากข้างในทันที

ภาพที่เห็นนี้ทำให้ดวงตาของลู่เย่เป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้เขาเคยได้พักในถ้ำที่มีค่ายกลรวมพลังเช่นนี้ที่ไหนกัน?

มีแต่ต้องไปหาซอกหลืบเชิงเขาที่เหมาะสมห่างจากตัวเมืองไปร้อยลี้เพื่อฝึกฝน ซึ่งพลังปราณที่นั่นก็เจือจางราวกับน้ำเปล่า

ซูหว่านหันกลับมาส่งป้ายหยกให้ลู่เย่ พลางยิ้มแล้วกล่าวว่า

“หลังจากนี้ที่นี่ก็คือถ้ำพำนักของเจ้าแล้ว เจ้าลองเข้าไปดูสิ หากขาดเหลืออะไร บอกข้าได้นะ ข้าจะไปหามาให้”

หลังจากรับป้ายหยกแล้ว ลู่เย่ก็เดินเข้าไปในถ้ำ พลันพบว่าพื้นที่ข้างในนั้นก็ไม่ได้เล็กเลย

มีทั้งห้องนั่งเล่นหนึ่งห้อง ห้องฝึกฝนอีกหนึ่งห้อง นอกจากนี้ยังมีลานเล็กๆอีกด้วย ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยพลังปราณฟ้าดินที่เข้มข้นจนน่าหลงใหล

ลู่เย่กวาดตามองไปรอบๆก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ไม่ขาดอะไรแล้ว ขอบคุณศิษย์พี่มาก”

ขณะที่มองแผ่นหลังของลู่เย่ที่เดินเข้าไปในถ้ำ ในตอนนี้ ภายในใจของซูหว่านก็พลันเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาจางๆ

ทั้งที่ดูเหมือนจะเป็นการพบกันครั้งแรก แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีการพูดคุย หรือบุคลิกโดยรวมของเขา...กลับทำให้ซูหว่านรู้สึกราวกับว่าเคยพบเจอที่ไหนมาก่อน

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”

นางพึมพำในใจ พลางพยายามนึกอย่างละเอียด แต่ก็ไม่มีเค้าลางใดๆซูหว่านจึงไม่ได้เสียเวลาไปกับเรื่องนี้อีก

หลังจากออกจากถ้ำมา ลู่เย่ก็เอ่ยถามว่า

“จริงสิศิษย์พี่ ขั้นตอนการรับภารกิจเป็นอย่างไรหรือ?”

คำถามนี้ทำให้ซูหว่านคาดไม่ถึงอยู่บ้าง

เพิ่งจะเข้าสำนักมาหมาดๆก็เริ่มคิดถึงเรื่องรับภารกิจแล้วงั้นรึ?

ไม่ควรจะเริ่มจากการฝึกฝน ยกระดับพลังของตนเองก่อน แล้วค่อยมาคิดเรื่องพวกนี้หรอกหรือ

อย่างไรก็ตาม ทุกคนต่างก็มีทางเลือกของตนเอง ซูหว่านจึงไม่ได้บอกว่าทางเลือกของศิษย์น้องคนใหม่นี้ไม่ดี แต่กลับกล่าวว่า

“พอดีข้ามีเวลาว่าง เดี๋ยวพาไป”

ระหว่างทางไปยังตำหนักภารกิจ ซูหว่านก็ได้อธิบายระดับความยากของภารกิจในนิกายไปด้วย

“ภารกิจของนิกายแบ่งออกเป็นเก้าดาว สามดาวแรก โดยทั่วไปจะแนะนำให้ศิษย์ระดับรวบรวมปราณรับ สามดาวกลาง แนะนำสำหรับระดับปราณก่อกำเนิด ส่วนสามดาวสุดท้าย ศิษย์ระดับเหนือสวรรค์รับจะปลอดภัยที่สุด”

“มีทั้งหมดเก้าดาวสินะ?” ลู่เย่พยักหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง

หากต้องการจะสะสมคะแนนให้ได้จำนวนมหาศาลอย่างรวดเร็ว ดูท่าแล้วคงมีแต่วิธีรับภารกิจสามดาวสุดท้ายให้ได้มากที่สุดเท่านั้น

เมื่อมองไปยังลู่เย่ที่มีสีหน้าสงบนิ่ง ซูหว่านก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า

“อันที่จริงแล้ว เหนือกว่าภารกิจสามดาวสุดท้าย ยังมีภารกิจอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งคนในนิกายเรียกกันว่า ‘ภารกิจสิบดาว’!”

“เพียงแต่ว่า เพราะความยากของมันสูงเกินไป มีเพียงศิษย์ระดับเหนือสวรรค์ที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง…หรือแม้กระทั่งระดับปรมาจารย์เท่านั้นจึงจะมีโอกาสทำสำเร็จได้”

“ดังนั้น โดยทั่วไปแล้วจึงถือว่ามันไม่มีอยู่จริง”

เมื่อได้ยินดังนั้น ในใจของลู่เย่ก็พลันสั่นไหวเล็กน้อย ภารกิจสิบดาวงั้นรึ?

เขาไม่มีเวลาอยู่ในนิกายเมฆาสีชาดมากนัก หากมีวิธีที่สามารถย่นระยะเวลาได้ ย่อมจะดีที่สุด

“ศิษย์พี่ ข้าสนใจภารกิจสิบดาวนี่อยู่นิดหน่อย”

ซูหว่านพยักหน้าแล้วกล่าวว่า

“ภารกิจสิบดาวนั้นไม่ได้มีเนื้อหาตายตัว ทุกๆช่วงเวลาหนึ่ง หากภารกิจสิบดาวอันก่อนหน้าไม่มีผู้ใดรับ ก็จะเปลี่ยนเป็นเงื่อนไขภารกิจใหม่”

“ภารกิจนี้ ข้าเดาว่าคงตั้งขึ้นมาเพื่อไม่ให้ศิษย์ระดับเหนือสวรรค์ในนิกายเพียงไม่กี่คนนั้นหลงทะนงตนว่าสามารถทำภารกิจสามดาวสุดท้ายได้สำเร็จ…แล้วจะเหิมเกริมจนเกินไป”

ทั้งสองคนมุ่งหน้าไปยังตำหนักภารกิจด้วยความเร็วที่ไม่ช้า ขณะที่พูดคุยกันก็มาถึงลานกว้างหน้าตำหนักภารกิจแล้ว

ที่ตำหนักภารกิจจะมีภารกิจใหม่ๆออกมาทุกวัน และยังเป็นสถานที่ที่คึกคักที่สุดในนิกาย มีศิษย์เข้าออกอยู่ตลอดเวลา

แต่ทว่าการมาถึงของซูหว่าน ก็ยังคงดึงดูดสายตาของผู้คนได้ในทันที

ในฐานะศิษย์สายตรงของประมุขนิกาย อีกทั้งยังมีพลังระดับเหนือสวรรค์ขั้นหก ทำให้นางเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงและเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของนิกายอย่างไม่ต้องสงสัย

“คารวะศิษย์พี่ซู”

ตลอดทางที่เดินมา มีศิษย์มากมายต่างพากันคำนับ

แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าด้านหลังของซูหว่านยังมีบุรุษหน้าตาแปลกประหลาดเดินตามมาด้วย หลายคนก็อดที่จะแสดงความสงสัยออกมาไม่ได้

บุรุษผู้นี้เป็นใครกัน?

สำหรับผู้ที่ข่าวสารว่องไว ก่อนหน้านี้ก็ได้พบเห็นนางเซียนเมฆาสีชาดพาลู่เย่ขึ้นไปยังยอดเขาประมุขแล้ว

ตอนนี้จึงถึงบางอ้อขึ้นมาทันที ดูท่าแล้ว บุรุษผู้นี้คงจะเป็นศิษย์คนใหม่ที่ท่านประมุขรับเข้ามาจริงๆ

เมื่อพวกเขานำข่าวนี้ไปบอกต่อกับสหายข้างๆในทันใดนั้นข่าวก็แพร่กระจายจากหนึ่งเป็นสิบ จากสิบเป็นร้อย สร้างความตกตะลึงไปทั่ว

“ท่านประมุขรับศิษย์ใหม่อีกครั้งหลังจากผ่านไปหลายปีงั้นรึ?!”

“เดี๋ยวนะ อายุของคนคนนี้ดูจะมากไปหน่อยหรือเปล่า ผ่านวัยที่เหมาะสมแก่การปั้นแล้วไม่ใช่รึ?”

“ชู่ววว การกระทำของท่านประมุขตลอดมา ใช่เรื่องที่พวกเราจะมาวิพากษ์วิจารณ์ได้หรือ?”

…..

ภายในตำหนักภารกิจ

“ที่นั่นคือค่ายกลแสดงผลของตำหนักภารกิจ ภารกิจทั้งหมดจะแสดงผลหมุนเวียนอยู่บนนั้น” ซูมหว่านแนะนำ

“มีเพียงภารกิจสิบดาวในช่วงเวลานั้นๆ…ที่จะถูกตรึงไว้ที่ตำแหน่งบนสุด”

…………………..

จบบทที่ บทที่ 252 : ภารกิจสิบดาวที่ไม่มีผู้ใดทำสำเร็จ

คัดลอกลิงก์แล้ว